บริการข่าวไทยรัฐ

ชงเพิ่มทุนประกันบริษัททัวร์!

สั่งทำราคากลางแพ็กเกจทัวร์ใช้อ้างอิง

กระทรวงท่องเที่ยวฯขอเอกชนจัดราคากลางของแพ็กเกจท่องเที่ยวในแต่ละประเทศให้ประชาชนรับทราบ ด้านกรมการท่องเที่ยวเตรียมเสนอ ครม.เรียกเก็บทุนประกันทัวร์เอาต์บาวน์เพิ่ม จาก 2 แสนบาท เป็น 5 แสนบาท ช่วยสร้างความเชื่อมั่นลูกค้าให้ไม่ถูกหลอก หรือถูกหลอกแล้วได้เงินคืน

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า สถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-17 เม.ย.ที่ผ่านมา มีจำนวน 10.73 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.92% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 10.52 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศ 559,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.21% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 537,000 ล้านบาท แต่หากนับเฉพาะวันที่ 1-17 เม.ย. มีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 1.53 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.13% สร้างรายได้ 77,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.29% ซึ่งอัตราการเติบในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนเมษายนกลับมาเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี ทำให้คนจีนไม่ไปเกาหลีแต่หันมาเที่ยวไทยแทน แต่หากความตึงเครียดเกิดขึ้นยาวนาน เชื่อว่าไม่เป็นผลดีต่อภาคการท่องเที่ยว

ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวต่อว่าจากปัญหาหลอกลวงนักท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ เพื่อเดินทางไปต่างประเทศนั้น ทางกระทรวงจะขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้จัดทำช่วงราคากลางแพ็กเกจทัวร์ของแต่ละประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวคนไทยใช้เป็นแนวทางในการศึกษาก่อนตัดสินใจซื้อโปรแกรมท่องเที่ยว รวมถึงเสนอให้ปรับแก้โทษเอาผิดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้รุนแรงขึ้น สำหรับบริษัททัวร์ที่หลอกลวงนักท่องเที่ยว จากปัจจุบันมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท

ส่วนเรื่องที่กระทรวงเตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเพิ่มทุนค้ำประกัน ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 สำหรับบริษัทนำเที่ยวที่พาคนไทยเที่ยวต่างประเทศและเที่ยวในประเทศ (เอาต์บาวด์และอินบาวด์) จากปัจจุบันต้องวางหลักประกันบริษัทละ 200,000 บาท เพิ่มเป็น 500,000 บาทนั้น เมื่อมีการคัดค้านจากบริษัททัวร์บางส่วน ในวันที่ 25 เม.ย.นี้จะมีการประชุมสอบถามความจริง เนื่องจากเป็นมติที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ซึ่งมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนอยู่แล้ว เมื่อมีการค้านกันเช่นนี้ แสดงว่าตัวแทนไม่ได้หารือกับสมาชิกเพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อน ทั้งที่ความเป็นจริงได้เสนอให้เรียกเก็บจาก 200,000 บาท เป็น 2 ล้านบาท แต่สุดท้ายเห็นว่าควรเก็บแบบขั้นบันไดและได้ข้อสรุปที่ 500,000 บาทก่อน

ด้านนางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า กฎหมายปัจจุบันซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2535 กำหนดทุนค้ำประกันที่ต่ำมาก หากเทียบกับปัจจุบันที่เกิดปัญหานักท่องเที่ยวถูกหลอกลวงถี่มากขึ้น กรมจึงต้องเพิ่มช่องทางป้องกันปัญหา ทั้งนี้ บริษัททัวร์ที่จดทะเบียนทั้ง 4 ประเภท คือ 1.ประเภททั่วไป สามารถนำเที่ยวได้ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร หลักประกัน 200,000 บาท เปลี่ยนเป็น 500,000 บาท โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค.60

มี 3,281 ราย 2.ประเภทในประเทศ สามารถนำเที่ยวภายในราชอาณาจักร หลักประกัน 50,000 บาท เพิ่มเป็น 100,000 บาท มี 1,107 ราย 3.ประเภทเฉพาะพื้นที่ สามารถนำเที่ยวได้ภายในจังหวัดที่จดทะเบียน และจังหวัดที่มีเขตติดต่อกัน หลักประกัน 10,000 บาท เปลี่ยนเป็น 50,000 บาท มี 3,583 ราย และ 4.ประเภทนำเที่ยวจากต่างประเทศ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาภายในประเทศ หลักประกัน 100,000 บาท เปลี่ยนเป็น 200,000 บาท มี 2,340 ราย เมื่อรวมจำนวนผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวทุกประเภทอยู่ที่ 11,553 ราย

ส่วนที่ว่ามีบางบริษัททัวร์เห็นว่ากรมเรียกเก็บแพงไปนั้น ต้องเข้าใจว่า 500,000 บาทที่ปรับขึ้นเรียกเก็บเฉพาะบริษัทที่ทำทัวร์อินบาวน์และเอาต์บาวด์ ไม่ใช่ทุกประเภททัวร์ และส่วนใหญ่กว่า 90% ของทัวร์เอาต์บาวน์เป็นบริษัทขนาดกลางถึงใหญ่มีเงินทุนหนา หากเทียบกับปัญหาที่อาจสร้างความเสียหายกับนักท่องเที่ยว ถือว่าการเพิ่มเงินอีก 300,000 บาท ถือว่าไม่มาก แต่อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทที่จดรายใหม่ ที่ต้องจ่ายครั้งเดียว 500,000 บาท แต่อย่าลืมว่าทัวร์เอาต์บาวน์เจ้าของกิจการต้องมีเงินทุนหนาอยู่แล้ว.