บริการข่าวไทยรัฐ

สนช.เจอดิสเบรก คลังเมิน ขึ้นภาษีแวตอีก1% ชงครม.-ต่ออายุเก็บ7%อีก1ปี

สีกากีไม่ต้านย้ายไปสังกัดยธ. แดงฝ่าตร.รําลึก7ปีสลายม็อบ


กระทรวงการคลังเบรก สนช.หัวทิ่มชงรัฐบาลขึ้นภาษีแวตอีก 1% “สมชัย” สวนเรื่องเก่า สศค.เคยศึกษาแต่เก็บเข้ากรุไม่ใช้ คุยอี-เพย์เมนท์โกยแสนล้านเข้าคลัง ไม่พึ่งรีดภาษี “อภิศักดิ์” ชง ครม.ต่ออายุ 1 ปีคงแวต 7% “สมคิด” ติงต้องดูเวลาเหมาะสมสอดคล้องเศรษฐกิจฟื้นตัว “ศิริพล” เสียงอ่อยโยนรัฐบาลตัดสิน “พรเพชร” อ้างแค่ผลศึกษาของ กมธ. เด็ก ปชป.สับอำนาจพิเศษซ้ำเติมชาวบ้าน ผบ.ทบ.โอ่ชาวบ้านรับได้ผลงาน คสช. 3 ปี “บิ๊กตู่” ยกสางปัญหาค้างเก่า ล้างทุจริตก็เป็นผลงาน อ้อนอยากลงพื้นที่เคลียร์ข้อข้องใจชาวบ้าน อัดพวกคอยแซะดิ้นหาทางหวนคืนอำนาจ รองโฆษก ตร.อ้างกำลังพล 2 แสนนายไม่ต่อต้านย้ายไปสังกัด ยธ. “ถาวร” เตือนนายกฯ ต้องรู้ทันหลุมพรางปฏิรูปตำรวจ มวลชนเสื้อแดงฝ่าแนวกั้นทหาร-ตร.วางดอกไม้ป้ายราชประสงค์รำลึก 7 ปีสลายม็อบ นปช.

จากกรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบรายงานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สนช. เตรียมเสนอให้ ครม.พิจารณาปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) อีกร้อยละ 1 ล่าสุดผู้บริหารกระทรวงการคลังยืนยันไม่เห็นด้วย ระบุสถานะการคลังของประเทศยังไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นภาษีแวต โดย รมว.คลังได้เสนอให้ ครม.คงอัตราภาษีแวตร้อยละ 7 ที่จะสิ้นวันที่ 30 ก.ย.60 ต่อไปอีก 1 ปีด้วย

คลังโต้ สนช.พูดเรื่องเก่า ยันไม่ขึ้นแวต

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึง กรณีที่ประชุม สนช.ให้ความเห็นชอบรายงานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สนช. และเสนอให้ ครม.พิจารณาปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1 กระทรวงการคลังจะไม่ขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 7 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8 ตามข้อเสนอของ สนช. เพราะเป็นประเด็นเก่าที่กระทรวงการคลังได้เคยหารือและสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ศึกษาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่เคยนำใช้ เพราะการขึ้นภาษีแวตต้องพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น ขณะนี้กระทรวงการคลังเตรียมจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขยายการใช้ภาษีแวตที่อัตราร้อยละ 7 ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.60 เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด

ชี้อีเพย์เมนท์โกยแสนล้านไม่พึ่งรีดภาษี

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวอีกว่า การพิจารณาปรับขึ้นภาษีแวตจะต้องไม่ให้กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ มองว่าฐานะการคลังของไทยในปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นภาษีแวต ขณะเดียวกันการดำเนินการของกระทรวงการคลังที่ผลักดันให้ใช้ระบบอี-เพย์เมนท์หรือการชำระเงินด้วยอิเล็กทรอนิกส์นั้น คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ตั้งทีมงานปฏิรูปกฎหมายประมวลรัษฎากรทั้งฉบับ จะมีการพิจารณาการปฏิรูปภาษีทุกรายการจะนำข้อเสนอของ สนช.มาพิจารณาด้วย ทั้งการปรับเพิ่มขึ้นภาษีแวตและการเก็บภาษีลาภลอย อยู่ระหว่างร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่เก็บจากผลประโยชน์จากโครงการของรัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้า รถไฟและการสร้างมอเตอร์เวย์ เพื่อให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้พิจารณาต่อไป ส่วนแนวคิดการจัดเก็บภาษีจากผลตอบแทนการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เพื่อความเป็นธรรม ยังอยู่ระหว่างการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เกี่ยวกับความเป็นไปได้และความเหมาะสม และเมื่อได้ข้อสรุปจะเสนอ รมว.คลัง พิจารณาต่อไป ปัจจุบันภาษีกองทุนตราสารหนี้ยังไม่เป็นธรรม เหลื่อมล้ำไม่เสมอภาคอยู่ ผู้ซื้อตราสารหนี้ผ่านกองทุนไม่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 แต่หากฝากเงินกับธนาคารต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 กระทรวงการคลังพร้อมจะเข้าไปพิจารณา เป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการให้ถูกต้อง

“สมคิด” ติงต้องสอดคล้อง ศก.ฟื้นตัว

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ สนช.เสนอปรับขึ้นภาษีแวตว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับเวลาที่เหมาะสม และต้องสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เรื่องนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง คงต้องหารือร่วมกัน ขณะที่การปฏิรูปภาษีเป็นการวางแผนใช้จ่ายทั้งประเทศเพื่อลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตและการช่วยเหลือด้านสวัสดิการในอนาคต จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนทั้งด้านรายรับและรายจ่ายให้สมดุล ยืนยันว่าประเทศขณะนี้ไม่ได้มีสัญญาณอันตรายใดๆหรือปัญหาทางการคลัง

“อภิศักดิ์” ชง ครม.ต่ออายุแวต 7% อีกปี

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวเพียงว่า ขณะนี้ได้เสนอเรื่องการต่ออายุการจัดเก็บภาษีแวตอัตราร้อยละ 7 ต่อไปอีก 1 ปี ให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาแล้ว

สนช.เสียงอ่อยโยน รบ.ตัดสิน

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สนช.กล่าวถึงกรณีที่ปลัดกระทรวงการคลัง ไม่เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการฯ ที่เสนอให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1 เปอร์เซ็นต์ว่า ไม่เป็นไรเขาไม่เห็นด้วยเป็นเรื่องธรรมดา ข้อเสนอเราต้องการให้เป็นประโยชน์ เห็นว่าความจำเป็นที่จะมีการลงทุนและช่วยเหลือด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษาเป็น ประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงเสนอไปหลายข้อ หากฝ่ายบริหารคิดว่าจัดการได้ก็จัดการไป ฝ่ายนิติบัญญัติมองภาพรวมว่าอะไรเป็นประโยชน์ ส่วนฝ่ายบริหารจัดการได้หรือไม่ตามแต่สมควร คิดว่าเสนอได้ไม่ผิดอะไร ในอาเซียนทั้งหมดส่วนใหญ่ภาษีร้อยละ 7-10 ทั้งนั้น เราได้ศึกษาการจัดเก็บรายได้ของประเทศต่างๆ มาแล้ว ในเมื่อฝ่ายบริหารคิดว่าไม่เหมาะสมไม่เป็นไร ยืนยันไม่ได้ขัดกันเลย เสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง และสมาชิก สนช.ทุกคน เจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง

“พรเพชร” อ้างแค่ผลศึกษาของ กมธ.

ที่ จ.จันทบุรี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง สนช.เสนอให้รัฐบาลขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 1 ว่า เป็นเพียงรายงานการศึกษาของกรรมาธิการได้ศึกษาเชิงวิชาการโดยรับฟังความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ถือเป็นหน้าที่ของสภาจะศึกษาเรื่องต่างๆเพื่อเสนอความเห็นไปยังรัฐบาล จะรับไปดำเนินการต่อหรือไม่เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ดังนั้น เป็นเพียงข้อเสนอแนะของ สนช.ที่ต้องทำตามปกติ เมื่อถามว่าเหตุใดจึงเสนอช่วงนี้ นายพรเพชร ตอบว่า รายงานฉบับนี้เป็นเพียงการศึกษาว่าจะขึ้นภาษีได้หรือไม่ เมื่อมีความเห็นว่าอย่างไรแล้วเสนอไปยังรัฐบาล ไม่ได้หมายความว่าจะไปสั่งรัฐบาลได้ หากรัฐบาลจะทำต้องออกกฎหมาย และดำเนินการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ รับฟังความเห็น ส่วนที่กระทรวงการคลังจะไม่พิจารณาขึ้นแวตในปีนี้ คงมองในแง่ภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเพิ่มภาษีแวตอาจกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คงจะหาช่วงที่เหมาะสมต่อไป

“วัชระ” ซัดอำนาจพิเศษซ้ำเติม ปชช.

เมื่อเวลา 11.20 น. ที่รัฐสภา นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังเข้ายื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.คัดค้านกรณี สนช.ส่งรายงานแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างภาษีและระบบบริการจัดเก็บเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้แผ่นดินเสนอให้ ครม.ปรับเพิ่มการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 1 ว่า ไม่เห็นด้วยเป็นพฤติกรรมกระหน่ำซ้ำเติมประชาชนจนเดือดร้อนทุกหนแห่ง เวลานี้เศรษฐกิจย่ำแย่หนัก พ่อค้าแม่ค้าประชาชนโอดครวญ แต่บรรดา สนช.นั่งอยู่แต่ในห้องแอร์ กลับไม่ได้ยินเสียงความทุกข์ยาก โยนภาระให้ประชาชนโดยอาศัยอำนาจพิเศษ ขอคัดค้านมติ สนช.นี้อย่างสิ้นเชิง ขอให้ส่งสำเนารายชื่อ สนช.ที่ร่วมประชุมทั้งหมด รวมถึงข้อมูลการจดบันทึกชวเลขการอภิปรายอย่างละเอียด ตามที่ยื่นหนังสือถึงประธาน สนช.มาด้วย ใช้สมองส่วนไหนมาคิด ทั้งที่ต้องคิดมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เป็นผู้รับผิดชอบ แบบนี้ สนช.รับลูกนายกฯ มาทำหรือไม่

“บิ๊กเจี๊ยบ” โชว์ผลงาน คสช.ผ่านจอ

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช.กล่าวถึงผลงานครบรอบ 3 ปี คสช.ว่า คสช.รวบรวมผลการดำเนิน งานภาพรวม 1,095 วัน เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เพื่ออนุมัติให้ชี้แจงผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทยหรือรายการอื่น ในภาพรวมตนพอใจอยู่ในเกณฑ์ที่ดีที่ประชาชนยอมรับ แต่อาจมีผู้มีผลกระทบไม่พอใจการจัดระเบียบสังคมบ้าง ปัญหาเศรษฐกิจที่มองว่ายังไม่ดีขึ้นนั้น เท่าที่เดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านคุยเหมือนกันหมดว่าปัญหาของเขาคือปัญหาเศรษฐกิจ ผบ.ทบ.มาเลเซียบอกว่าเศรษฐกิจเขาแย่กว่าเราอีก ส่วนการสร้างความสามัคคีปรองดองหลายคนอาจมองว่าไม่สำเร็จ แต่ทุกอย่างดีขึ้น

อ้างขัดแย้งสะสมนานบึมโผล่ป่วน

เมื่อถามว่า 3 ปี คสช. ประชาชนพอใจการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง แต่ทำไมยังเกิดเหตุระเบิดทั้งใน กทม. และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งสะสมมานาน การที่จะทำให้ทุกคนเลิกโกรธกันภายในระยะ เวลาสั้นๆไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะติดอยู่ในจิตสำนึกและจิตใจ แต่ละฝ่ายที่เป็นแกนกลางมีเคลื่อนไหวอยู่ เป็นเรื่องที่มีข้อจำกัดมาก ต้องใช้เวลา ที่ไหนมีคนที่นั้นก็มีความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้กังวลเรื่องความขัดแย้ง แต่เราจะบริหารความขัดแย้งอย่างไร ปัญหาที่ผ่านมาเราเคยชินกับการใช้ความรุนแรง ทุกสภาพทุกประเทศใกล้เคียงกันทั้งเหตุระเบิดและการก่อเหตุป่วน สำหรับความขัดแย้งทางการเมือง ในเวลานี้ถือว่ามีน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

โอ่ปรองดองสำเร็จอยู่แล้ว

พล.อ.เฉลิมชัย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองยังกล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างสัญญา ประชาคมว่า ได้รับเอกสารข้อเสนอแนะของทุกภาค จากคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการ ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ชุดที่ 2 แล้ว จากนั้นจะหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เข้าใจง่าย ไม่เป็นนามธรรมเกินไป โดยร่างสัญญาประชาคมอาจแบ่งเป็นเนื้อหาเป็น 2 ส่วน คือ เนื้อหาสาระ และภาคผนวก ขอเวลาสักระยะหนึ่งจัดระเบียบโครงสร้างก่อนนำข้อมูลมาบรรจุ เชื่อว่าการปรองดองสำเร็จอยู่แล้ว ทุกพรรคทุกกลุ่มการเมือง ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันครบ ประชาชน 76 จังหวัดก็เข้ามาให้ข้อมูล เมื่อเสนอไปและผ่านชั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานคณะกรรมการฯ นำไปดำเนินการได้เลย

นายกฯชี้สางปัญหาเก่าก็ผลงาน

เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า จากมุมมองต่างประเทศในการทำงานของรัฐบาลและคสช.ช่วง 3 ปี ส่วนใหญ่มีทิศทางที่ดีขึ้น จึงไม่อยากกล่าวอะไรมากเรื่องผลงานว่ามีหรือไม่มี เพราะผลงานไม่ได้หมายความว่าต้องมีอะไรใหม่อย่างเดียว อย่างการแก้ปัญหาเก่าๆที่สะสมมานาน เช่นการทุจริตก็ถือเป็นผลงาน โดยทำควบคู่ไปกับการเพิ่มมาตรการช่วยเหลือด้านต่างๆที่หลายคนยังยึดติดว่าทำไมไม่ให้เงินช่วยเหลือมากๆ เป็นวาทกรรมที่หวังผลทางการเมืองในอนาคต เลยทำให้ดูว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ทันใจเหมือนใช้เงินแก้ปัญหา ที่ทำได้ง่ายและมีผลการเมืองโดยตรง ดังนั้นฝากฝ่ายการเมืองทบทวนด้วยว่าที่จริงแล้วสังคมต้องการแก้ปัญหาแบบไหนให้หลุดพ้นกับดัก ไม่สร้างความต้องการเทียม จนส่งผลเศรษฐกิจอิ่มตัว สร้างหนี้สินรุงรัง ไม่ได้ลืมตาอ้าปาก รอแต่ความช่วยเหลือ

อ้อนอยากลงพื้นที่เคลียร์ใจชาวบ้าน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยากหาเวลาออกไปพบปะพูดคุยทั้งใน กทม.และในท้องถิ่นจังหวัดต่างๆด้วย เพื่อให้ทุกคนได้ทราบถึงการทำงานของภาครัฐ ถามไถ่ไขข้อข้องใจ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม เพื่อให้เข้าใจข้อกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆที่ส่วนราชการต้องปฏิบัติ ถ้าไม่เข้าใจกันก็มองว่าล่าช้าไม่เป็นธรรม เพื่อจะได้เกิดความปรองดอง มีประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล ซึ่งกิจกรรมนี้ฝาก คสช.สนับสนุนทำต่อด้วย จะได้ไม่ต้องไปเปิดเวทีอะไรมากมาย จะได้เลิกโทษ เลิกย่ำเท้าอยู่กับที่กันเสียที และจะได้ปฏิรูปความคิดใหม่ สร้างความร่วมมือมากกว่าอ้างประชาธิปไตยอย่างเดียว โดยทำอย่างมียุทธศาสตร์ ปรับโครงสร้างหน่วยงานรัฐ ลดองคาพยพ ประหยัดงบประมาณ เพื่อนำไปจัดสวัสดิการสังคมให้ประชาชนได้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังทำผ่านการวางยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้เป็นเข็มทิศนำทางไปสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ด้วยเวลาที่จำกัด

อัดพวกแซะหวังทวงคืนอำนาจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า สำหรับการเตรียมการทำงานการเมืองหรือการเดินหน้าประเทศสู่ประชาธิปไตย คงไม่จำเป็นต้องทำลายลบล้างสิ่งที่คสช.วางรากฐาน ปรับสิ่งที่เอียงให้ค่อยๆตั้งตรง เสริมความเข้มแข็งเหมือนที่ตนพูดไว้ตั้งแต่ 22 พ.ค.57 ที่อาจมีคนที่ไม่ชอบ แล้วพยายามทำลายเซาะให้เอนเอียงเหมือนเดิมอีกครั้ง เพื่อแสวงหาหนทางเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และให้ประชาชนกลับไปสนับสนุนเป็นฐานเสียง วันหน้าต้องพึ่งพารัฐและฝ่ายการเมืองเหมือนเดิม เป็นจุดอ่อนประชาธิปไตยของไทย ต่างกับรัฐบาลนี้ที่ขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรมเหมือนการเลือกตั้ง รู้สึกยินดีที่มีนักการเมืองหลายท่านพูดสร้างสรรค์ เช่น ต้องร่วมมือกันขจัดคนไม่ดีออกไปจากการเมืองไทยให้ได้ จึงขึ้นอยู่กับพี่น้องคนไทยแล้วว่าต้องการหลุดพ้นวังวนเดิมๆหรือไม่ อย่าทำให้นักการเมืองดีๆที่มีอยู่เยอะ หรือคนที่คิดเป็นนักการเมืองทางเลือกใหม่ต้องเกิดวิกฤติศรัทธาที่จะเข้ามาทำงานช่วยชาติ

วอนเลิกต้านการันตีไม่ทำผิด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลยอมรับว่าถึงแม้ตัวเลขประเมินทางเศรษฐกิจดีขึ้นในภาพรวม แต่การกระจายรายได้ยังทำได้ไม่ทั่วถึง จำเป็นต้องแสวงหามาตรการ แต่อาจทำได้ไม่รวดเร็วนัก เพราะต้องระมัดระวังเรื่องข้อกฎหมายต่างๆ เพราะอาจมีการบิดเบือนให้ร้ายจนไม่เข้าใจ การลงทุนขนาดใหญ่ รถไฟทางคู่ รถไฟไทย-จีน รถไฟฟ้า ถนนโทลล์เวย์ ต้องเร่งทำ แต่มีคนคัดค้านมาตลอด วันนี้ไม่ใช่เวลาปกติเราต้องเร่งดำเนินการ ถ้าคิดแบบเดิม ทำแบบเดิมจะไม่ทันกาล เพราะการใช้จ่ายภาครัฐผ่านส่วนราชการเองยังมีข้อติดขัดล่าช้า บางอย่างตัดออกไม่ได้ เพราะมีผลทางกฎหมาย หลายคนมองว่ามีอำนาจพิเศษทำไมทำไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ทำต้องได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ ถ้าอยากให้ใช้อำนาจที่ถูกต้องก็บอกมาว่าพร้อมให้ตนทำ รับรองไม่ทำในสิ่งที่ผิด และต้องระวังการตรวจสอบในสื่อโซเชียล เพราะวันนี้กว้างขวางมากมาย ถูกบ้างผิดบ้าง

สั่งจัดทำบัญชี ก.ม.เร่งด่วน

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ครั้งแรก จากนั้นนายบวรศักดิ์ แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.มีบัญชาให้จัดทำบัญชีและจัดลำดับกฎหมายที่มีความเร่งด่วนปี 60 และปีต่อไป สร้างความเข้าใจเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข เพื่อใคร และมีเหตุผลที่เข้าใจง่าย ทั้งนี้กฎหมายที่ต้องปรับปรุง ที่เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพและธุรกิจ และสร้างภาระแก่ประชาชนนั้นมีเป็นร้อยฉบับ ถ้าสามารถดำเนินการได้เชื่อว่าจะส่งผลถึงความน่าลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นมหาศาล ส่วนกฎหมายฉบับใดที่มีความเร่งด่วน คณะกรรมการชุดนี้ไม่พึงเสนอให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 แต่จะจัดทำแผน แล้วเสนอนายกฯพิจารณาว่าเห็นควรจะใช้มาตรา 44 หรือไม่

รองโฆษก ตร.ยันไม่ค้านโอนไป ยธ.

ส่วนกรณีคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแผนการปฏิรูปกิจการตำรวจ ในคณะกรรมการประสานงานระหว่าง สนช.และ สปท. เสนอรายงานการปฏิรูปตำรวจ ให้โอนสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปสังกัดกระทรวงยุติธรรมนั้น วันเดียวกัน พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ข้าราชการตำรวจกว่า 2 แสนนายทั่วประเทศ ไม่คัดค้านหรือต่อต้านการโอนย้ายไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม ไม่คิดว่าลดเกรดองค์กรหรือเสียศักดิ์ศรี เพราะก่อนหน้านี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตำรวจทุกนายพร้อมน้อมรับแนวคิดของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอำนาจการสืบสวนสอบสวนเหมือนเดิม อำนาจการสอบสวนคดีเป็นคนละส่วนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไออยู่แล้ว ยืนยันว่าสามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่มีปัญหา ส่วนตำแหน่ง ผบ.ตร.ที่กำหนดคุณสมบัติว่าจะต้องผ่านงานสอบสวนอย่างน้อย 2 ปี และร่วมรับผิดชอบสำนวนสอบสวนไม่น้อยกว่า 70 คดีนั้น มองว่าไม่ได้เป็นการล็อกสเปกผู้ที่จะมารับตำแหน่ง ผบ.ตร.ในอนาคต

“ถาวร” เตือน “บิ๊กตู่” ต้องรู้เท่าทัน

นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำกลุ่ม กปปส. กล่าวถึง ข้อเสนอปฏิรูปตำรวจของอนุกรรมาธิการเฉพาะกิจฯที่มี พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ เป็นประธาน เสนอให้ย้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มาสังกัดกระทรวงยุติธรรม ว่า การย้าย สตช.ไปอยู่ภายใต้รัฐมนตรียุติธรรม รัฐมนตรีในอนาคตเป็นใครยังไม่ทราบ จะนำองค์กรตำรวจต้นธารของกระบวนการยุติธรรมไปอยู่ใต้อิทธิพลของฝ่ายการเมืองอยู่ดี จะเป็นการปฏิรูปจริงหรือไม่ ที่สำคัญ พล.ต.ท.บุญเรือง สังคมรู้ว่าสนิทสนมกับใครบางคนในผู้มีอำนาจ ดังนั้น ขอให้สังคมจับตาดูว่า สนช.และ สปท.มาจากไหน ทำงานให้ใคร เพราะแผนปฏิรูปตำรวจที่ปรากฏเป็นข่าว ไม่มีการระบุถึงการกระจายอำนาจให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในพื้นที่ ไม่มีการกล่าวถึงการคืนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการอื่นให้ตรงกับภารกิจของหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน อยากเตือนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พึงระวัง เพราะไม่ใช่แนวทางปฏิรูปตำรวจที่แท้จริงที่สังคมต้องการ ไม่ใช่ แค่เปลี่ยนแปลงบางอย่าง เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ตำรวจชั้นผู้น้อยแล้วมากล่าวอ้างว่าเป็นการปฏิรูปตำรวจ ขอให้นายกฯพิจารณาให้รอบคอบถี่ถ้วน

ยก “เทือก” เชลียร์ “บิ๊กตู่” ถูกที่ถูกเวลา

นายถาวรยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) แสดงจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เป็นนายกฯต่อช่วงเปลี่ยนผ่าน 4-5 ปี ว่า นายสุเทพ พูดช่วงเวลาเหมาะสม ถูกต้องที่สุด เพื่อให้สังคมได้ฉุกคิด แต่ละพรรคจะร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลหรือจะเปลี่ยนแปลงคำพูดเพื่อไปร่วมจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคใด กับใครในอนาคต ภายใต้เงื่อนไขอะไร ประชาชนเจ้าของสิทธิเลือก ส.ส.ต้องติดตามเพื่อให้รู้เท่าทัน นายสุเทพพูดบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 คสช.มีอยู่แล้ว 250 เสียงจาก ส.ว. 250 คน จากการสรรหาของ คสช. เพียง หาเสียงจากพรรคใดก็ได้มาเติมอีก 126 เสียง ให้ได้อย่างต่ำรวมกันเกิน 376 เสียง เกินกึ่งหนึ่งจากสมาชิกรัฐสภา 750 คน เป็นเรื่องไม่ยาก การที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์มองแล้วว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดในช่วงเวลานี้ จากผลโพลสำรวจความนิยมยังพบว่า สังคมยังไว้วางใจสนับสนุนมาตลอด แม้ว่าการแก้ไขปัญหาบางด้านยังไม่สำเร็จ การปฏิรูปหลายด้านยังไม่ได้เริ่มต้น ส่วนแกนนำ กปปส.พวกเราเป็นลูกพระแม่ธรณี เมื่ออาสาสังคมออกไปทำงานนอกบ้าน หลังเสร็จภารกิจระดับหนึ่ง การเดินกลับเข้าบ้านมาซบอกแม่เป็นเรื่องปกติ เพราะไม่ใช่คนหน้าใหม่ เพิ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรค

“วัชระ” มั่นใจ “มาร์ค” นำ ปชป.ชนะ ลต.

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากการรับฟังเสียงของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคน ยังคงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคต่อไป เช่นเดียวกับนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังสนับสนุน ตามที่นายอภิสิทธิ์ประกาศเสนอตัวอย่างเป็นทางการแล้ว หลายคนในพรรคเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ จะนำพรรคประชาธิปัตย์ไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้าแน่นอน แม้จะมีสมาชิกพรรคบางคนเสนอบุคคลภายนอกเป็นนายกฯก็ตาม แต่ยังเชื่อระบบของพรรคและสนับสนุนคนในพรรคเป็นรัฐมนตรี

“ปึ้ง” ฉะออก ก.ม.หลายเรื่องขัด รธน.

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ ครม.ต้องเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญ ปี 60 กฎหมาย สูงสุดของประเทศ มีผลบังคับใช้แล้ว การจะทำอะไรรัฐบาลควรต้องทำให้ถูกต้องตามที่บทบัญญัติกำหนดไว้ การออกกฎหมายที่ควรยกร่างหรือเตรียมการไว้ให้เรียบร้อยล่วงหน้ากลับไม่ทำกันทั้งที่นั่งกันอยู่ในสภาฯมาเกือบ 3 ปีเต็ม มีเวลาทำงานเหลือเฟือ ถ้า ครม.ต้องรีบเร่งผ่านกฎหมายและทำอะไรที่ขัด ต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นความรับผิดชอบของ ครม. และขณะนี้อยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน รัฐบาล คสช.อย่าลืมว่า ครม.ต้องนั่งบริหารงานภายใต้บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญนี้จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลชุดใหม่ พล.อ.ประยุทธ์และครม. ควรต้องดูกันให้ดีและรอบคอบ การติดตามตรวจสอบโดยองค์กรภาคเอกชนต่างๆ เริ่มเข้มข้นขึ้นแล้ว และปรากฏว่ามีหลายเรื่องที่ตรวจสอบ พบว่า ครม.ดำเนินการขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไปแล้ว

ให้ กกต.ยื่นตีความ ม.268 ได้เลย

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รอคำตอบจาก กรธ.ก่อนยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การจัดเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 หมายรวมถึงการรับรองผลการเลือกตั้งด้วยหรือไม่ว่า กรธ.ไม่ได้มีหน้าที่ตีความ จึงไม่ตอบข้อซักถามที่ กกต.ยื่นหนังสือมา แต่ทราบว่า กกต.ถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วด้วย รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากจะยื่นจริงทำได้ ไม่จำเป็นต้องรอหนังสือตอบจาก กรธ.อยู่แล้ว

“สมชัย” จี้ทบทวนจับสลาก ส.ว.

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลางกล่าวว่า อยากให้ กรธ.ทบทวนการกลั่นกรองการได้มาซึ่ง ส.ว.ระดับจังหวัดที่จะจับสลากจาก 5 คน เหลือ 1 คน น่าจะมีวิธีการอื่น แม้การจับสลากจะป้องกันการฮั้วได้ แต่ทำไมมาป้องกันระดับจังหวัดชั้นเดียว เมื่อถึงระดับประเทศ คัดให้เหลือ 200 คน กระบวนการฮั้วเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว จากประสบการณ์ที่เคยเห็นการคัดเลือกคณะกรรมการที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เอาคน 1,000 คน มาคัดเลือก เราเห็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันมาก เช่น ถ้าเลือกผมๆจะเลือกคุณ พาไปเลี้ยงให้เลือกตัวเองกลายเป็นการตั้งองค์กรเหมือนเป็นนายหน้าซื้อขายแลกเปลี่ยน น่าจะออกแบบใหม่ที่ไม่ใช่การจับสลาก ที่ไม่ได้วัดความรู้

ทุ่ม 80 ล้านพัฒนาราชภักดิ์

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) สนามเป้า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ กล่าวก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ว่า ไปตรวจความคืบหน้าการปรับปรุงภูมิทัศน์อุทยานราชภักดิ์ เช่น ปรับปรุงบ่อน้ำ ทำน้ำพุ การติดกล้องวงจรปิด ทุกอย่างเข้าที่เรียบร้อย ได้รับงบประมาณมาจากมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ 80 ล้านบาท มาดำเนินงาน จะไปตรวจดูว่าจะปรับปรุงสิ่งใดบ้าง เช่น อาคารรับรองนักท่องเที่ยว ร้านค้า ลานจอดรถและห้องนิทรรศการ ต้องชื่นชมประชาชนที่เดินทางมาท่องเที่ยวอุทยานราชภักดิ์ เดือนละประมาณ 3 แสนคน ส่วนใหญ่ใจบุญร่วมทำบุญบริจาคเงินสมทบพัฒนาอุทยานราชภักดิ์ด้วย เมื่อถามว่าจะสร้างพระบรมรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่อุทยานราชภักดิ์ด้วยหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ทีมงานคิดไว้บ้างแล้ว แต่ทุกอย่างต้องผ่านขั้นตอนงานพระราชพิธีไปก่อน

เสื้อแดงฝ่าด่านจุดเทียนราชประสงค์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 พ.ค.ที่แยกราชประสงค์ มีการนัดรวมตัวของกลุ่มมวลชนเพื่อวางดอกไม้แดงและจุดเทียนรำลึกวันครบรอบ 7 ปี การสลายการชุมนุม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 19 พ.ค.53 โดยมีกำลังทหารนอกเครื่องแบบจาก ม. พัน. 1 สนธิกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน บก.น.5 ตำรวจ สน.ลุมพินี บก.อคฝ. นับร้อยนายตรึงพื้นที่โดยรอบ ทั้งบนทางเดินสกายวอล์กและศูนย์การค้า โดยเจ้าหน้าที่นำแผงรั้วเหล็กล้อมรอบป้ายราชประสงค์ พร้อมสกัดไม่ให้มวลชนเสื้อแดงเข้าไปในบริเวณป้ายราชประสงค์ ขณะเดียวกันที่ร้านแมคโดนัลด์ อัมรินทร์พลาซ่า คนเสื้อแดงกว่า 50 คน รวมตัวกัน เพื่อเตรียมจะไปวางดอกไม้แดงและจุดเทียนแดงรำลึก จากนั้นได้มีมวลชนจำนวนหนึ่ง เดินฝ่าเจ้าหน้าที่นับร้อย เข้าไปวางดอกไม้และจุดเทียนริมรั้วที่เจ้าหน้าที่กั้นไว้จนสำเร็จ พร้อมตะโกนคำว่า “ที่นี่มีคนตาย” ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ห้าม เพียงแค่บันทึกภาพไว้แล้วเก็บดอกไม้และเทียนทั้งหมดจากพื้นที่

นปช.จัดทำบุญรำลึกครบ 7 ปี

อีกด้านหนึ่งที่วัดปทุมวนารามฯ กลุ่มพลเมืองโต้กลับ นำโดยนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ นางพะเยาว์ อัคฮาด 2 ญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 พร้อมนายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ร่วมกันแสดงละครใบ้เชิงสัญลักษณ์เรื่องตามหาความยุติธรรม โดยแต่งหน้าสีขาว และถือโคม เดินรอบโบสถ์วัดปทุมวนารามฯ เมื่อทั้งหมดเตรียมจะเดินต่อไปเพื่อแสดงสัญลักษณ์ที่ป้ายราชประสงค์ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดทางเข้าออกวัดปทุมวนารามฯทั้งหมด จากนั้นเข้าไปเจรจาขอให้ยุติ แต่ทั้งหมดไม่ยอม จึงเชิญตัวไปขึ้นรถตู้ไปสอบปากคำที่ สน.ปทุมวัน ส่วนที่ห้องประชุมอภิวันท์ วิริยะชัย ชั้น 3 ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว กลุ่ม นปช. นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ ร่วมกันจัดงานทำบุญรำลึก โดยมีญาติผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บและผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์เข้าร่วม