วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สวยหรือไม่สวยก็เลือกได้!! อย่ายอมให้ใครบังคับใช้บริการทางการเงิน

ส่งท้ายสงกรานต์ 2560 นี้ “ทีมเศรษฐกิจ” มีอีกประเด็นร้อนๆมาฝาก คือ “การใช้บริการทางการเงิน” เรื่องใกล้ตัวมากๆของคนไทยทุกระดับชั้นแต่ก็เป็นเรื่องที่ได้รับการร้องเรียน เสียงบ่นด่าตลอดเวลาเช่นกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น “ถูกบังคับให้ใช้บริการทางการเงิน” ที่เราเองอาจจะไม่ต้องการ หรือถูกรวบรัดตัดความเสนอบริการทางการเงินที่เรายังไม่เข้าใจ แต่ระบุว่าต้องทำเพื่อให้ได้สินเชื่อหรือดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้น รวมทั้งบริการทางการเงินที่เสนอให้ทำไปก่อนโดยบอกว่าไม่มีค่าธรรมเนียม แต่สุดท้ายไม่ได้เป็นอย่างที่พูดกันไว้

จากเสียงร้องเรียนที่ดังสนั่นมาตลอด ในปลายปีที่ผ่านมา “แบงก์ชาติ” ในฐานะผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ ได้ออก “ปฏิบัติการล่อซื้อ” ปลอมตัวเข้าไปสำรวจการปฏิบัติงานของ “พนักงานแบงก์พาณิชย์” จำนวน 143 สาขา ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองหลัก ผลตอบรับออกมาเป็นที่น่าตกใจ เพราะ ส่วนใหญ่ 90% จากที่สำรวจ พนักงานแบงก์ยังไม่ได้ให้ข้อมูลที่เหมาะสม ชัดเจน หรือเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างเพียงพอ จะให้ข้อมูลแต่ในด้านดีเท่านั้น

สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ยังคงได้รับ เรื่อง ร้องเรียนการให้บริการของสถาบันการเงินจากประชาชนสูงถึง 1,588 รายการ ตลอดทั้งปี 2559 เรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุด คือ ยอดเงินไม่ถูกต้อง การขอสินเชื่อและปรับโครงสร้างหนี้ ทวงหนี้ที่ไม่เหมาะสม เงินฝากพ่วงประกัน บังคับขายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องการ ฯลฯ

จากเรื่องนี้ “แบงก์ชาติ” ยืนยันมาตลอดว่า ลูกค้ามีสิทธิที่เลือก “บริการทาง การเงิน” ที่ตนเอง ต้องการได้ ขณะที่ “พนักงานแบงก์” มี 4 ข้อให้คิดก่อนติดต่อกับลูกค้าคือ“ไม่บังคับ ไม่หลอกลวง ไม่รบกวน เปิดเผยโปร่งใส” โดยกำลังจัดทำ “จรรยาบรรณ” การดูแลผู้บริโภคอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม (Market Conduct) ซึ่งมีบทลงโทษที่ชัดเจนออกมา

และในช่วงการรอคอย “ทีมเศรษฐกิจ” ขอรวบรวม “4 ประเด็นฮอตของการใช้บริการการเงิน” มาให้อ่านกัน เพื่อให้รู้ว่าเราสามารถปฏิเสธ “ไม่รับ ไม่ทำ ไม่สนใจ” สิ่งที่ไม่ต้องการได้ รวมทั้งกระตุ้นให้ช่วยกันรักษา “สิทธิ” ของตัวเอง

เรื่องแรก “การทำบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต” : สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ เมื่อเราไปขอทำบัตรกดเงินที่แบงก์ จะได้รับคำตอบว่า บัตรเอทีเอ็มไม่มีค่ะ ต้องทำบัตรเดบิต และมากขึ้นไปอีก คือ บัตรเดบิตธรรมดาหมดค่ะ มีแต่แบบที่พ่วงสิทธิประโยชน์โน่นนี่นั่น ซึ่งส่งผลให้จากค่า ธรรมเนียมรายปีที่เราต้องจ่ายเป็นสมาชิกบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต 100-200 บาท กระหน่ำสูงขึ้นไปเป็น 1,000 บาทต่อปีในบัตรเดบิตบางประเภท

ความจริงคือ ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี 2562 แบงก์ไม่มีสิทธิปฏิเสธการทำบัตรเอทีเอ็มเรายังสามารถที่จะทำ “บัตรเอทีเอ็ม” ได้ถ้าเรายืนยันว่าต้องการ แต่หากเกินกว่าปี 2562 แล้ว “บัตรเอทีเอ็ม” จะถูกยกเลิกไปตามแนวทางสนับสนุนอี-เพย์เมนท์ เหลือแต่ “บัตรเดบิต” ซึ่งเราสามารถที่ขอทำ “บัตรเดบิต” แบบธรรมดาที่ไม่พ่วงสิทธิประโยชน์ใดๆได้

หากแบงก์พาณิชย์ปฏิเสธ หรือ “บัตรหมด” และยัดเยียดบัตรอื่นๆที่ค่าธรรมเนียมแพงๆให้ อย่าไปยอม เพราะแบงก์ชาติกำหนดให้แบงก์พาณิชย์ต้องมี “บัตรอิเล็กทรอนิกส์” เหล่านี้สำรองให้เพียงพอกับความต้องการ ของลูกค้า

เรื่องที่ 2 “การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า” : สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หลังจากเราไปเปิดบัญชีเงินฝาก หรือขอสินเชื่อ ทำบัตรเครดิตกับแบงก์พาณิชย์แล้ว สิ่งที่ตามมาคือ การโทรศัพท์ หรือส่งจดหมาย อีเมล หรือข้อความทางโทรศัพท์ มาขายประกัน ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน กองทุน ฯลฯ ต่อเนื่องตลอดเวลา สร้างความรำคาญใจให้กับลูกค้า ส่วนนี้ถามว่าแบงก์ผิดหรือไม่คงตอบชัดเจนไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่เวลาที่เราไปทำธุรกรรมกับแบงก์ จะมีเอกสาร 1 แผ่นให้เราเซ็นชื่อยินยอมให้ “เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว” ของเราที่แบงก์ได้ไปกับบริษัทในเครือของแบงก์พาณิชย์เป็นการต่อยอดการขายผลิตภัณฑ์ ซึ่งกรณีนี้ เราสามารถปฏิเสธ ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวได้ โดยระบุให้ชัดเจนในใบดังกล่าวว่า “ไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูล”

แต่ที่ผ่านมา ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะเซ็นชื่อในกระดาษทุกแผ่นที่พนักงานแบงก์ให้มาโดยไม่อ่าน หรือสอบถามว่าแผ่นนี้คืออะไร มีผลอย่างไร แต่เมื่อข้อมูลส่วนตัวถูกเปิดเผยออกไปถึงจะโวยวาย “อย่างนี้ไม่ได้ละค้า คุณผู้ชม”

มาถึงเรื่องที่ 3 อันนี้ก็ฮอตไม่แพ้กัน “การบังคับขาย ขายพ่วง ให้ข้อมูลไม่ครบ” ที่ฮิตที่สุดในขณะนี้ น่าจะเป็น “เงินฝากขั้นบันได” และ “เงินฝากพ่วงประกัน” ซึ่งกรณีเหล่านี้พนักงานแบงก์จำนวนหนึ่งมักจะให้ข้อมูลแต่ด้านดี เช่น ดอกเบี้ยสูงสุดที่จะได้รับในกรณีดอกเบี้ยแบบขั้นบันได โดยไม่ได้ระบุดอกเบี้ยเฉลี่ยทั้งโครงการว่าเป็นเท่าไร เช่น บอกว่าอัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 สูงสุดที่ 5% ต่อปี แต่ไม่ได้บอกว่าดอกเบี้ยเฉลี่ยจริงๆ ที่ได้เมื่อครบ 2 ปี คือ 2% ต่อปีเท่านั้น

ส่วน “เงินฝากพ่วงประกัน” หรือการเสนอเงินฝากและประกันชีวิตขายคู่กัน โดยได้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยปกติ เช่น ฝากเงินอย่างเดียวได้ดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี แต่ถ้าพ่วงประกันได้ 3.5% ต่อปี ซึ่งความจริง ถ้าเราต้องการ “ประกันชีวิต” อยู่แล้ว กรณีนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะได้ทั้งออมเงินยาว ได้ทั้งความคุ้มครอง และใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

แต่ปัญหาก็คือ ข้อมูลที่เราได้จากแบงก์มักจะไม่ครบ เพราะคุณสมบัติของประกันชีวิต คือ จะได้รับผลตอบแทน ถ้าเสียชีวิตตามเงื่อนไขสัญญา หรือถ้าอยู่จนครบสัญญาจะได้เงินคืนพร้อมผลตอบแทน โดยมีเงื่อนไขต้องชำระเบี้ยประกันอย่างต่อเนื่อง แต่หากมีการขอรับเงินคืนก่อนระยะเวลาตามสัญญา ทำได้คือ การยกเลิกประกัน แต่จะได้เงินคืนเฉพาะส่วนที่เป็นมูลค่ากรมธรรม์ ซึ่งจะน้อยกว่าค่าเบี้ยประกันที่คุณจ่ายไปค่อนข้างมาก และที่สำคัญ ส่วนที่เป็นเงินค่าเบี้ยประกันจะไม่ได้รับคืนจากการคุ้มครองเงินฝาก กรณีที่เกิดปัญหาเพราะไม่ได้เป็นเงินฝากตามระบบ

หากยังไม่เข้าใจอย่างละเอียด ลูกค้าสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมจนกว่าจะพอใจ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเงินฝากพ่วงประกันแต่ทุกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เสนอขาย ที่สำคัญที่สุด ลูกค้ามีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ใช้บริการเหล่านี้ได้และสอบถาม “เงินฝากประเภทอื่นๆ” ที่ถูกจริตกว่าแทนได้ ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ สงสาร หรือทำเพราะถูกรวบรัดมัดมือ

ประเด็นสุดท้ายที่ยกมาคือ “ขอสินเชื่อต้องทำประกันพ่วง” กรณีนี้ เป็นแนวคิด ของแบงก์พาณิชย์ โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านและรถยนต์ หากลูกค้าทำประกันไว้และหากเกิดปัญหาผ่อนส่งไม่ได้ เช่น เสียชีวิต จะไม่เดือดร้อนถึง
คนข้างหลัง ซึ่งถือว่าเป็นอีกแนวคิดที่ดี แต่ปัญหาในทางปฏิบัติก็คือ แบงก์นำประเด็นนี้มาประกอบในการพิจารณาสินเชื่อ เช่นระบุว่า ถ้าไม่ทำประกัน โอกาสที่จะได้สินเชื่อก็จะน้อยลง หรือบังคับให้ทำประกันกับบริษัทในเครือธนาคารตนเองเท่านั้น

โดยกรณีนี้ ในทางทฤษฎี แบงก์พาณิชย์จะนำเรื่องนี้มาตัดสินใจ “ให้กู้” หรือ “ไม่ให้กู้” ไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยที่สุด สำหรับลูกค้า ควรจะต้องสามารถ “เลือกบริษัทประกัน” ที่จะทำประกันได้ ไม่ถูกบังคับให้ใช้แต่ประกันในเครือแบงก์นั้นเท่านั้น โดยแบงก์ต้องให้ “ตัวเลือก” กับลูกค้าที่จะทำประกันดังกล่าว

ทั้งหมดนี้ เป็นการรวมเฉพาะเรื่องฮอตๆ เรื่องร้องเรียนยังมีอีกมาก เช่น พนักงานบอกว่าทำบัตรเครดิต ค่าธรรมเนียมฟรีตลอดชีพ แต่เอาจริงฟรีแค่ปีแรกหรือการตัดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตโดยเราไม่ยินยอม ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ว่า 4 ข้อข้างต้น หรือประเด็นความไม่เป็นธรรม อื่นๆ เราสามารถที่จะร้องเรียนไปยัง “คอลเซ็นเตอร์” ของแบงก์พาณิชย์เหล่านั้นได้ รวมทั้งร้องเรียนไปที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ของแบงก์ชาติ โทร.1213

แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด เราเองในฐานะผู้บริโภคและลูกค้า ต้องตรวจสอบรักษาสิทธิอย่างระมัดระวัง คิดพิจารณาให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจใช้บริการทางการเงินใดๆ อย่าเอาแต่สะดวกง่ายๆ หรือเกรงใจพนักงาน เพราะถ้าเกิดความไม่พอใจ หรือโดนเอาเปรียบไปแล้ว การร้องเรียนหรือแก้ไขจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและใช้เวลา

“สวยไม่สวย หล่อหรือไม่หล่อ” ก็เลือกได้ ปฏิเสธได้ อย่าให้ใครบังคับใจให้ใช้บริการการเงิน.