หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล กล่าวปราศรัยและเอ่ยคำว่า The United States of Europe โดยไม่ได้ตั้งใจ คำนี้หมายถึง สหรัฐยุโรป ทุกคนในห้องประชุมนิ่งเงียบ ต่างก็คงจะนึกว่าถ้าจะให้ประเทศต่างๆในทวีปยุโรปเลิกรบกันเหมือนในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ก็ต้องเป็นประชาคม สหภาพ หรือสหรัฐเดียวกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน และนั่นแหละครับจึงเป็นจุดเริ่มต้นของประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรปซึ่งมีพัฒนาการต่อเนื่องมาจนเป็นสหภาพยุโรปในทุกวันนี้ และอนาคตอันไกลโพ้นก็สามารถเติบโตเป็นสหรัฐยุโรปเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาได้แต่ในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสการรวมกลุ่มของประเทศต่างๆลดน้อยถอยลงไป หลายประเทศอยากอยู่เดี่ยวๆ แนวโน้มชาตินิยมถูกปลุกกระแสการค้าเสรีลดลงไปเยอะ สหราชอาณาจักรซึ่งเป็นสมาชิก 1 ใน 28 ประเทศของสหภาพยุโรปแยกตัวออกมา ทรัมป์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ยกเลิกข้อตกลงการค้าเสรีหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) และประกาศทบทวนเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) แถมยังมีนโยบายกีดกันการค้าและมีนโยบายว่าอเมริกาต้องมาก่อนท่ามกลางกระแสชาตินิยม ต่อต้านโลกาภิวัตน์ กีดกันผู้ลี้ภัย หวาดระแวงคนต่างศาสนา ฯลฯ ก็มีแสงไฟเล็กๆ ออกมาพร้อมกับคำพูดของผู้สมัครประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนหนึ่งซึ่งมีอายุแค่ 39 ปี ที่เข้าสู่การเมืองได้เพียงไม่กี่ปี ผู้มีชื่อว่า แอมานุเอล มาครง ผู้สมัครจากพรรคอ็องมาร์ช หรือพรรคก้าวหน้า นายมาครงปราศรัย หาเสียงไปตามที่ต่างๆโดยบอกว่าจะยังสนับสนุนสหภาพยุโรปกับแนวความคิดเสรีนิยมและโลกาภิวัตน์หลายคนในพรรคอ็องมาร์ชบอกกับนายมาครงว่า อย่าหาเสียงแบบนั้นเลย เพราะมันเป็นการสวนกระแสโลก นายมาครงยืนยันว่าคนฝรั่งเศสเป็นนักสวนกระแส คุณเชื่อผมเถิดว่าขณะที่พวกกีดกันศาสนา เชื้อชาติ และพวกชาตินิยมฝ่ายขวากำลังมาแรง คนฝรั่งเศสจะเลือกคนที่มีแนวความคิดสวนกระแส ผมเชื่อว่าคนฝรั่งเศสจะเลือกผมเป็นไปตามที่นายมาครงพูดครับ คนฝรั่งเศสเลือกแกเป็นอันดับ 1 ได้ 8.4 ล้านคะแนน ในขณะที่ผู้สมัครชาตินิยมสุดโต่งฝ่ายขวาตามมาเป็นอันดับ 2 ได้ 7.5 ล้านคะแนน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกเมื่อ 23 เมษายน 2560ขณะนี้ ทุกตรอกซอกมุมของฝรั่งเศสเป็นการต่อสู้กันระหว่างพวกเสรีนิยมและพวกชาตินิยม การต่อสู้จะรุนแรงมากครับ และจะ ไปสิ้นสุดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบ 2 ในวันที่ 7 พฤษภาคมถ้านางมารีน เลอ แปน ฝ่ายชาตินิยมสุดโต่งชนะ กระแสนี้จะแพร่ขยายกระจายไปทั้งโลก แม้แต่ประชาคมอาเซียนก็อาจจะได้รับผลกระทบ ต่อไปในอนาคตประเทศต่างๆ จะสนใจประโยชน์ของประชาคมน้อยลง และจะสนใจประโยชน์ของประเทศตนเองมากขึ้น โลกจะกลับไปอยู่ยุคก่อนสงครามโลก จะทะเลาะกันเละตุ้มเป๊ะตั้งแต่การชนะของนายดูเตร์เตที่ฟิลิปปินส์ การชนะของนายทรัมป์ที่สหรัฐฯ การลงประชามติเพิ่มอำนาจประธานาธิบดีที่ตุรกี ฯลฯ เรามองแทบไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในเรื่องที่โลกจะปลอดภัยจากกระแสชาตินิยมแม้ฝรั่งเศสจะไม่ได้เป็นมหาอำนาจชาติอิทธิพลแล้ว แต่ความที่เคยเป็นเจ้าอาณานิคมทำให้ฝรั่งเศสยังคงมีอิทธิพลทางด้านแนวความคิดและปรัชญาในการบริหารประเทศต่อผู้คนในประเทศต่างๆศตวรรษที่ 19 และ 20 จักรวรรดิฝรั่งเศสมีอิทธิพลเป็นอันดับ 2 รองจากอังกฤษเท่านั้น เมื่อ 97 ปีที่แล้ว ฝรั่งเศสมีอำนาจอธิปไตย เหนือประเทศอื่นมากถึงร้อยละ 8 ของประเทศทั้งหมดในโลกนี้ มีผู้คนพูดภาษาฝรั่งเศสในหลายภูมิภาคของโลก จนถึงขนาดต้องมีการตั้งสถาบันตรวจชำระเพื่อไม่ให้ภาษาฝรั่งเศสเพี้ยนไปจากเดิม นักกฎหมายจำนวนไม่น้อยที่ยังมีอิทธิพลต่อระบบศาลในหลายประเทศ ฯลฯผมจึงมองว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบที่ 2 ใน วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 มีความสำคัญต่อความเป็นไปของโลก.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com