จากความวิตกกังวลถึงสังคมไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัย หรือ Aging Society” อย่างสมบูรณ์ในอนาคตอีก 8 ปีข้างหน้า หรือในปี 2568 เพราะจะมีประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีสูงถึง 20% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ 70 ล้านคน หรือประมาณ 14 ล้านคนหากรัฐบาลไม่เร่งแสวงหามาตรการดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้ หรือวางแผนรับมือแต่เนิ่นๆ ผู้สูงอายุเหล่านี้จะกลายเป็นตัวถ่วงที่ “ฉุดรั้ง” การพัฒนาประเทศและยังส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการดูแลด้านการรักษาพยาบาลปีละไม่ต่ำกว่า 600,000 ล้านบาท“ทีมเศรษฐกิจ” จึงรวบรวมและติดตามความคืบหน้าของมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการไปแล้วและที่กำลังจะโม่แป้งตามมาจาก นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อติดตามดูว่ามีความคืบหน้าไปแล้วมากน้อยอย่างไรพร้อมกันนี้ยังได้สัมภาษณ์ “นายชาติชาย พยุหนาวีชัย” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในฐานะธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่ถือเป็นหน่วยงานแรกที่ประกาศจัดตั้ง “ธนาคารผู้สูงวัย” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อโอบอุ้มสังคมผู้สูงวัยโดยไม่หวังผลกำไรที่มากเกินควร ดังนี้ :********แพ็กเกจรัฐรับปัญหาชราภาพเริ่มต้นจาก “กฤษฎา จีนะวิจารณะ” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ให้สัมภาษณ์ “ทีมเศรษฐกิจ” ถึงมาตรการรองรับสังคมสูงอายุที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบและผลักดันออกมาเป็นมาตรการแล้วทั้งหมด 4 มาตรการประกอบด้วย1.การจ้างงานผู้สูงอายุ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบในหลักการ “ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ....” เพื่อให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายประเภทเงินเดือน และค่าจ้างสำหรับการจ้างบุคลากรผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) ซึ่งมีอัตราค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยนายจ้างสามารถขอใช้สิทธิได้ไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด ทั้งนี้ ลูกจ้างจะต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้นของกิจการ กรรมการ ผู้บริหาร หรือเคยเป็นผู้บริหารของกิจการ2.การสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย มีอุปกรณ์ใช้สอยที่เหมาะสม และอยู่ในความดูแลของแพทย์และพยาบาล โดยมอบหมายให้กรมธนารักษ์ ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นผู้ดำเนินโครงการดังกล่าว3.สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage : RM) มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ นำร่องเพื่อดำเนินการมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) เพื่อให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สามารถนำที่อยู่อาศัยที่ตนมีกรรมสิทธิ์และปลอดภาระหนี้มาเปลี่ยนเป็นรายได้ในการดำรงชีพเป็นรายเดือนและ 4.การยกร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... จัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี ครอบคลุมลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยให้มีการจ่ายเงินเข้ากองทุนจาก 2 ฝ่ายคือ ลูกจ้างและนายจ้าง เพื่อที่ลูกจ้างจะได้รับบำนาญหรือบำเหน็จเมื่ออายุครบ 60 ปี เพื่อให้แรงงานดังกล่าวมีรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีวิตหลังเกษียณ โดยกำหนดให้ กบช.เปิดรับสมาชิกตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไปล่าสุด สศค.กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่ม “เบี้ยชราภาพ” จากปัจจุบันที่คนอายุเกิน 60 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพคนชราคนละ 600 บาทต่อเดือน ซึ่งมีผู้เข้าข่ายประมาณ 10 ล้านคน โดยแต่ละปีรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณเพื่อเป็นเบี้ยยังชีพให้แก่คนชราปีละประมาณ 70,000 ล้านบาท แต่ในการลงทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐกลับมีผู้ลงทะเบียนอยู่ประมาณ 2 ล้านคนเท่านั้น แสดงให้เห็นว่ายังมีคนชราอีกประมาณ 8 ล้านคนที่ไม่ลงทะเบียน ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งหรือราว 50% หรือ 4 ล้านคนนั้น ไม่ใช่คนจนยังทำมาหาเลี้ยงชีพได้ดังนั้น หากคนชราทั้ง 4 ล้านคนยอมสละสิทธิ์ไม่รับเบี้ยยังชีพเดือนละ 600 บาท และมอบให้ สศค.นำเงินไปให้แก่คนชราที่ต้องการมากกว่า จะทำให้สามารถเพิ่มเบี้ยชราภาพแก่คนชราได้อีกคนละ 100–200 บาท อย่างไรก็ตาม สศค.ประเมินว่ารายได้ของคนชราที่เพียงพอต่อการดำรงชีพนั้นควรจะอยู่ที่ประมาณ 1,200–1,500 บาทต่อเดือน จึงจำเป็นต้องแสวงหารายได้ทางอื่นเข้ามาเพิ่มเบี้ยยังชีพที่ว่านี้เพิ่มเติมออมสินเอาใจลูกค้ากลุ่มสูงอายุด้าน “ชาติชาย พยุหนาวีชัย” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ปรับปรุงและปฏิรูปองค์กรให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมไปถึงการวางรากฐานการเติบโตขององค์กรในระยะ 20-30 ปีข้างหน้าโดยแผนงานที่วางไว้นั้นมุ่งเน้นเรื่อง Consumer Centric หรือการให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยปัจจุบันธนาคารได้แบ่งลูกค้าออกมาเป็น 14 กลุ่มหลัก เช่น เด็กและเยาวชน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ประชาชนทั่วไปในโครงการธนาคารประชาชน ลูกจ้าง พนักงานและข้าราชการ การแก้ไขหนี้นอกระบบ ไปจนถึงกลุ่มสุดท้ายคือ “ผู้สูงวัย”ทั้งนี้ การที่ธนาคารออมสินแบ่งแยกลูกค้าออกเป็น 14 กลุ่มอย่างชัดเจนทำให้การบริหารงานและการวางเป้าหมายของธนาคารมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้การทำงานและการให้บริการของธนาคารในแต่ละกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันออกไป เช่น เด็กและเยาวชนก็มีการจัดตั้ง “ธนาคารโรงเรียน” ในระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายและยังส่งเสริมกิจกรรมทางด้านการกีฬา ดนตรี วิชาการเรียกว่าครบทุกๆด้านขณะที่ “ผู้สูงวัย” ธนาคารก็มีผลิตภัณฑ์ที่ออกมารองรับความต้องการอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อเทียบสัดส่วนผู้สูงอายุที่ใช้บริการทางการเงินกับธนาคาร เราพบว่ามีผู้สูงอายุใช้บริการเงินฝากกับธนาคารออมสินสูงถึง 15% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปมีสัดส่วนการใช้บริการเพียง 11% เท่านั้น“ความนิยมชมชอบของผู้สูงวัยที่นำเงินมาฝากกับเรา เพราะเห็นว่าธนาคารออมสินมีความปลอดภัยสูง โดยเฉพาะคนที่เกษียณอายุแล้วและได้รับเงินก้อนจำนวนหนึ่ง ไม่รู้จะเอาเงินไปฝากที่ไหน ก็มักเลือกจะนำเงินมาฝากไว้ที่ธนาคารออมสินเป็นอันดับต้นๆ”นำร่องตั้ง “ธนาคารผู้สูงวัย”“เมื่อเรารู้ว่ากลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุต้องการอะไร ธนาคารก็พุ่งเป้าเพื่อให้โดนใจลูกค้ามากที่สุดจึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “ธนาคารผู้สูงวัย” ซึ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยกำหนดโจทย์ของการให้ความช่วยเหลือเอาไว้ 3 ด้านคือ 1.ถ้าไม่มีรายได้ ก็จะมีรายได้มากขึ้น 2.ถ้าหากขาดรายได้ ก็มีรายได้มากขึ้น และ 3.ถ้าไม่มีแหล่งเงินทุนก็มีเงินทุนเพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้”ในการตอบโจทย์ข้างต้นสำหรับกลุ่มที่ 1 กรณีไม่มีรายได้ก็จะมีรายได้มากขึ้น ธนาคารมีผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย 1.“เงินฝากเผื่อเรียกประชารัฐผู้สูงวัย” รับฝากตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป เปิดบัญชีขั้นต่ำ 100 บาท รับฝากสูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เปิดได้คนละ 1 บัญชี อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปถึง 100% เนื่องจากปัจจุบันเงินฝากเผื่อเรียกปกติของธนาคารออมสิน อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.50% ต่อปี ล่าสุดมียอดเปิดบัญชีใหม่ 8,809 บัญชี จำนวนเงิน 549.21 ล้านบาทและ 2.“เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษผู้สูงวัย” รับฝากอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท รับฝากสูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เปิดได้คนละ 1 บัญชี ระยะเวลารับฝาก 24 เดือน อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Step Up) คือเดือนที่ 1-6 = 1.00% ต่อปี เดือนที่ 7-12 = 1.50% ต่อปี เดือนที่ 13-18 = 2.00% ต่อปี และเดือนที่ 19-24 = 3.00% ต่อปี คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.875% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเงินฝากประจำตลอดระยะเวลา 24 เดือนเท่ากับ 2.206% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 24 เดือนที่สูงสุดในระบบสถาบันการเงิน ล่าสุดมียอดเปิดบัญชีใหม่ 1,109 บัญชี จำนวน 699 ล้านบาทกลุ่มที่ 2 หากขาดรายได้ก็มีรายได้มากขึ้นนั้น ล่าสุดธนาคารได้รับการอนุมัติให้บริการ “สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ” (Reverse Mortgage) หรือเงินกู้สำหรับนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการครองชีพ โดยนำที่อยู่อาศัยของตนเองมาค้ำประกันสินเชื่อ กำหนดคุณสมบัติผู้กู้ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ธนาคารให้วงเงินกู้ไม่เกิน 70% ของราคาประเมินหลักทรัพย์กรณีใช้ที่ดินพร้อมอาคารค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 6% ต่อปี โดยสินเชื่อดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบและกำกับได้อนุมัติให้ดำเนินการได้แล้ว คาดว่าไม่เกินเดือน พ.ค.นี้จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการและกลุ่มสุดท้ายกลุ่มที่ 3 ไม่มีแหล่งเงินทุนก็จะจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งธนาคารได้ออกผลิตภัณฑ์ “สินเชื่อประชารัฐเพื่อผู้สูงวัย” โดยธนาคารออมสินเป็นธนาคารแห่งแรกของไทย ที่ปล่อยกู้ประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 70 ปี สามารถกู้เงินได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ซึ่งล่าสุดอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 245 ราย เป็นเงิน 17.7 ล้านบาทคลอด “เคหะลูกกตัญญู” ดอกเบี้ย 0%นอกจากนี้ ธนาคารยังมีผลิตภัณฑ์ที่ออกมาช่วยดูแลสังคมคือ สินเชื่อ “เคหะลูกกตัญญูดูแลบุพการี” สำหรับผู้กู้อายุ 20 ปีขึ้นไป มีอาชีพมีรายได้แน่นอน มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับบิดามารดา หรือปู่ย่าตายาย ทั้งของตนเองหรือคู่สมรส โดยมีหลักฐานการใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีประจำปีจากกรมสรรพากรไม่น้อยกว่า 1 ปีภาษี ธนาคารจะปล่อยกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปีแรก 0% ต่ำที่สุดในระบบธนาคาร และปีที่ 2 อัตรา MRR-2.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.50% และปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย MRR-0.75% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ 25 ปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารอยู่ที่ 7.125% ต่อปี)ทั้งนี้ ธนาคารจะพิจารณาหลักประกันจากต้องเป็นที่อยู่อาศัยหลักของผู้กู้ ต้องเป็นโครงการบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม ล่าสุดปล่อยกู้ไปแล้ว 32 ราย วงเงินกู้ 63 ล้านบาทผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าวด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ในโครงการธนาคารผู้สูงวัยนั้น ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไว้ประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่วนทางด้านเงินฝากเพื่อผู้สูงวัยนั้นตั้งเป้าจะรับเงินฝากไม่อั้น แต่ในเบื้องต้นตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ 10,000 ล้านบาท เนื่องจากธนาคารไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องของการสร้างผลกำไรหรือรายได้เป็นหลัก เพราะการเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าระบบ และกดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เรียกได้ว่าต่ำที่สุดในเวลานี้ ทำให้รายได้จาก “ส่วนต่าง” ระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากเหลือน้อยมากๆ“กำไรของธนาคารที่ลดลงนั้น เราเชื่อว่าจะทำให้ผู้สูงอายุมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีความสุขมากขึ้น” ผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าวทิ้งท้าย.********ทีมเศรษฐกิจ