รัฐบาลทรัมป์ ประกาศแผนลดภาษีที่หลายฝ่ายเฝ้ารอมานานแล้วเมื่อวันพุธ โดยจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือเพียง 15% เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันและหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 26 เม.ย. รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแผนการตัดลดภาษี ตามสัญญาที่นายทรัมป์ได้ให้ไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ เมื่อปีก่อนออกมาแล้ว โดยเป็นแผนที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

แผนดังกล่าวของนายทรัมป์ ได้รับการเปิดเผยโดยนาย แกรี โคห์น หัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายทรัมป์ และนาย สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เป็นจะมีการตัดลดภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งในและต่างประเทศที่จะส่งเงินกลับมายังสหรัฐฯ จาก 35% เหลือเพียง 15% รวมทั้งเรียกร้องให้มีการเพิ่มการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายมาตรฐานสำหรับบุคคล, ปรับฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมจาก 7 อัตราหรือเพียง 3 อัตรา ที่ 10% 25% และ 35% และยกเลิกภาษีมรดกในส่วนของอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ พรรครีพับลิกันอยากให้เกิดการลดภาษีมานานแล้ว และมีทีท่าว่าจะทำได้สำเร็จในรัฐบาลของนายทรัมป์ เนื่องจากพวกเขาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสทั้ง 2 สภา อย่างไรก็ตาม แผนการของนายทรัมป์ ไม่ได้รวมถึงแผนการเพิ่มรายได้ใหม่ๆ บรรดานักเศรษฐศาสตร์จึงออกมาเตือนว่า แผนของเขาอาจส่งผลให้ยอดขาดดุลงบประมาณของประเทศเพิ่มขึ้นมหาศาล

แต่นายมนูชินยืนยันว่า แผนลดภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นี้จะชดเชยส่วนต่างด้วยตัวมันเอง ผ่านการเติบโต, การลดหย่อน และการปิดช่องโหว่ทางภาษี “เป้าหมายของเราคือการทำให้ธุรกิจสหรัฐฯ มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลก ประธานาธิบดีได้ตัดสินใจที่จะปลดปล่อยการเติบโตทางเศรษฐกิจให้แก่ธุรกิจ” นายมนูชินกล่าว

...

ด้านนาย พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สังกัดพรรครีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมาในสภาคองเกรส, นายมิตช์ แคมคอนเนล ประธานฝ่ายเสียงข้างมาในวุฒิสภา และสมาชิกระดับสูงของพรรครีพับลิกันในคณะกรรมาธิการร่างกฎหมายภาษีสภาคองเกรส ต่างออกมาแสดงความยอมรับข้อเสนอของนายทรัมป์ แต่ระบุว่า แผนการของเขาจะถูกใช้เป็นแนวทางในการร่างกฎหมายปฎิรูปภาษี ที่จะมีการโหวตลงมติในอีกหลายเดือนข้างหน้า หมายความว่าพวกเขายังเปิดช่องสำหรับความเปลี่ยนแปลง