บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทรัมป์ มัวแต่คิดสร้างกำแพง! จีน ขอเซ็งลี้ดีกว่า ลุย‘เส้นทางสายไหมใหม่’

‘ในอดีต ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในแถบจงหยวน เชื่อว่าประเทศของตนคือ จุดศูนย์กลางของโลก ทิศตะวันตกเป็นภูเขาสูง ทิศเหนือเป็นทะเลทราย ทิศตะวันออกและทิศใต้คือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ..พื้นที่เลยภูเขา ทะเลทราย และมหาสมุทรออกไปนั้น เป็นดินแดนลึกลับ ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเช่นไร...’

กว่า 2,000 ปีก่อน จาง เซียน (Zhang Qian) นักการทูตจีน ถือเป็นผู้บุกเบิกเส้นทางสายไหม โดยได้รับพระราชบัญชาจากฮ่องเต้ ฮั่นอู่ตี้ แห่งราชวงศ์ฮั่น ให้เดินทางไปยังดินแดนทางทิศตะวันตก เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี จนนำไปสู่การเปิด ‘เส้นทางสายไหม’ เชื่อมจีนกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียกลาง รวมถึงโลกอาหรับ และชื่อเส้นทางสายไหมนี้ มาจากผ้าไหม สินค้าส่งออกสำคัญที่เลื่องชื่อที่สุดของจีนในยุคนั้นนั่นเอง

ไม่มีใครคิด วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน 2,000 กว่าปีผ่านไป จีน ในยุคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กลับคิดการณ์ ‘ใหญ่’ ถึงขั้นเดินหน้าปัดฝุ่นปลุก‘เส้นทางสายไหม’โบราณ ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตของจีน ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในยุคศตวรรษที่ 21 ขณะที่เศรษฐกิจของจีนเติบโตไม่หวือหวา นิ่งๆอยู่ที่6-7%ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา

*อภิมหาโปรเจกต์ใหญ่สุดในปฐพี

โครงการ‘เส้นทางสายไหมใหม่ แห่งศตวรรษที่ 21’ ภายใต้นโยบาย ‘One Belt One Road’ หรือ ‘หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง’ ถือเป็นอภิมหาโครงการใหญ่สุดบนโลกในเวลานี้ โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ประกาศแนวคิดใหญ่ ‘Think Big’ นี้ มาตั้งแต่ 3-4 ปีที่แล้ว และเพิ่งมาเดินหน้าลุยให้เป็นจริง ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ‘สุดยอดเส้นทางสายไหมใหม่’ ที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เชิญผู้นำระดับประเทศ จำนวน 28 ประเทศ รัฐมนตรีกว่า 100 คนเข้าร่วมการประชุม อาทิ ประธานาธิบดีรัสเซีย อิตาลี เมียนมา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เพื่อหารือถึงแผนการดำเนินการเส้นทางสายไหมใหม่ ที่มีเป้าหมายคือขยายความเชื่อมโยงทั้งทางบกและทางทะเล เชื่อม 3 ภูมิภาค คือ เอเชีย-แอฟริกาและยุโรปเข้าด้วยกัน ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งถนน, ทางรถไฟ หรือท่าเรือ

คาดการณ์กันว่า โครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ของจีน จะมีเงินลงทุนรวมกันมหาศาลถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเกือบ 60 ประเทศที่อยู่รอบเส้นทางนี้ ขณะที่ผู้นำจีนได้ประกาศทุ่มเงิน 124,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.216 ล้านล้านบาท) เพื่อสนับสนุนโครงการเส้นทางสายไหมแห่งใหม่ไปแล้ว

*ใหญ่หรือไม่ใหญ่ - ครอบคลุมเกือบ 65% ของประชากรโลก

บริษัทแมคคินซีย์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ บอกว่า โครงการเส้นทางสายไหมใหม่ศตวรรษที่ 21 ของจีน มีศักยภาพในการบดบังแผนการฟื้นฟูประเทศต่างๆ หลังสงครามโลกของสหรัฐฯ ในอดีตเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นโครงการที่ครอบคลุมประชากรมากถึง 4,500 ล้านคน หรือราว 62% ของประชากรโลก และคิดเป็นหนึ่งในสามของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของทั้งโลกรวมกัน อีกทั้งยังเป็นการช่วยเคลื่อนย้านสินค้าได้ถึงหนึ่งในสี่ของโลกเลยทีเดียว

ขณะที่ มีนักวิเคราะห์มองว่า จีนยังมีโครงการสำคัญหลัก เช่น การทำท่อส่งก๊าซในเอเชียกลาง การพัฒนาท่าเรือมหาสมุทรอินเดียในปากีสถานและศรีลังกา พร้อมรองรับการค้า และอาจหมายถึงทางการทหารด้วยเช่นกัน

*จีนกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ

ท่ามกลางสถานการณ์โลก ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ หันไปใช้นโยบายสกัดกั้นการก่อการร้ายและคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ด้วยการเดินหน้าสร้างกำแพงกั้นชายแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก รวมทั้งการเดินหน้ายกเลิกข้อตกลงการค้าเสรีต่างๆ เพราะมองว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเสียเปรียบ จนทำให้ขาดดุลการค้ามาตลอด

ตามมุมมองของ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่าเวลานี้ จีน ชาติยักษ์ใหญ่ กลับมองต่างไปจากนโยบายของทรัมป์ รวมถึงกระแสชาตินิยมในโลกตะวันตกที่หลายประเทศกำลังหันหลังให้กับการค้าเสรี เพราะจีนกำลังก้าวเข้ามาเป็นผู้นำโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ พร้อมเร่งพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตและทางเศรษฐกิจกับประเทศรอบด้าน

เพราะโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน มีการคาดการณ์ว่าจะมีเงินลงทุนรวมกันถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเกือบ 60 ประเทศรอบเส้นทาง นอกจากนั้นจีนยังเป็นผู้นำในการจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank - AIIB) ที่หลากหลายประเทศลงเงินทุนเริ่มต้นถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อให้สินเชื่อต้นทุนต่ำเพื่อการลงทุน 

ในขณะที่ ไทยและประเทศอาเซียนอื่นๆ ล้วนอยู่ในเส้นทางทะเลสายไหมที่จีนกำลังพัฒนา ซึ่งในอนาคตอันใกล้ แต่ละประเทศจะมีความร่วมมือกับจีนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมทางบกและทางทะเล ประกอบกับการพัฒนาด้านนวัตกรรมด้านการผลิตด้วยเทคโนโลยีจากจีน และความร่วมมือทางการเงินที่รวมถึงการใช้สกุลเงินหยวนที่แพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้ เราคงได้เห็นเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน และอาจพัฒนาต่อเนื่องไปถึงการเปิดเสรีอื่นได้อีก 


*ผู้นำจีนมั่นใจ สำเร็จ เส้นทางสู่สันติภาพและความมั่งคั่ง

ในที่ประชุม ประธานาธิบดีสี กล่าวว่า ตนมีเหตุผลทุกอย่างที่จะมั่นใจได้ว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จในอนาคต เส้นทางสู่ “สันติภาพและความมั่งคั่ง” จะบรรลุถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามร่วมกันแม้ภารกิจยังอีกยาวไกล โดยผู้นำจีนยังกล่าวว่า ที่ประชุมบรรลุฉันทามติอย่างกว้างขวางและมีผลในด้านบวก แนวคิดริเริ่มนี้จะรับประกันเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้าง สร้างสมดุลโลกาภิวัตน์ใหม่ มุ่งสู่การเปิดเสรีทางการค้า ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำ

ผู้นำจีนยังระบุว่า จำเป็นที่สถาบันพหุภาคีต่างๆ รวมทั้งกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) สหภาพแอฟริกัน (เอยู) และสหภาพยุโรป (อียู) ต้องประสานนโยบายเข้ากับเป้าหมายการพัฒนา และปฏิเสธพฤติกรรมกีดกันทางการค้า ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญจากวิกฤติการเงินที่ยังส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลกจนถึงทุกวันนี้...