ท่ามกลางการเลี้ยงต้อนรับอย่างชื่นมื่น จู่ๆ ชายผู้เป็นเจ้าภาพ ได้ขออนุญาตแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญ ลุกออกจากโต๊ะอาหารเพื่อไปหารือธุระสำคัญบางประการ

คล้อยหลังไม่นาน เจ้าภาพผู้นั้น กลับมานั่งที่โต๊ะอาหารตัวเดิมอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยปาก บอกกับ แขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญผู้นั้น ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจัง ว่า...

"ท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ผมเพิ่งสั่งยิง ขีปนาวุธ โทมาฮอว์ก 59 ลูก ถล่ม ซีเรีย!"

และแม้แทบจะในทันที ที่เกิดการถล่มดังกล่าว รัสเซีย ชาติมหาอำนาจที่เป็นพันธมิตรสำคัญ ของซีเรีย ได้ออกคำสั่งเคลื่อนเรือรบ เข้าประกบ กองเรือที่เป็นฝ่ายยิงมหามิตรของตัวเอง พร้อมกับประกาศคำขู่ที่รุนแรงว่า

อย่าได้คิดทำแบบนั้น อีกเป็นอันขาด! ชายผู้ออกคำสั่ง ก็ได้หาหวาดกลัวไม่

...

หลังส่งแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญกลับประเทศได้ไม่นาน เจ้าภาพงานเลี้ยงผู้นั้น ได้ประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ทั่วกัน ผ่านทาง ทวิตเตอร์ ว่า

"หาก จีน ไม่สามารถจัดการกับเกาหลีเหนือได้ สหรัฐฯ และพันธมิตร จะเป็นคนทำมันเอง!"

พร้อมกันนี้ ยังได้สั่งการให้ ฐานทัพลอยน้ำ เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ คาร์ล วินสัน เบนเข็มจากเป้าหมายเดิมที่จะไปซ้อมรบที่ประเทศออสเตรเลีย มุ่งหน้าไปคาบสมุทรเกาหลีแทนทันที

และหากเพียงเท่านี้ ชาวโลกยังระทึกขวัญกันไม่พอ ชายผู้ออกคำสั่งคนเดิม ยังคงเดินหน้าข่มขวัญฝ่ายตรงกันข้ามและชาวโลกที่เริ่มตื่นกลัวต่อไป คราวนี้ หวยไปออกที่ อัฟกานิสถาน ระเบิดยักษ์ ฉายา Mother of all bombs (มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง) ถูกหย่อนถล่มที่ซ่อนตัวใต้ดินของกลุ่มไอซิส จนแหลกเป็นจุณ!

เรื่องราวที่ราวกับพลอตหนัง ในภาพยนตร์ฮอลลีวูด แต่มันคือเรื่องจริง! โดยการนำแสดงของ ชายผู้มีชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้มีอำนาจสูงที่สุดในโลก ได้ยังไม่ถึง 100 วันดี และยังเป็นคนเดียวกับ ชายคนหนึ่งที่ให้สัญญากับอเมริกันชน เอาไว้ในช่วงหาเสียงก่อนหน้านี้ว่า Make America Great Again

ฤา พฤติการณ์ก้าวร้าว ข่มขวัญ แถมหมิ่นเหม่ต่อการทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ของท่านผู้นำทรัมป์ ในครั้งนี้ จะทำให้ Make America Great Again ได้กระนั้นหรือ?

เหตุใดชายผู้ประกาศปาวๆ ว่า สหรัฐฯ จะเลิกยุ่งกับปัญหาของชาติอื่นๆ นับจากนี้ต่อไป ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ จะต้องดูแลตัวเอง เพราะอเมริกา จะเน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้องของคนในชาติเป็นลำดับแรก ถึงได้เปลี่ยนท่าที 180 องศา จนทำให้ชาวโลกหวาดผวาต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือหนักกว่านั้น อาจถึงขั้นมีการเปิดฉากใช้อาวุธนิวเคลียร์กันล่ะ?

และเหตุใด สหรัฐอเมริกา จึงต้องออกแรงเบ่งกล้ามโชว์อาวุธข่มขู่ ซีเรีย เกาหลีเหนือ จีน และรัสเซีย ในคราวเดียว ด้วยยุทธการที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอตั้งชื่อว่า Trump's Attack กันล่ะ?

ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะได้ให้ 3 ผู้เชี่ยวชาญมาค่อยๆ ถอดรหัส ยุทธการ Trump's Attack กันทีละเปลาะ ว่า จริงๆแล้ว ท่านผู้นำทรัมป์ ดำเนินยุทธการนี้ ด้วยสาเหตุอะไร และเป้าสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง คืออะไร?

และแน่นอน คำถามสำคัญที่แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ สนใจใคร่อยากรู้...

มันจะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือ สงครามนิวเคลียร์ล้างโลก ได้หรือไม่?

...

มองผ่านมุม จีน และเกาหลีเหนือ  

"จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ประมวลดูแล้ว สงครามแบบเต็มรูปแบบ ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ หรือสงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้หรอก"

ผศ.ดร.นภดล ชาติประเสริฐ ที่ปรึกษาศูนย์เกาหลีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้คลุกคลีวงในสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีมาเป็นเวลานาน เริ่มต้นให้ความเห็น กับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์    

อย่าว่าแต่ จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เลย แม้แต่จะเกิดสงครามขนาดย่อมๆ ก็น่าจะยังเป็นไปได้ยาก

แต่อย่างไรก็ดี ด้วยท่าทีในปัจจุบัน ที่ยั่วยุกันไปกันมา มันก็อาจจะมีปะทะกันได้อยู่บ้าง เล็กๆ น้อยๆ แบบจำกัดขอบเขต เช่น ยิงเรือ ยิงปืนใหญ่ถล่มกัน หรือแม้กระทั่งยิงจรวดข้ามพรมแดนใส่กันในบางจุด หากเป็นแบบนี้ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะเวลายั่วยุกันมากๆ เข้า ในอดีตที่ผ่านมา ก็มักจะเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นได้บ้างเหมือนกัน

หากเกิดสงครามขึ้น ลูกพี่ใหญ่ของเกาหลีเหนือ อย่างจีน จะยังนิ่งอยู่ได้กระนั้นหรือ?

...

ผศ.ดร.นภดล ให้ความเห็นในประเด็นนี้ กับทีมข่าวฯ ว่า ส่วนตัวคิดว่า จีน ไม่น่าจะเข้าไปร่วมวงช่วยเกาหลีเหนือแบบเต็มตัว เพราะ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ตั้งแต่ขึ้นครองอำนาจ มีท่าทีและการส่งสัญญาณออกไปค่อนข้างชัดเจนว่า แม้จะต้องการให้ระบอบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของเกาหลีเหนือดำรงอยู่ต่อไป เพื่อเป็นรัฐกันชน มิให้ สหรัฐอเมริกา และพันธมิตรที่ใกล้ชิด อย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ขยายอิทธิพลเข้ามาประชิดบ้านของตัวเองมากไปกว่าที่เป็นที่อยู่

แต่การคงอยู่ของเกาหลีเหนือ ต้องเป็นไปในแบบที่จีน ต้องการจะให้เป็นด้วย คือเป็นแบบจีน ที่แม้ระบบการเมืองจะยังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่ แต่ก็จะมีการเปิดประเทศ ทำมาค้าขายกับชาวโลก

แต่แน่นอน จีน ไม่พึงปรารถนาที่จะให้ เกาหลีเหนือ พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และขีปนาวุธระยะไกล ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน นั่นเป็นเพราะ....

จะเท่ากับ เป็นการเรียกแขก ที่จีนไม่พึงปรารถนา ซึ่งก็คือ สหรัฐอเมริกา เข้ามายุ่มย่ามวุ่นวายบนคาบสมุทรเกาหลี โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง ความเกเรเกตุงของเกาหลีเหนือ เป็นปฐมเหตุ

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น พันธมิตรสำคัญของสหรัฐอเมริกาเอง ก็จะมีข้ออ้างที่สมเหตุสมผล สำหรับการสะสมอาวุธเพื่อเพิ่มศักยภาพกองทัพตัวเองให้มากขึ้นด้วย

...

ระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD อาวุธทางยุทธศาสตร์ ที่ พญามังกร ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่ง 

นอกจากนี้ สิ่งที่จีนไม่อาจยอมได้ ทางยุทธศาสตร์ทางการทหาร ก็คือ การที่สหรัฐอเมริกา จะใช้ข้ออ้างเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ติดตั้ง ระบบป้องกันขีปนาวุธ Terminal High Altitude Area Defense หรือ THAAD เทคโนโลยีชั้นสูงทางการทหาร ของ กองทัพสหรัฐอเมริกา บนดินแดน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพราะนั่นจะเท่ากับ สหรัฐฯ สามารถตรวจสอบการเคลื่อนไหวขีปนาวุธนิวเคลียร์ของจีน ได้ชนิดจ่อคอหอย จนเสียยุทธศาสตร์ขีปนาวุธนิวเคลียร์ตัวเอง

ซึ่งหากไปถึงจุดนั้นจริง อาจทำให้ดุลอำนาจบนคาบสมุทรเกาหลีที่จีน เป็นชาติใหญ่ยักษ์บิ๊กเบิ้ม แปรเปลี่ยนไป และจีนก็จะกลายเป็นผู้เสียผลประโยชน์ไปโดยปริยาย

ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ จีน จึงได้เริ่มนโยบายที่จะกดดันต่อเกาหลีเหนือ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การยุติการค้าขายถ่านหิน การสั่งบริษัทนำเที่ยว งดจัดทัวร์ไปเที่ยวประเทศเกาหลีเหนือ และแม้กระทั่งสั่งงดเที่ยวบินระหว่าง กรุงปักกิ่ง กับกรุงเปียงยาง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างรุนแรง

แต่ที่สำคัญจริงๆ ก็คือ บนเวทีองค์การสหประชาชาติ จีน ไม่ได้แสดงตัวว่าโอบอุ้มเกาหลีเหนือแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ชนิดห้ามแตะต้อง เวลาเกิดกรณีพิพาทกับชาติอื่นๆ เช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว

ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเครื่องสะท้อนว่า ไพ่สำคัญใบหนึ่งบนคาบสมุทรเกาหลี ของจีน เริ่มชักจะมีต้นทุนที่แพงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจจะไม่คุ้มเสี่ยงที่จะเก็บไว้ต่อไป

จีน สหรัฐฯ เริ่มจับมือเฉพาะกิจ เล่นบท ทั้งขู่และปลอบ หลังเกาหลีเหนือ เริ่มออกท่าแข็งขืน 

นอกจากนี้ การหารือระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในประเด็นปัญหาเรื่องเกาหลีเหนือเอง ล่าสุด ก็ดูเหมือนจะลงตัวได้ในระดับหนึ่ง คือ หากจีนสามารถทำให้เกาหลีเหนือยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ลงได้จริง สหรัฐอเมริกา ก็จะไม่ทำอะไรที่เลยเถิดมากไปกว่านี้

เมื่อสองยักษ์ใหญ่จับมือพูดคุยกันลงตัว แถมเล่นบทบาทรับส่งกัน เป็น Good cop Bad Cop อีกคนหนึ่งขู่ อีกคนหนึ่งปลอบ ทุกอย่างจึงน่าจะลงตัวอยู่

ส่วนเบื้องลึกของการเล่นบทบาทที่สอดรับกันได้เนียนตาแบบนี้ ทั้งสหรัฐอเมริกา และจีน จะมีการเจรจาต่อรอง เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในเรื่องใดอีกชั้นหนึ่งหรือไม่นั้น เวลานี้ ยังไม่มีความกระจ่าง

พญามังกร ยังคงมีอิทธิพล สามารถบัญชาอะไรต่อมิอะไร กับ เกาหลีเหนือได้อยู่หรือไม่?

ผศ.ดร.นภดล ตอบคำถามในประเด็นนี้ ว่า จีนยังสั่งเกาหลีเหนือได้ แต่ สั่งได้จำกัด ไม่ได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์

เหตุผลที่สำคัญก็คือ...

หลังสิ้นสุดสงครามเย็น สหภาพโซเวียตล่มสลาย ประเทศที่นิยมระบอบคอมมิวนิสต์ ค่อยๆ หดหายลงไปจากแผนที่โลกเรื่อยๆ จนปัจจุบัน เหลืออีกเพียงไม่กี่ประเทศ เช่น จีน คิวบา และเวียดนาม แถมปัจจุบัน ประเทศที่ว่านี้ ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป เริ่มมีการเปิดประเทศ โดยเฉพาะเรื่องระบบเศรษฐกิจที่เป็นทุนนิยมมากขึ้น มิใช่ใช้หลักของระบอบคอมมิวนิสต์จ๋า เหมือนเช่น เกาหลีเหนือ อีกต่อไปแล้ว

เกาหลีเหนือ จึงรู้สึกว่า กำลังโดดเดี่ยว ออกจากสังคมโลก

สหรัฐฯ เที่ยวไล่เปลี่ยนผู้นำประเทศคู่ขัดแย้ง ตัวกระตุ้น เกาหลีเหนือ ต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ป้องกันตัว 

นอกจากนี้ การที่สหรัฐอเมริกา เอะอะเป็นยกกำลังทหารไปถล่มประเทศที่ขัดแย้งกับตัวเอง หรือเข้าไปร่วมแทรกแซง เพื่อเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้ง หลายครั้งหลายครา เช่น ที่ อิรัก อัฟกานิสถาน ลิเบีย และล่าสุดที่ ซีเรีย

เกาหลีเหนือ จึงเกิดความรู้สึก ทั้งโดดเดี่ยวและไม่ไว้วางใจ ท่าทีของโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา มากขึ้นๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางเลือกเดียวของเกาหลีเหนือ คือ ต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ พอเสียทีกับการยืมจมูกจีน เพื่อหายใจและมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะกับจีนในปัจจุบัน ที่แทบจะเรียกได้ว่า เป็นทุนนิยมเกือบจะเต็มรูปแบบ แถมยังมีท่าทีอี๋อ๋อกับศัตรูตัวฉกาจ อย่างสหรัฐอเมริกา เสียเหลือเกิน

เพราะ เกาหลีเหนือ จะไปรู้ได้อย่างไรว่า ในอนาคต นโยบายของจีนที่มีต่อเกาหลีเหนือ จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่? และจะรู้ได้อย่างไรว่า จีนจะไม่เอาเกาหลีเหนือ ไปเป็นเครื่องเซ่นสังเวย เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์อะไรบางอย่าง?

เพราะก็อย่างที่ เราๆ ท่านๆ ทราบกันดีกว่า ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศนั้น ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

และนั่นคือคำตอบของคำถามที่ว่า เหตุใด เกาหลีเหนือจึงต้องมีอาวุธนิวเคลียร์

ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ ณ เวลานี้ แม้ เกาหลีเหนือ จะได้รับความกระทบกระเทือนจากมาตรการต่างๆ ที่จีนใช้กดดัน แต่เกาหลีเหนือใช่ว่าจะยอมรับฟังหรือทำตามที่จีนสั่งเสียทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์

วิเคราะห์พลังทำลายล้าง จาก อาวุธนิวเคลียร์ ของเกาหลีเหนือ

พูดกันตามตรง อาวุธนิวเคลียร์ที่เกาหลีเหนือมีทั้งหมด น่าจะมีเทคโนโลยีที่ตามหลัง สหรัฐอเมริกา อยู่ประมาณ 60 ปี หากเปิดฉากยิงถล่มกันจริงๆ สหรัฐอเมริกา ก็อาจจะไม่เป็นอะไรเลย หรือได้รับความเสียหายบ้าง หรือหากร้ายที่สุด ญี่ปุ่น กับ เกาหลีใต้ ในฐานะพันธมิตรใกล้ชิด และอยู่ใกล้กับเกาหลีเหนือ ก็อาจจะได้รับเคราะห์แทนสหรัฐอเมริกาอย่างหนัก

แต่ ฝ่ายเกาหลีเหนือ นี่สิ...จะถูกทำลายพินาศย่อยยับไม่มีชิ้นดีแน่นอน

และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ จนถึง ณ เวลานี้ ก็ยังไม่มีข้อมูลใดที่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่า เกาหลีเหนือ สามารถพัฒนาศักยภาพถึงขนาดติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์บนขีปนาวุธของตัวเอง เพื่อนำไปใช้โจมตีศัตรูได้แล้วหรือยังกันแน่?

ฉะนั้น ส่วนตัวมั่นใจว่า เกาหลีเหนือ จะไม่มีทางเป็นฝ่ายลงมือใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีก่อนแน่นอน เว้นเสียแต่ถูกรุกรานจนอยู่ในสภาพจนตรอก ไม่เหลือทางเลือกอื่นใดแล้ว

นั่นแหละ...เกาหลีเหนือ จึงจะขอยอมกอดคอตายไปพร้อมกับศัตรู

ซึ่งจุดนี่แหละ ที่โลกตะวันตกเอง ก็จับจุดได้เช่นกัน ฉะนั้น แม้จะพยายามฮึ่มฮั่มใส่เกาหลีเหนือมากมายขนาดไหน แต่ก็จะไม่ถึงขั้นรุกไล่ จนกระทั่งเกาหลีเหนือ ไม่มีที่ยืนแน่นอน

แต่...ผู้นำเกาหลีเหนือ คาดเดาใจได้ยาก?

ผมไม่คิดเช่นนั้นนะ! ผศ.ดร.นภดล ตอบด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำในประเด็นนี้ 

เอากันจริงๆ ภาพที่เกาหลีเหนือถูกสร้างโดยสื่อของโลกตะวันตกนั้น เต็มไปด้วยอคติ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ตลอดเวลาที่ผ่านมา เกาหลีเหนือ สามารถดำเนินนโยบายทางการทูตเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่ขัดแย้งได้เหนือชั้นมาแล้วหลายครั้ง

พูดง่ายๆ ว่า รู้จักวิธีเอาตัวรอด รู้จักจังหวะจะโคน รู้จักว่า...เวลานี้ควรรุก เวลานี้ควรถอย ไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงสู่ความพินาศย่อยยับ

มองผ่านมุม พญาอินทรี สหรัฐอเมริกา

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์สถานการณ์ต่างประเทศ มองผ่านเลนส์ มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ให้ทีมข่าวฯ ฟังว่า  

ความตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้น จาก นโยบายของสหรัฐอเมริกา ยังไม่น่าจะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้

เพราะหากมันจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีปัจจัยสำคัญ คือ ชาติมหาอำนาจ คือ สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย เกิดขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ระหว่างกัน จนกระทั่งไม่สามารถเจรจาเพื่อหาทางออกได้

แต่สำหรับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน กรณีที่เกิดขึ้นที่ประเทศซีเรีย ซึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนขึ้นมานั้น เห็นได้ชัดว่า...

สหรัฐฯ และรัสเซีย ยังไม่ได้ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนกระทั่งน่ากังวล นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ยังเป็นที่กังขา ถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในครั้งนี้อีกด้วย ว่า ตกลงแล้ว เอาจริงมากสักแค่ไหนกันแน่?

“หากใครยังนึกภาพไม่ออก ขอยกตัวอย่างกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า ได้สั่งขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ถึง 59 ลูก ยิงถล่มเข้าใส่สนามบินของกองทัพซีเรีย ซึ่งก็มีทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพรัสเซียประจำการอยู่ด้วย ...

แต่จากภาพถ่ายดาวเทียม กลับเห็นได้ชัดว่า สนามบินแห่งนั้น ได้รับความเสียหายน้อยมาก แถมคล้อยหลังอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ก็สามารถกลับมาใช้ปฏิบัติการทางการทหารได้เป็นปกติ

คำถามคือ ... มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?

แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ อีกเพียงไม่กี่วันต่อมา กองทัพสหรัฐฯ ก็ได้โชว์แสนยานุภาพทางการทหารอีกครั้ง โดยการหย่อนระเบิด mother of all bombs ซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรง ถล่มสถานที่ ที่อ้างว่าเป็นแหล่งกบดานของกลุ่มไอซิส ในประเทศอัฟกานิสถาน

คำถามที่น่าสนใจสำหรับประเด็นนี้ก็คือ หากสหรัฐฯ คิดจะรุกเข้าไปในซีเรีย ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเผชิญหน้ากับรัสเซียอย่างจริงจัง เหตุใด ทำเนียบขาว จึงไม่สั่งใช้ mother of all bombs ที่สนามบินของกองทัพซีเรีย ที่มีทหารรัสเซียประจำการอยู่กันล่ะ? เหตุใดจึงเลือกใช้ ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ซึ่งสามารถสั่งการให้ล็อกเข้าถล่มเป้าหมายที่ต้องการอย่างแม่นยำราวกับจับวางได้แทน...

หรือนั่นเป็นเพราะ ใช้โทมาฮอว์ก มันสามารถควบคุม ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความสูญเสียได้?

และนอกจากนี้ ที่น่าสนใจคือ หลังจากเหตุถล่มสนามบินที่ซีเรีย สหรัฐฯ ส่ง นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บินไปมอสโก ซึ่งทั้งๆ ที่ รัสเซีย ควรจะแสดงความไม่พอใจออกมา แต่ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กลับยังยอมให้ ผู้แทนจากวอชิงตัน ได้เข้าพบอยู่

ฉะนั้น พูดได้เลยว่า ความขัดแย้ง ณ ขณะนี้ ระหว่าง สหรัฐฯ และรัสเซีย ยังไม่ได้ถึงขั้น “ความร้าวฉานที่เลยเถิด” อย่างที่ใครๆ พากันกังวล

Trump's Attack แค่กลบการเมืองภายใน กำจัดจุดอ่อน ข้อหาโปรรัสเซีย 

อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ วิเคราะห์เงื่อนปมต่อไปว่า ...ในความเห็นส่วนตัว จึงรู้สึกว่า การปฏิบัติการทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งที่ซีเรียและเกาหลีเหนือ ของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เป็นเพียงเกมการเมือง เพื่อพยายามดับความขัดแย้งภายในสหรัฐฯ และกลบกระแสความล้มเหลวทางการเมืองของตัวเองเท่านั้น

เพราะในห้วงเกือบ 100 วัน ที่นั่งเป็นผู้นำสหรัฐฯ ทรัมป์ เจอฝ่ายตรงข้าม ซึ่งก็มีทั้ง สื่อมวลชน สภาคองเกรส หรือแม้กระทั่งคนในพรรครีพับลิกันด้วยกัน ที่มองว่า ท่านประธานาธิบดีมีสัมพันธ์แนบชิดกับมอสโกมากเกินไป “ต่อต้าน” จนประสบความล้มเหลวในการผลักดันนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ก่อนหน้านี้เกือบทั้งหมด กระทั่งเรียกได้ว่า เป็นรัฐบาลเป็ดง่อย แทบจะบริหารประเทศไม่ได้

ฉะนั้น จึงเป็นที่มาของ การกำจัด “จุดอ่อน” เรื่องโปรรัสเซีย ของตัวเองลงเสีย

ที่น่าสังเกตอีกข้อคือ เมื่อ ทรัมป์ เดินเกมซึ่งหากจะพูดกันตรงๆ ค่อนข้างหมิ่นเหม่ต่อการทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายในบ้านของตัวเอง เพราะสั่งการถล่มโดยยังไม่ผ่านความเห็นของสภาคองเกรส แต่ไฉน บรรดาผู้ที่เคยต่อต้านในทุกนโยบายของ ทรัมป์ กลับนิ่งเฉยหรือบางคนถึงขั้นออกมาสนับสนุนอย่างออกนอกหน้าในเรื่องที่เกิดขึ้น

เอาล่ะ คำถามต่อมาคือ การดำเนินนโยบายในลักษณะนี้ของ ทรัมป์ ได้รับการสนับสนุนอย่างมาก สหรัฐฯ จะรุกคืบเข้าไปในซีเรีย ดินแดนอารักขาของ รัสเซีย มากขึ้นไปกว่านี้ไหม? ...

ส่วนตัวก็คิดว่า “ไม่” เพราะหากไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลซีเรีย ที่ รัสเซีย อุ้มชูอยู่ ก็ย่อมจะทำให้สงครามกลางเมืองในซีเรียขยายตัวออกไปอีก หากเป็นเช่นนั้น คำถามคือ ปัญหาเรื่องผู้อพยพหนีภัยสงคราม

ทั้งสหรัฐฯ และโลกตะวันตก ที่ทุกวันนี้ก็แทบจะรับไม่ไหวกันอยู่แล้วนั้น จะยังแฮปปี้ที่จะเจอปัญหาเดิมอีกหรือไม่

Oil diplomacy คำตอบ ไฉน สหรัฐฯ ต้องง้อ รัสเซีย

ลึกๆ แล้ว สหรัฐฯ และรัสเซีย กำลังพยายามจับมือกัน เพื่อบริหารจัดการราคาน้ำมันโลกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากสังเกตกันดีๆ ปัจจุบัน สหรัฐฯ เริ่มขุดน้ำมันของตัวเองขึ้นมาใช้อย่างจริงจังแล้ว ทั้งๆ ที่ในอดีต มีนโยบายเก็บของตัวเองไว้ก่อน แล้วนำเข้าน้ำมันจากนอกประเทศมาใช้โดยตลอด นั่นเป็นเพราะ สหรัฐอเมริกา คงจะเล็งเห็นแล้วว่า อีกไม่นาน “น้ำมัน” อาจจะไม่มีค่าอีกต่อไป เพราะกำลังจะถูกพลังงานทดแทนอื่นๆ เข้ามาแทนที่

ฉะนั้น เมื่อต้องเร่งขุดน้ำมัน แต่ในขณะเดียวกัน ต้องทำให้มีราคาดี เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ สหรัฐอเมริกา จะไม่ร่วมมือกับ รัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย ได้อย่างไรกัน ...

เพราะ 3 ประเทศ นี้คือผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก หากมาร่วมมือกัน จะสามารถผลิตน้ำมันได้รวม 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ทั้งโลกรวมกัน ขุดขึ้นมาได้ 90 ล้านบาร์เรลต่อวัน

วิเคราะห์ เกมพญาอินทรี กางกรงเล็บจิก กดดัน เกาหลีเหนือ

“ประเด็นนี้ล่อแหลมกว่าเยอะ” รศ.ดร.สมภพ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอกหนักใจ 

เพราะจุดยืนของสหรัฐฯ ชัดเจนมาโดยตลอดว่า เกาหลีเหนือต้องยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่เงื่อนปมเรื่องนี้กุญแจสำคัญ คือ จีน และ รัสเซีย หากจีนและรัสเซียยังพูดคุยกับเกาหลีเหนือได้อยู่ ก็ไม่น่าเป็นกังวลมากนักหรอก เพราะเกาหลีเหนือ ยังจะพอฟัง 2 ชาตินี้อยู่บ้าง และที่สำคัญ ท่าทีของสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ในปัจจุบัน ยังเป็นไปในลักษณะ “เกทับบลัฟแหลก” ผ่านเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพและรัฐบาลของกันและกันอยู่

ฉะนั้น หากทั้งสองฝ่ายไม่มีใครทำอะไรเลยเถิด โดยเฉพาะฝ่ายเกาหลีเหนือ ไม่ไปท้าทาย สหรัฐอเมริกา ชาติมหาอำนาจที่ไม่มีวันจะยอมเสียหน้า โดยการไปทดลองขีปนาวุธขึ้นมาอีก ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นได้แน่นอน

END GAME ปูทางสู่การกลับมาเปิดโต๊ะเจรจา 6 ฝ่าย อีกครั้ง  

ปัจจุบัน ส่วนตัวมีความเชื่อมั่นว่า บรรดาผู้นำของประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ ที่วอชิงตัน สร้างขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย เกาหลีเหนือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กำลังมีการเจรจากันอย่างลับๆอยู่ เพื่อปูทางไปสู่การเปิดโต๊ะเจรจา 6 ฝ่าย เพื่อยุติปัญหาต่างๆ บน คาบสมุทรเกาหลี ที่เคยล้มเลิกไปก่อนหน้านี้ขึ้นมาอีกครั้ง

และหากสังเกตดีๆ เมื่อเร็วๆ นี้ เกาหลีเหนือ เพิ่งจะตั้งหน่วยงานพิเศษ ที่จะนำไปสู่การเจรจาในประเด็นเรื่องการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ซึ่งอาจเป็นการเปิดช่องทางครั้งสำคัญ ที่จะนำไปสู่การพูดคุยกับคู่ขัดแย้งต่างๆ ก็เป็นได้

มองผ่านมุมมอง พญาหมีขาว รัสเซีย

ดร.กัณฐัศศา พงษ์หิรัญ ผู้อำนวยการโครงการรัสเซียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์แนวคิด รัสเซีย ให้ทีมข่าวฟังว่า ...ช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัสเซีย มีการแสดงออกที่ชัดเจนมากว่า

ต้องการ ล้มล้างระบบขั้วอำนาจเดียว ของสหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินมาตั้งแต่ สหภาพโซเวียตล่มสลาย ให้ไปเป็นระบบ หลากหลายขั้วอำนาจ เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันแทน

หากสังเกตให้ดี จะพบว่าปัจจุบัน รัสเซีย และจีน มีการสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปูทางไปสู่การร่วมมือกัน วางระเบียบใหม่โลก แทนที่จะปล่อยให้ สหรัฐฯ บรรลุความต้องการในการวางระเบียบใหม่ของโลก ได้ด้วยตัวเองเพียงฝ่ายเดียว

เหตุใดต้องค้ำบัลลังก์ ผู้นำซีเรีย ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ ไม่ต้องการ

ในประเด็นนี้ ดร.กัณฐัศศา ให้ความเห็นว่า จุดประสงค์สำคัญของรัสเซีย ในเรื่องนี้ คือ ต้องการรักษาอิทธิพลของตัวเอง บนดินแดนตะวันออกกลางเอาไว้ จากความพยายามรุกคืบขยายอิทธิพล ของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ในเชิงการเมืองระหว่างประเทศนั้น เครมลิน ต้องการแสดงนัยทางการเมือง อวดบนเวทีโลกด้วยว่า กำลังให้การสนับสนุน การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเห็นได้จากการอ้างเสมอๆ ว่า ที่รัสเซีย เข้าไปให้ความช่วยเหลือในซีเรียนั้น เป็นเพราะได้รับการร้องขอจากรัฐบาลที่ถูกต้อง

ด้วยเหตุนี้ รัสเซีย จึงประกาศชัดเจนมาโดยตลอดว่า สหรัฐอเมริกา ห้ามแตะต้อง รัฐบาลซีเรีย ที่นำโดย บาร์ชาร์ อัล-อัสซาด อย่างเด็ดขาด

รัสเซีย กับการเผชิญหน้า สหรัฐอเมริกา บนคาบสมุทรเกาหลี

ผู้อำนวยการโครงการรัสเซียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองในประเด็นนี้ว่า หากจะว่ากันจริงๆ แล้ว ในทางภูมิรัฐศาสตร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ซีเรีย ยังอยู่ห่างไกลจากรัสเซียมากกว่าวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นที่เกาหลีเหนือมากนัก เพราะรัสเซียมีพรมแดนติดต่อกันกับจีนซึ่งอยู่ใกล้กับเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือ และ รัสเซีย มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอด

ฉะนั้น รัสเซีย คงจะไม่อยู่เฉยแน่ๆ หาก สหรัฐอเมริกา มีท่าทีที่จะรุกคืบกับ เกาหลีเหนือ มากกว่าที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้

ซึ่งนั่นเท่ากับว่า หากสหรัฐอเมริกา คิดจะทำอะไร เกาหลีเหนือ ก็อาจจะต้องเผชิญหน้ากับ 2 ผู้อุปถัมภ์สำคัญ คือ จีน และรัสเซีย ด้วย 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

เครดิตภาพ 

http://www.afmc.af.mil/News/Features/Display/Article/155965/five-years-later-its-still-known-as-mother-of-all-bombs/d/

http://www.navy.mil/

https://www.army.mil/

http://www.lockheedmartin.com/content/dam/lockheed/data/mfc/photo/thaad/hr/mfc-thaad-info-web-page-intercepting-hr.jpg