วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สหพันธรัฐเมียนมา

Aung San Suu Kyi (ภาพ : AP) 

รัฐและเอกชนติดต่อ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ไปบรรยายโดยเฉลี่ย 2-5 หน่วยงาน/วัน แต่ศักยภาพของอาจารย์ไปพูดได้เพียง 1-2 หน่วยงาน/วัน อาจารย์ฝากขอโทษหน่วยงานที่ไปพูดรับใช้ไม่ได้ ผ่านคอลัมน์เปิดฟ้าส่องโลกนี้ด้วยครับ

หลังจากไปรับใช้ที่ขอนแก่น อุบลฯ และสุราษฎร์ฯแล้ว ศุกร์วันนี้ 13.00-16.00 น. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 แห่ง 882 อำเภอ เชิญ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐพูด “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง : คุณลักษณะที่พึงประสงค์” รับใช้ผู้นำเกษตรกร 239 อำเภอจากภาคกลางและภาคตะวันออก ที่ รร.เอบีน่าเฮ้าส์ กทม.

เสาร์พรุ่งนี้ 09.00-12.00 น. นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เชิญ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐพูด“อาชีวศึกษากับโลกอนาคต” รับใช้ข้าราชการในสังกัด 685 คน ที่ รร.ราชศุภมิตร จ.กาญจนบุรี

ขณะนี้ ข่าวที่น่าสนใจไม่แพ้เส้นทางสายไหมใหม่ของจีนก็คือ ความเป็นไปในเมียนมาที่เดิมชื่อว่า “สหภาพพม่า” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “สหภาพเมียนมา” “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา” ตอนนี้มีโอกาสที่เพื่อนบ้านของเราจะมีชื่อเป็น “สหพันธรัฐเมียนมา” เพราะโลกบีบจนเมียนมาต้องยอมให้ชนกลุ่มน้อยทั้ง 7 รัฐร่างรัฐธรรมนูญของตนแล้ว

ไอ้ปื๊ดชาตินิยมชาวเมียนมาจำนวนไม่น้อยที่ออกมาเย้วๆ ไล่ต้อนมุสลิมในเมียนมา มีการไปเผาบ้านเรือน ฆ่าหมู่ ข่มขืน ให้กำลังคนเข้าไปค้นรื้อตามชุมชนมุสลิม ฯลฯ พวกเมียนมาชาตินิยมสุดโต่งเหล่านี้ไม่รู้ดอกว่าโลกได้จับตามองพวกตนอย่างใกล้ชิด จนบั้นปลายท้ายที่สุด มติของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติสั่งให้สอบสวนเพื่อตั้งข้อหาอาชญากรรมต่อชาวโรฮีนจากับกองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาลเมียนมา

คนที่อึดอัดคัดใจที่สุดก็เห็นจะเป็นนางซูจี ผู้ที่ต้องวิ่งเต้นเพื่อปฏิเสธมติฯ ทว่าระยะหลัง ความขลังในเวทีสากลของนางเสื่อม ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นางซูจีไปที่ไหนก็ได้รับการต้อนรับแบบขอไปที ไม่ว่าจะที่เบลเยียม อิตาลี แม้แต่ไปอังกฤษ ก็โดนชูสารพัดป้ายให้รัฐบาลเมียนมาหยุดเผาหมู่บ้านโรฮีนจา บางป้ายก็ด่าว่านางซูจีโกหกและโรฮีนจากำลังล้มตาย ฯลฯ เมื่อโดนโลกรีบรัดมัดบ่วงมากขึ้นเรื่อยๆ นางซูจีก็ต้องจัดหารือสันติภาพ ซึ่งผลก็คงจะให้มีการเปลี่ยนการปกครอง พร้อมทั้งให้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สหพันธรัฐเมียนมา”

ผู้ใหญ่ที่โลกให้ความเชื่อถือ 2 คน คือ ยางฮี ลี ทูตพิเศษสหประชาชาติ และโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ก็ไปเมียนมา นายอันนันได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้นำคณะกรรมการทำงานเพื่อเยียวยาความแตกแยกฝังลึกระหว่างชาวพุทธและมุสลิมในรัฐยะไข่ ไปเมียนมามาแล้ว นายอันนันก็สั่นหัวยอมแพ้พุทธศาสนิกนิยมหัวรุนแรงบางกลุ่ม

สากลยังอยากช่วยเมียนมาไม่ให้ตกอยู่ในสถานะโดนทำโทษ ก็ส่งคนเข้าไปหมายจะให้ผู้นำระดับโลกช่วยกันการันตีเมียนมา ทว่าเมื่อท่านเหล่านั้นเข้าไปและออกมาแล้ว ต่างก็ไม่พอใจรัฐบาลเมียนมากันทุกคน

คนแรกคือนายคริสโตส์ สไตเลียนีเดส คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ผู้เข้าไปพร้อมความช่วยเหลือของอียู 800 ล้านยูโร (3 หมื่นล้านบาท) นายสไตเลียนีเดสออกมาแล้วก็บ่นว่า จนท.บรรเทาทุกข์สากลเข้าไปในพื้นที่ได้ไม่หมด โรฮีนจายังถูกรัฐบาลเมียนมากล่าวหาว่าเป็นผู้รุกล้ำจากบังกลาเทศ ถูกปฏิเสธสิทธิความเป็นพลเมือง ทั้งเรื่องการศึกษาและสุขภาพก็ไม่ได้รับการดูแล และยังถูกจำกัดความเคลื่อนไหว

คนที่สองคือนายปีเตอร์ เมาเรอร์ ประธานคณะกรรมการกาชาดสากล (ICRC) นายเมาเรอร์ก็ออกมาบ่นเหมือนกันว่า รัฐบาลเมียนมาอนุญาตให้เดินทางได้ แต่ต้องมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประกบตลอด นอกจากได้ไปเยือนทางตอนเหนือของรัฐยะไข่แล้ว ข้าพเจ้ายังอยากไปเมืองลายซา เพราะ ICRC ให้ความช่วยเหลือโรงพยาบาลที่นั่นไว้ แต่รัฐบาลของนางซูจีไม่ให้ข้าพเจ้าเข้าไป “ข้าพเจ้าไม่พอใจที่รัฐบาลจำกัดให้ไม่ให้ข้าพเจ้าเดินทางไปในที่ต่างๆ”

ฟังคำสัมภาษณ์ของยางฮี ลี, โคฟี อันนัน, คริสโตส์สไตเลียนีเดส และปีเตอร์ เมาเรอร์ แล้ว ผมว่าอนาคตของเมียนมาท่าจะพบความลำบากยุ่งยากต่อไปอีกนานครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com 

60