บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยุโรปหวั่น มัลแวร์เรียกค่าไถ่โจมตีหนักขึ้น หลังคนเริ่มทำงานจันทร์นี้

ตำรวจยุโรปและหน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์ของสหราชอาณาจักร ออกมาเตือนว่า การโจมตีด้วยไวรัสคอมพิวเตอร์เรียกค่าไถ่ ที่เล่นงานคอมพิวเตอร์หลายแสนเครื่องใน 150 ประเทศอาจรุนแรงขึ้นเมื่อคนเริ่มกลับมาทำงาน...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานตำรวจยุโรป หรือ ยูโรโปล ออกมาเตือนว่า ผลกระทบที่เกิดจากการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ทั่วโลกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วยมัลแวร์ หรือไวรัสคอมพิวเตอร์เรียกค่าไถ่ ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจเลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อผู้คนเริ่มกลับไปทำงานในวันจันทร์ และเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ของพวกเขา

ร็อบ เวนไรท์ ผู้อำนวยการบริหารของยูโรโปลระบุว่า สถานการณ์การแพร่กระจายของไวรัสอาจเลวร้ายลงอีกในวันจันทร์ เมื่อคนกลับมาทำงานและเปิดคอมพิวเตอร์ของพวกเขา หลังจากหยุดสุดสัปดาห์ ขณะที่ศูนย์ความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร ออกมาเตือนเช่นกันว่า เมื่อสัปดาห์การทำงานเริ่มขึ้น จำนวนผู้เสียหายจากไวรัสเรียกค่าไถ่อาจเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ การโจมตีอย่างไม่เลือกหน้าซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 12 พ.ค. โดยคนร้ายส่งแรนซัมมัลแวร์ชื่อ ‘วันนาคราย’ (WannaCry) ผ่านโค้ดชื่อ ‘เอเธอร์นัลบลู’ (EternalBlue) ที่กลุ่มแฮกเกอร์ชื่อ ‘ชาร์โดว์ โบรเกอร์ส’ เป็นผู้นำมาเผยแพร่เมื่อเดือนเม.ย. และอ้างว่าขโมยมาจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของรัฐบาลสหรัฐฯ เข้าเจาะระบบวินโดวส์ของไมโครซอฟท์ ในคอมพิวเตอร์ต่างๆ ก่อนจะลุกลามไปใน 150 ประเทศทั่วโลก ทำให้มีผู้เสียหายมากกว่า 200,000 ราย

ไวรัสดังกล่าวจะเข้าไปล็อกไฟล์ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และเรียกร้องให้ผู้ใช้งานจ่ายเงินค่าไถ่เริ่มต้นที่ 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ แลกกับการปลดล็อก ส่งผลกระทบต่อระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคาร, โรงพยาบาล และหน่วยงานรัฐบาลมากมาย รวมทั้งบริษัท เฟดเอ็กซ์ ของสหรัฐฯ, โรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่งในยุโรป, บริษัทโทรคมนาคม เทเนโฟนิกา ของสเปน, หน่วยงานสาธารณสุขของสหราชอาณาจักร และเครือข่ายทางรถไฟ ดอยช์ บาห์น ของเยอรมนี

ด้านบริษัท ไมโครซอฟท์ ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าเจ็บปวด และพวกเขาจะใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อปกป้องลูกค้า พร้อมทั้งออกคำแนะนำสำหรับปกป้องตัวเองในเบื้องต้น และออกแพทช์ป้องกันไวรัสให้กับคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการเอ็กซ์พี รวมทั้งระบบที่เก่ากว่า ซึ่งพวกเขาประกาศไม่สนับสนุนแล้ว แต่ยังมีผู้ใช้งานอยู่เป็นจำนวนมากด้วย