อำนาจล้น-นายเรเซป ทายยิป เออร์โดกัน ประธานาธิบดีตุรกี โบกมือทักทายผู้สนับสนุนหลังชนะประชามติปฏิรูปรัฐธรรมนูญ รวบอำนาจการปกครอง.คำวิจารณ์ที่เราชอบพูดกันติดปากว่า “คนไทยเอาสะใจเข้าว่า” คงใช้กับบ้านเราอย่างเดียวไม่ได้เสียแล้ว เพราะหากได้ติดตามข่าวสถานการณ์โลก ณ ปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่าในแต่ละประเทศเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือชอบความสุดโต่ง เด็ดขาด และมีความชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งความชื่นชอบในตัวผู้นำทั้งหลาย ที่มีคุณลักษณะดังกล่าว พอได้ฟังแล้วเกิดความสะใจคนดู นี่แหละเป็นที่นิยมนัก อย่าง “โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ได้เข้ามานั่งในทำเนียบขาววอชิงตัน ดี.ซี.อย่างไม่น่าเชื่อ ขณะที่ฟากยุโรป ก็มีการเคลื่อนไหวในทางเดียวกัน ในฝรั่งเศสที่กำลังจะมีการเลือกตั้งผู้นำใหม่รอบแรก 23 เม.ย. และรอบตัดสินวันที่ 7 พ.ค.นี้ ก็มีคนประเภทเดียวกัน คือ “มารีน เลอ เพน” ผู้สมัคร จากพรรคแนวหน้าแห่งชาติ (เอฟเอ็น) ที่มาแรงและมีสิทธิได้ลุ้นบัลลังก์แวร์ซายด้วยการชูนโยบายที่สามารถตีความได้ว่าคนในชาติต้องมาก่อน หลังจากนี้จะไม่ปล่อยให้เหล่าผู้อพยพมาเบียดเบียนอีกต่อไป ขณะที่กลุ่มก่อการร้ายก็จะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้อีก เช่นเดียวกับสถานการณ์ในตุรกี ที่ “เรเซป ทายยิป เออร์โดกัน” ประธานาธิบดีตุรกี กำลังอยู่ในช่วงเริงร่า หลังการรัฐประหารล้มเหลววันที่ 15 ก.ค.2559 ส่งผลให้รัฐทำการกระชับฐานอำนาจ ปลดทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา นักวิชาการกว่า 140,000 ตำแหน่งตามด้วยการลงประชามติวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา ไฟเขียวปฏิรูปรัฐธรรมนูญให้พาวเวอร์ประธานาธิบดีมีอำนาจสิทธิขาด ตั้ง-ปลด ครม. ออกคำสั่งผู้บริหารที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และยังเป็นการเปิดช่องให้ผู้นำครองตำแหน่งยาวถึงปี 2572เออร์โดกันเริ่มออกลาย พูดจาอันตรายกับชาติตะวันตก ในเมื่อคนตุรกีเข้าไปอาศัยในยุโรปเยอะ ก็ออกลูกออกหลานเพิ่มไปอีก ตีความได้ว่าแพร่พันธุ์เข้าไปยึดยุโรปเสียแล้วยังไม่รวมถึงฟากเอเชีย “โรดริโก ดูเตร์เต” ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นักเลงเทศมนตรีจากดาเวา ที่ได้ความนิยมชมชอบจากประชาชนจากนโยบายปราบยาเสพติด ตายไปกว่า 7,000ศพ แสดงจุดยืนไม่สนฝรั่งตาน้ำข้าว ผลประโยชน์ชาติต้องมาก่อน ไม่เป็นลูกไล่ใครง่ายๆจากกรณีทั้งหมดนี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะตั้งคำถามว่า โลกกำลังขับเคลื่อนไปในลักษณะ ของความเป็น “ชาตินิยม” อีกครั้ง จากนโยบายการบริหารประเทศ ที่มาในทางคนของฉันต้องมาเป็นเบอร์หนึ่งนอกจากนี้ สถานการณ์ก็ยังเข้าเค้ากับบทความของนักรัฐศาสตร์เจฟฟรีย์ เฮิร์บส์ ของสหรัฐฯ เขียนไว้ว่า “กระแสชาตินิยมมักจะเกิดขึ้นเวลาคนในชาติรู้สึกตกอยู่ในภัยคุกคาม ไม่ว่าภัยสงครามหรือปัจจัยจากภายนอก และคนในชาติเกิดความรู้สึกว่าจะต้องรวมตัวกันถึงจะสามารถปราบภัยคุกคามนั้นได้”อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การเมืองโลกหลายต่อหลายหนที่ผ่านมา ได้ทิ้งบทเรียนไว้เสมอว่ากระแสชาตินิยมมักจะนำไปสู่อันตราย หากปล่อยให้มันดำเนินต่อไปอย่างไร้การควบคุมโดยย้อนไปในยุโรปปลายศตวรรษที่ 18 กระแสชาตินิยมได้ถูกจุดติดขึ้นมาในเยอรมนีและอิตาลี ที่ถูกกองทัพ “นโปเลียน” ของฝรั่งเศส เข้ายึดครอง ซึ่งหลังจากนั้นสถานการณ์ก็ได้สั่งสมบ่มเพาะเรื่อยมา คำว่าชาติเราต้องมาก่อน ยังไม่หายไปไหนจวบจนศตวรรษที่ 20โลกต้องจ่ายค่าเสียหายราคาแพงสมาชิกกลุ่มชาตินิยมเซอร์เบียลอบสังหาร “อาร์กดยุก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์” แห่งอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี กลายเป็นชนวนเริ่มต้นของมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2457 มีผู้เสียชีวิตกว่า 38 ล้านคน ทั้งทหารและพลเรือนและกลายเป็นเหตุการณ์ต่อยอด จิตรกรหนุ่มจากออสเตรีย นามว่า “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ที่ผันตัวมาเป็นนักการเมืองในเยอรมนี ใช้บาดแผลความพ่ายแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตรมาปลุกกระแสความเป็นชาตินิยม “ชนชาวอารยัน ต้องเหนือกว่าผู้ใดในโลก” ภายใต้ร่มธงสวัสติกะพรรคนาซี ประจวบเหมาะกับภูมิภาคเอเชียในขณะนั้น จักรวรรดิญี่ปุ่น ก็มีการปลุกกระแสชาตินิยมต่อต้านตะวันตกอย่างรุนแรงจึงทำให้ไฟสงครามลามไปทั่วโลกอีกหน ในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 หรือในเอเชียที่เรียกว่าสงครามมหาเอเชียบูรพา โดยในช่วงระหว่าง พ.ศ.2482 ถึง 2488 มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 60 ล้านคนด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องน่าจับตาอย่างยิ่งว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบันจะมุ่งไปสู่ทิศทางใด ความบ้าคลั่งเหมือนสมัยอดีตจะหวนกลับมาอีกหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วมนุษย์เราจะหนีไม่พ้นคำเก่าแก่ “ประวัติศาสตร์ย่อมซ้ำรอยเดิม”.วีรพจน์ อินทรพันธ์