วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มหาเศรษฐีแห่ซื้อ "คอนโดมิเนียม" หรู

เวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “คอนโดมิเนียม” ระดับ “ซุปเปอร์ลักชัวรี่” กันเป็นแน่...เนื่องจากนักพัฒนาแต่ละเจ้าต่างมุ่งหน้าเปิดโครงการไฮเอนด์ซุปเปอร์ลักชัวรี่กันทั้งสิ้น และต่างภาคภูมิใจในด้านยอดขายที่ขายดีเทน้ำเทท่าสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เหตุไฉนเป็นเช่นนี้ไปหาคำตอบกันดีกว่า...

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตทพรีเมียม กล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมระดับบนผู้บริโภคถือว่ามีกำลังซื้อที่สูงมาก ทั้งนี้ ปัจจัยที่มาเสริมทำให้คอนโดมิเนียมซุปเปอร์ลักชัวรี่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้จะประกอบด้วย 3 ข้อหลัก คือ 1.เรื่องของภาวะดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ลูกค้ากลุ่มนี้จะมีเงินออมเยอะเดิมทีก็จะนำไปฝากธนาคาร แต่ด้วยดอกเบี้ยที่ได้น้อยนิดทำให้เขาเหล่านั้นหาทางเลือกลงทุนในด้านอื่นๆ ซึ่งก็มีด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวเลือก

2.พฤติกรรมของผู้บริโภคระดับบนเปลี่ยนไป ปัจจุบันนิยมหาซื้อที่พักอาศัยหรูๆโซนใจกลางเมือง (CBD) ก็จะเป็นย่านทองหล่อ, สุขุมวิทตอนต้น, หลังสวน, ถนนวิทยุ, เพลินจิต และชิดลม เป็นต้น ซึ่งบางครั้งอาจจะซื้อไว้เพื่อใช้ชีวิตช่วงวันทำงาน และเสาร์-อาทิตย์ ก็กลับไปพักที่บ้านแทน โดยเดิมทีผู้บริโภคกลุ่มนี้เมื่อ 4-5 ปี ที่ผ่านมาจะนิยมหาซื้อบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ พื้นที่เยอะ แต่ก็ติดปัญหาเรื่องทำเลที่ตั้ง เพราะต้องไปอยู่โซนชานเมือง ทำให้ใช้ชีวิตลำบากในการเดินทาง

และข้อสุดท้ายสำหรับคนรวยฐานะดี เขาจะชอบเลือกซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อเป็นทรัพย์สินให้กับบุตรหลาน เพราะบุตรหลานของคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีชีวิตที่เติบโตมาจากต่างประเทศ จึงมีความคุ้นชินกับการใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายการใช้ชีวิตให้มากที่สุด หรือบางท่านก็ซื้อไว้เป็นหน้าเป็นตาทางสังคม เพราะเดี๋ยวนี้เวลาบอกมีคอนโดมิเนียมอยู่ในโซน CBD ก็บ่งบอกฐานะทางสังคมได้

“ดูได้จากโครงการ เดอะรีเซิร์ฟ ทองหล่อ ของบริษัทฯ ที่สามารถขายหมดเพียง 2 สัปดาห์ สร้างยอดขายได้ 1,830 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 260,000 บาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) ซึ่งลูกค้ากว่า 40% ชำระเป็นเงินสดอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดพรีเมียมในกรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 2559 ที่ผ่านมา มีมูลค่า 105,533 ล้านบาท หรือ 30% ของมูลค่าตลาดรวม ซึ่งก็มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องทุกๆปี ซึ่งก็เป็นอะไรที่ผู้ประกอบการหลายค่ายกระโดดเข้าไปเล่น อีกทั้งผู้บริโภคกลุ่มนี้ก็พอที่จะจ่ายหากมีผลิตภัณฑ์ที่ถูกใจ

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการคอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ที่มีราคาขายเฉลี่ยต่อ ตร.ม. 580,000 บาท สูงที่สุดในเวลานี้ กับ “98 WIRELESS”(ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) บนถนนวิทยุ กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในปีนี้บริษัทฯจะต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมาโดยการตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดคอนโดมิเนียมระดับบนที่บริษัทฯมองว่ายังมีโอกาส รวมทั้งปูพื้นฐานความน่าเชื่อถือและความเป็นแบรนด์สากลระดับโลกกับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ

“บริษัทฯเชื่อมั่นว่าความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ และซุปเปอร์ลักชัวรี่ ยังคงมีความต้องการและแข่งขันได้ เนื่องจากเป็นตลาดที่ยังมีกำลังซื้อสูงทั้งเพื่ออยู่อาศัยเอง ลงทุนหรือเก็บเป็นสินทรัพย์ นอกจากนี้สำหรับตลาดชาวต่างชาติ คอนโดมิเนียมระดับบนที่ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพอยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้า รวมถึงแนวเส้นทางรถไฟฟ้าใหม่ๆ ยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายจากตลาดต่างชาติต่อเนื่อง ตัวอย่างโครงการ “98 WIRELESS” ที่เพิ่งเปิดแกรนด์โอเพนนิ่งไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา จนกลายเป็นตำนานของประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจำนวนห้องชุดเพียง 77 ยูนิต แต่มีมูลค่าโครงการรวมสูงถึง 8,700 ล้านบาท ลูกค้าให้การตอบรับที่ดีมาก”

นายวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี กรรมการบริหาร บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมซุปเปอร์ลักชัวรี่ของผู้บริโภคคนไทย ถือเป็นอะไรที่กำลังเป็นที่นิยม เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้มีกำลังซื้อที่สูง แม้ในสภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นไร ก็ไม่กระทบกับการใช้จ่าย โดยอีกมุมการที่ผู้ประกอบการจะหาที่ดินทำเลทองมาพัฒนาโครงการซุปเปอร์ลักชัวรี่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเป็นที่ดินที่อยู่ใจกลางเมืองจริงๆ ซึ่งการที่มีผู้ประกอบการเจ้าใดพัฒนาออกมาส่วนใหญ่ก็จะขายได้หมด เนื่องจากนานทีจะได้ที่ดินแปลงสวยมาพัฒนา ซึ่งผู้บริโภคระดับบนก็พร้อมจับจองเป็นเจ้าของอยู่แล้ว ขอแค่มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เขา

“อีกทั้งเหตุที่ทำให้คอนโดมิเนียมระดับบนยอดขายกระฉูด นอกจากยอดขายจากเศรษฐีชาวไทยแล้ว ยังมีในกลุ่มชาวต่างชาติมาร่วมซื้อด้วย เพราะจากสถิติราคาซื้อขายคอนโดมิเนียมในต่างประเทศมีราคาที่สูงกว่าประเทศไทยมาก อาทิ สิงคโปร์ ราคาขาย ตร.ม.ละ 1,500,000 บาท, ฮ่องกง ราคาขาย ตร.ม.ละ 1,800,000 บาท และที่ปักกิ่งแค่โซนรอบเมืองก็มีราคาขายถึง ตร.ม.ละ 1,000,000 บาท ซึ่งการมาลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมในไทยถือว่าคุ้มกว่ามาก”.