สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดัง “เฟซบุ๊ก” อาจต้อง ขยับปรับตัวให้มากกว่าและเป็นรูปธรรมมากกว่าเดิม หรือเปล่าต่อปัญหาที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับเฟซบุ๊ก ไม่ว่าการโพสต์คลิปหรือข้อความยุยงให้เกิดความ เกลียดชัง เจตนามุ่งร้าย (hate speech) หรือการโพสต์คลิปก่อคดีอาชญากรรมและการฆ่าตัวตายฉายโชว์เพื่อนๆและคนทั้งโลกชนิดที่กว่าจะถูกลบหรือถูกบล็อกสกัดการเข้าถึงก็เห็นกันไปเยอะและบางคนก็แชร์วนต่อเต็มโลกไซเบอร์เมื่อศาลอุทธรณ์ในกรุงเวียนนาของออสเตรีย มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ให้เฟซบุ๊กต้องลบโพสต์ที่เป็นเฮทสปีชทั้งในออสเตรียและในต่างประเทศด้วย เพราะมีผู้ใช้ทั่วโลกและเฟซบุ๊กสามารถทำได้โดยง่ายที่มาที่ไปของคำตัดสินก็เกิดจากการที่หัวหน้าพรรคการเมือง “พรรคกรีน” ในออสเตรีย ถูกคนปลอม บัญชีเฟซบุ๊กแล้วใช้โพสต์ข้อความที่เป็นเฮทสปีชจนเจ้าตัวได้รับความเสียหายและถูกเข้าใจผิด จึงขอพึ่งบารมีศาลช่วยจัดการแม้เฟซบุ๊กยังไม่มีท่าทีใดๆออกมา แต่ ส.ส. คนหนึ่งของพรรคกรีน บอกว่า คำตัดสินดังกล่าว จะทำให้เฟซบุ๊กอ้างไม่ได้อีกต่อไปว่าเป็นแค่ระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์และต้องรับ ผิดชอบเรื่องนี้เต็มตัวก่อนมีคำตัดสิน สื่อสังคมออนไลน์ทั้ง เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือแม้แต่เว็บสืบค้นข้อมูลดัง “กูเกิล” ถูกวิจารณ์ว่าตอบรับหรือจัดการปัญหาเฮทสปีชที่มีคนใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหวังผลทางใดทางหนึ่งล่าช้า เพราะโลกโซเชียลถือเป็นช่องทางกระจายข่าวรวดเร็วอยู่แล้ว ช้าแค่เสี้ยววินาที โพสต์หรือคลิปที่มีปัญหาก็อาจถูกรีโพสต์หรือแชร์กันสนั่นแล้วและเมื่อเร็วๆนี้คณะรัฐมนตรีของเยอรมนีเพิ่งอนุมัติแผนปรับเงินก้อนโตกับบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ใดก็ตามที่ไม่ลบหรือแก้ปัญหาพวกเฮทสปีชและข่าวลวงข่าวหลอก ได้ทันท่วงทีหลังถูกตรวจพบหรือได้รับแจ้งแต่ใช่ว่าจะไม่มีขยับเลย ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊ก โดยมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง เพิ่งประกาศจ้างคนเพิ่ม 3,000 คน เพื่อตามลบตามแก้กรณีนี้โดยเฉพาะ ส่วนกูเกิลก็ได้ปรับระบบ ให้สกัดพวกเฮทสปีชและข่าวลวงได้ก็ต้องติดตามพัฒนาการเรื่องกันต่อไปว่าคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ในออสเตรียจะมีผลทางใดทางหนึ่งต่อคดีคล้ายกันนี้ในประเทศอื่นๆ หรือไม่เพราะเรื่องราวในสื่อสังคมออนไลน์เป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง.เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์