ถ้าพูดถึงอัศวินไฮเทคที่มีส่วนสำคัญในการปฏิวัติโลกยุคดิจิทัลจะต้องมีชื่อของ “เจฟฟ์ เบซอส” เจ้าพ่ออเมซอน ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลก รวมอยู่ด้วยแน่นอน“เบซอส” ฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่ยังแบเบาะ ตอนเป็นเบบี๋เคยใช้ไขควงถอดเตียงเด็ก เพราะอยากนอนเตียงกว้างๆแบบผู้ใหญ่ พอโตหน่อยก็ติดตั้งสัญญาณไฟฟ้าประตูห้องกันไม่ให้น้องๆเข้ามายุ่ง เขาเป็นเด็กเนิร์ดบ้าเรียนมาตั้งแต่เล็กๆ ชีวิตวัยเด็กเต็มไปด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์ และความคลั่งไคล้ภาพยนตร์สตาร์เทร็ก ความสนใจเรื่องอวกาศนอกโลก ได้แรงบันดาลใจมาจากคุณตา “เพรสตัน ไจส์” อดีตนักเทคโนโลยีอวกาศ ที่ผันตัวมาเป็นชาวไร่เท็กซัส แม่ของเบซอสส่งเขาไปอยู่กับตายายทุกซัมเมอร์ และที่นี่เองทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจผลักดันให้กล้าฝันใหญ่ เขาให้สัมภาษณ์ว่า คำสอนของคุณตาที่จำติดใจที่สุดคือ การเป็นคนดียากกว่าเป็นคนฉลาด“เบซอส” เริ่มหลงรักคอมพิวเตอร์ตอนเรียนมัธยม จึงลุยต่อจนร่ำเรียนจบด้านคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง งานแรกในชีวิตคือพนักงานคอมพิวเตอร์ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท จากนั้นย้ายมาอยู่บริษัทไฮเทคเล็กๆอย่าง “ฟิเทล” แล้วจึงกระโดดเข้าสู่แวดวงการเงินการธนาคารเต็มตัว โดยทำงานกับบริษัทเฮดจ์ ฟันด์ “ดี.อี.ชอว์ แอนด์ โค.” ได้โปรโมตเป็นรองประธานอายุน้อยสุด ภายในเวลาแค่ 4 ปีแม้ว่าหน้าที่การงานในวอลล์สตรีทกำลังรุ่ง แต่เบซอสไม่ได้ติดกับความสำเร็จเดิมๆ เขาตื่นเต้นเมื่ออ่านเจอข่าวเด็ดเว็บไซต์มีอัตราการเติบโตพุ่งพรวดถึง 2,300% ภายในเวลา 1 ปี ตัวเลขนี้ทำให้เขาตาลุกวาว และมุ่งมั่นว่าจะต้องหาโอกาสทางธุรกิจจากแนวโน้มดังกล่าวให้ได้เบซอสลงมือลิสต์รายชื่อ 20 ผลิตภัณฑ์ ที่อยากขายทางอินเตอร์เน็ต และในที่สุดก็ตัดสินใจว่าน่าจะลงตัวที่การขายหนังสือทางออนไลน์ เขามองว่าหนังสือมีความพิเศษกว่าอย่างอื่น เพราะมีหนังสือถูกเขียนขึ้นเป็นล้านๆเล่ม แต่ในชีวิตจริงคงไม่มีร้านหนังสือไหนจะสามารถวางขายหนังสือต่างกันเป็นล้านๆเล่มได้ นอกจากการขายทางออนไลน์เมื่อปิ๊งไอเดีย เขาตัดสินใจลาออกและทิ้งเงินเดือนหลักแสน เพื่อตามหาความฝันทันที ช่วงแรกเบซอสใช้เงินพ่อแม่ตั้งร้านขายหนังสือออนไลน์ในโรงรถเล็กๆที่ซีแอตเติล ในที่สุดเว็บไซต์ Amazon.com ก็ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.ค.1994 ตามประสาเถ้าแก่ใหม่ เขากับเพื่อนๆตื่นเต้นและลุ้นกันมากในช่วงแรกๆ ถึงขนาดติดตั้งออดไฟฟ้าให้ร้องทุกครั้งที่มีคนเข้ามาซื้อหนังสือ อาทิตย์แรกพวกเขาเอาแต่นั่งจ้องทุกออเดอร์ที่เข้ามา ซึ่งมักจะเป็นคนในครอบครัวกันเอง แต่ภายในเวลาไม่นานออดก็ดังอย่างต่อเนื่องไม่หยุด จนต้องถอดออดทิ้ง และภายในเวลาเดือนเดียว อเมซอนก็มีลูกค้าใน 45 ประเทศ และทั้ง 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา ภายในเวลา 2 เดือน ทำยอดขายได้อาทิตย์ละ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ พอถึงเดือน พ.ค.1997 อเมซอนก็เข้าตลาดหุ้น ด้วยมูลค่าตลาด 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และภายในเวลา 5 ปี “เจฟฟ์ เบซอส” ผงาดขึ้นเป็นเจ้าของกิจการหลายพันล้าน ขณะอายุแค่ 35 ปี ก็เพราะไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ อเมซอนจึงพัฒนาจากร้านขายหนังสือออนไลน์มาเป็นเว็บไซต์ขายสารพัดสินค้า จนครองความเป็นหนึ่งในโลกช็อปปิ้งออนไลน์นอกจากอเมซอนแล้ว เบซอสมีธุรกิจเสริมที่มาจากความหลงใหลในเรื่องอวกาศนอกโลก โดยเข้าไปซื้อธุรกิจนำเที่ยวอวกาศ “บลูออริจิน” เพื่อสานฝันพาคนขึ้นจรวดเดินทางไปท่องเที่ยวอวกาศ เขายังซื้อหนังสือพิมพ์เก่าแก่ในตำนานของอเมริกา “วอชิงตัน โพสต์” ในยุคที่ใครๆก็ชี้ว่าเป็นขาลงของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์แม้จะประสบความสำเร็จเป็นมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก มีสินทรัพย์ในครอบครองมากกว่า 82,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ผู้ก่อตั้งอเมซอนกลับเป็นเจ้านายอารมณ์ร้ายที่ไม่น่าพิสมัยในสายตาลูกน้อง เขาทั้งกราดเกรี้ยว ขี้โมโห ปากร้าย ชอบเหน็บแนม จุกจิกจู้จี้ และบ้าอำนาจ จนพนักงานอเมซอนประสาทเสียไปตามๆกัน สิ่งหนึ่งที่เบซอสแอนตี้มากคือ วัฒนธรรมกินดีอยู่ดีแบบกูเกิล เพราะมองว่าการเลี้ยงอาหารพนักงานฟรี 3 มื้อ ก็ไม่ต่างจากการให้อาหารหมู ซึ่งไม่ใช่วัฒนธรรมของอเมซอนพี่เหม่งรู้จุดอ่อนของตัวเองดี ถึงขนาดเคยจ้างโค้ชมืออาชีพมาช่วยปรับนิสัยให้ขี้โมโหน้อยลง...สำหรับคนพันธุ์พิเศษ คงจริงยิ่งกว่าจริงว่า การเป็นคนดีมันยากกว่าเป็นคนฉลาดเยอะเลย.มิสแซฟไฟร์