วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รัฐเคลียร์ใจลดกระแสต้าน "อีอีซี"

ยันให้ฝรั่งเช่าที่ 99 ปีเป็นกฎหมายเดิมตั้งแต่ปี 42

รัฐบาลดิ้นแก้ต่าง “ให้ต่างชาติเช่าที่ดินอีอีซี 99 ปี” ระบุเป็นไปตามกฎหมายเดิมที่ต้องการดูดต่างชาติลงทุนตั้งแต่ปี 2542 ด้าน “อุตตม” ยัน ไม่ได้ให้สิทธิซี้ซั้ว ชี้ต้องลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กำหนด เล็งลงพื้นที่เคลียร์ใจชาวบ้าน ลุ้น “อีอีซี” โดยไม่กลัวต่อต้านเหมือนโรงไฟฟ้ากระบี่

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสการต่อต้านรัฐบาลเรื่องการยกที่ดินให้ต่างชาติเช่าทำธุรกิจเป็นเวลายาวนานถึง 99 ปีในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ระบุในร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกว่า สามารถให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปีนั้น ไม่ใช่ข้อยกเว้นในกรณีใหม่ หรือแตกต่างจากสิ่งที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายในปัจจุบัน เพราะแม้ว่า ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในมาตรา 540 จะกำหนดว่า การเช่าที่ดินของต่างชาติจะต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี แต่ใน ปี 2542 รัฐบาลในขณะนั้น เล็งเห็นความสำคัญของการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ และคิดว่าการลงทุนจะต้องมีระยะเวลาที่เหมาะสม จึงได้ออก พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม ซึ่งได้เพิ่มระยะเวลการเช่าให้ไม่เกิน 50 ปี และกำหนดต่อไปในมาตราที่ 4 ว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าแล้ว ผู้เช่าและผู้ให้เช่าอาจตกลงต่อระยะเวลาการให้เช่าได้อีกไม่เกิน 50 ปี

“ทำให้ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยสามารถเช่าที่ดินเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมได้ 50 ปี ในรอบแรก และหลังจากนั้นเมื่อครบอายุสัญญาสามารถต่อสัญญาได้อีก 49 ปี รวมกันเป็น 99 ปี ซึ่งใน พ.ร.บ.อีอีซีได้ใช้ถ้อยคำลักษณะเดียวกันกับ พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมปี 2542 โดยกำหนดว่า การเช่ารอบแรกต้องไม่เกิน 50 ปี เมื่อครบกำหนดแล้วการเช่าต่ออายุรอบที่ 2 ต้องไม่เกิน 49 ปี ซึ่งไม่ได้ให้สิทธิ์ใหม่หรือให้สิทธิ์เพิ่มเติมแต่เป็นสิทธิ์เดิมที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่นำมาเขียนไว้ใน พ.ร.บ.อีอีซีก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและอ้างอิงได้ง่าย”

ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในเดือน พ.ค.นี้ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะเดินทางลงพื้นที่เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อีอีซีที่ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี เพื่อสร้างการรับรู้และให้เกิดการยอมรับของประชาชน และเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ มีส่วนร่วมในการแสดงข้อคิดเห็นผ่านเวทีสาธารณะ และสื่อโซเชียลมีเดีย ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งมั่นใจว่าการดำเนินโครงการอีอีซี จะไม่ซ้ำรอยโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ถูกต่อต้าน เพราะเป็นโครงการที่สนับสนุนให้เกิดการ ลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

“ในประเด็นการเปิดให้นักลงทุนชาวไทยและต่างชาติเช่าที่ดินระยะยาวในอีอีซี ที่มีข้อสงสัยว่า มีการเปิดให้เช่ารอบแรก 50 ปี และขอต่ออายุสัญญาเช่าได้อีก 49 ปี รวมเป็น 99 ปีนั้น ขอยืนยันว่า ข้อ 1.เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันอยู่แล้วเกี่ยวกับการเช่าที่ดินระยะยาว ภายใต้ พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ.2542 และข้อ 2.ในส่วนการเช่าที่ดินในอีอีซี ตามร่าง พ.ร.บ.อีอีซี พ.ศ..... ซึ่งกำหนดระยะเวลาการเช่าไม่เกิน 50 ปี และอาจต่อสัญญาได้แต่ต้องไม่เกิน 49 ปีนั้น จะสามารถทำได้ในพื้นที่อีอีซีภายใต้การประกาศเขตอีอีซี ที่จะต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการ, ประโยชน์หรือผลกระทบ และมาตรการเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมนุมชนไว้ก่อนหน้าแล้ว และกรณีที่ 3.หากเป็นการเช่าที่ดินในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นๆ ที่กำหนดให้กรมธนารักษ์จัดให้หน่วยงานของรัฐ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ใช้ประโยชน์ หรือเอกชนเช่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่พัฒนาให้ดำเนินการได้ไม่น้อยกว่าครั้งละ 50 ปี และอาจต่อสัญญาอีกได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด”

นายอุตตม กล่าวต่อว่า ในส่วนของอีอีซีนั้น ผู้ที่จะได้รับสิทธิ์เช่าที่ดินรอบแรก 50 ปี ต้องเป็นโครงการลงทุนที่ภาครัฐกำหนดไว้ในอุตสาหกรรมเป้าหมายและต้องลงทุนใน 3 จังหวัดข้างต้น ซึ่งแต่ละรายอาจไม่ได้รับสิทธิ์ในสัญญาเช่าครบทั้ง 50 ปี เพราะคณะกรรมการอีอีซี จะพิจารณาเป็นรายโครงการ เงินลงทุน จำนวนการจ้างงาน ฯลฯ ขณะที่หากบางรายได้สิทธิ์เช่าครบ 50 ปี ตลอดอายุโครงการ ส่วนจะได้รับการต่อสัญญาเช่าเพิ่มอีก 49 ปีหรือไม่ คณะกรรมการอีอีซี ก็ต้องมีการพิจารณาว่า มีการลงทุนเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาเช่า 50 ปีแรกหรือไม่

ด้าน พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 24-26 เม.ย.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเยือนบาห์เรน โดยจะลงนามความตกลง 4 ฉบับ อาทิ บันทึกความเข้าใจด้านการเกษตร พิธีสารแก้ไขอนุสัญญาการหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีซ้อนและภาษีเงินได้ บันทึกความเข้าใจการร่วมมือด้านการศึกษา นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบท่าทีของไทยในการหารือกับรัสเซีย เพื่อเป็นกรอบในการประชุมคณะอนุกรรมการการค้าและความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ ในการประชุมวันที่ 20-21 เม.ย.นี้ ที่กรุงเทพฯด้วย.