วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เกร็ดวันสงกรานต์ วัฒนธรรมไทยผิดแผกจากเดิมหรือ?

ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ประเพณีสงกรานต์ในวันนี้ก็เช่นกัน มีความแตกต่างจากอดีตอย่างมาก คนยุคใหม่สาดน้ำเล่นกันอย่างดุเดือด พลิกแพลงผสมน้ำแข็ง ผสมสี ผสมดินสอพอง เน้นดื่มสังสรรค์มากกว่าพากันเข้าวัดทำบุญ หรือนุ่งน้อยห่มน้อยทำตัวเป็นโคโยตี้แดนซ์กระจาย พอเมาได้ที่ก็แก้ผ้าโชว์จนเป็นข่าวครึกโครม

กับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า แล้วแก่นแท้ของเทศกาลสงกรานต์คืออะไรกันแน่?

ประเด็นนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ชาติไทย บุคคลที่มีความรู้แน่นปึ้ก และเชี่ยวชาญด้านนี้ที่มาวิเคราะห์ร่วมกับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ คือ อาจารย์แพน เผ่าทอง ทองเจือ

เน้นดื่มน้ำเมา ไร้เงาศาสนา

อ.แพน บอกกับผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้าพะวงว่า เหตุที่วัฒนธรรมสงกรานต์เปลี่ยนไป มนุษย์มีจิตใจและศีลธรรมต่ำลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลตัดวิชาศีลธรรมออกจากหลักสูตร อีกทั้งเด็กรุ่นใหม่ใส่ใจการดื่มน้ำเมามากกว่าเข้าวัดทำบุญ แม้กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรมพยายามรณรงค์ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ในสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับส่วนรวมที่มองไม่เห็นความสำคัญของกิจกรรมในวันสงกรานต์

“ไม่มีทางที่สงกรานต์จะกลับไปเหมือนสมัยโบราณแล้ว เพราะจิตใจมนุษย์ต่ำลง มีศีลธรรมต่ำลง ไม่ได้ต่ำอย่างเดียว ยังไม่มีการสอนในโรงเรียนด้วยซ้ำ รัฐบาลตัดวิชาศีลธรรมออก เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องมีศีล ไม่ต้องมีธรรม อย่างสาดน้ำก็มักมีการลวนลาม ซึ่งสมัยโบราณจะกวักน้ำใส่กันพอหายร้อน

ปัจจุบันสงกรานต์เน้นเรื่องบันเทิง สนุกสนาน แต่งตัวโป๊ อวดร่างกาย กินเหล้า เมาเบียร์ ไม่ได้มีเรื่องของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องเลย เกือบจะว่าคนรุ่นใหม่ผ่านเทศกาลสงกรานต์ในแต่ละปี แทบจะไม่ได้ไปวัดทำบุญทำกุศล ไม่ได้ใส่บาตรเลย ห่างไกลวัดไปทุกที เพราะเล่นสาดน้ำ กินแอลกอฮอล์กันดึกดื่นจนตื่นสาย คิดออกบ้านเพื่อไปเล่นน้ำ กินเหล้ากับเพื่อนมากกว่า

ไหว้ขอพร ให้พรมั่วซั่ว

การรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่นอกจากแสดงถึงความเคารพนับถือแล้ว ยังเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีอีกด้วย ข้าวของที่ใช้ในการรดน้ำโดยทั่วไปมักเป็นผ้านุ่งผ้าห่ม หรือผ้าเช็ดตัว มีดอกไม้ หรือมาลัยดอกไม้สด และน้ำอบน้ำหอม ก่อนรดน้ำจะคารวะก่อน แล้วจึงขออนุญาตรดน้ำลงที่มือ จากนั้นมอบผ้า หรือข้าวของที่เตรียมไปให้ แล้วนั่งพนมมือไหว้ขณะผู้ใหญ่ให้พร เมื่อร่วมพูดคุยกันถึงตรงนี้ อ.แพน นั่งคิดสักครู่ และเล่าถึงสงกรานต์ไทยในอดีตที่ตนได้เคยสัมผัสว่าเรียบง่าย ไหว้ขอพรจากผู้ใหญ่ด้วยของใช้ไม่กี่อย่าง และผู้ใหญ่ที่ไปขอพรต้องอายุ 60 ขึ้นไปเท่านั้น ต่างกับปัจจุบันที่มั่วซั่วไปหมด อายุ 30 หรือ 40 ก็ให้พรได้แล้ว

“สงกรานต์ในอดีตเป็นเรื่องของความเรียบง่าย ไปรดน้ำขอพรกับผู้ใหญ่ มีน้ำอบไทยใส่ขวดแก้วเจียระไนขวดหนึ่ง มีผ้าแพรเพลาะของจีน เนื้อบางๆ เพราะหน้าร้อนอากาศร้อน ใช้ผ้าแพรเพลาะมันเย็นสบาย พับจีบทบไปทบมาแล้วจับจีบรวบเหมือนพัดจีนไปไหว้ผู้ใหญ่ หรือไม่ก็เป็นกางเกงแพร ผ้าเช็ดตัว สบู่ก้อนยาร์ดเล่ย์ น้ำอบเออดิโคโลญจน์ 4711เอาไปประพรมรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ มันเป็นสูตรตายตัวของคนโบราณ ต่อมาพัฒนาขึ้นจากสบูยาร์ดเล่ย์ เป็นสบู่ลักส์ เพราะชื่อดี ชื่อเป็นมงคลและราคาย่อมเยา ผู้ใหญ่ที่ไปขอพรก็ต้องอายุ 60 ขึ้นไป

วันขึ้นสงกรานต์จะเป็นเรื่องของกิจกรรมในการบำเพ็ญกุศล ทำบุญต่างๆ เพราะถือว่าระยะเวลาที่เรามีชีวิตผ่านกันมาหนึ่งปีแล้วนี่ ก็ได้ทำทั้งคุณความดีและมีข้อผิดพลาดต่างๆ ก็ถือเอาช่วงสงกรานต์เป็นช่วงที่ตั้งจิตตั้งใจทำใหม่ในปีต่อไป  เพราะฉะนั้นกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ทั้งหมดจะเป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของพุทธศาสนา”

ใช้รถแทนคน ขนทรายเข้าวัด

จากข้อมูลกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่าประเพณีสงกรานต์เป็นการขึ้นปีใหม่ของไทย โดยทั่วไปจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน ตรงกับเดือนห้าตามจันทรคติ การขึ้นปีใหม่ของไทยในสมัยโบราณยังเชื่อถือในเรื่องของดวงดาว จักรราศีต่างๆ ในแต่ละภาคส่วนใหญ่มีการปฏิบัติที่คล้ายคลึงกัน แต่มีแตกต่างกันในรายละเอียด ซึ่ง อ.แพน บอกกับผู้สื่อข่าวว่าเป็นเช่นนั้นจริง และแต่ละภาคนั้นมีกิจกรรมแต่ละวันต่างกันตามพื้นฐานความเชื่อ

“คำว่าสงกรานต์มาจากคำว่า สงการะ หรือสังกะระ ซึ่งก็แปลว่า เคลื่อนที่ ย้ายที่ ขยับ ก้าวขึ้น ล่วงผ่าน หมายถึงพระอาทิตย์ล่วงผ่านข้ามปีไปแล้ว เพราะฉะนั้นวันมหาสงกรานต์ คือวันล่วงผ่าน ภาคกลาง วันแรก คือ สิบสามเมษา เรียกวันมหาสงกรานต์ คือวันสิ้นสุดปี วันที่สอง สิบสี่เมษา คือวันเนา เป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่กับที่ เป็นวันที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของดวงดาว ก็จะไม่มีการทำกิจกรรมอะไรทั้งสิ้น วันที่ 3 คือสิบห้าเมษา เป็นวันเถลิงศก หรือวันขึ้นศักราชใหม่ ถือว่าเป็นวันแรกของปีใหม่

ภาคเหนือวันที่ 13 เรียกว่า วันสังขารล่อง คือวันสิ้นสุดปี จะทำความสะอาด ปัดกวาดบ้านช่อง พอวันรุ่งขึ้น 14 เมษา เรียกว่า วันเน่า มาจากคำว่า วันเนา ห้ามการด่าทอ ทะเลาะวิวาท จะทำให้เกิดอัปมงคล วันเนาเป็นวันเตรียมงาน เรียกว่า “วันดา” จะซื้อของกินของใช้เพื่อใช้ในวันเถลิงศก บ่ายจะขนทราย เข้าไปก่อเป็นเจดีย์ทรายที่วัด แต่ปัจจุบันบางท้องถิ่นจะใช้รถขนแทนคนแล้ว พอ 15 เมษา เรียกวันปากปี หรือ วันพญาวัน เป็นวันปีใหม่ปีแรกจะทำบุญตักบาตร รดน้ำดำหัว

ภาคอีสานเรียกประเพณีสงกรานต์ว่า “บุญสงกรานต์” หรือ “บุญเดือนห้า” เรียกวันที่สิบสามเมษาว่า “มื้อสงกรานต์ล่อง” หรือ “มื้อสงกรานต์พ่าย” เรียกวันที่สิบสี่เมษาว่า “มื้อเนา” เรียกวันที่สิบห้าเมษาว่า “มื้อสงกรานต์ขึ้น” คนอีสานนิยมฉลองสงกรานต์ต่อเนื่องไปเจ็ดวัน บางพื้นที่ฉลองถึงสิบห้าวัน แต่ปัจจุบันสามถึงห้าวัน

ภาคใต้ วันที่ 13 เมษา จะเรียกว่า วันส่งเจ้าเมืองเก่า แล้วก็เชื่อกันว่าเทวดาที่ปกปักรักษาบ้านเมืองของเขากลับขึ้นไปชุมนุมกันบนสวรรค์ วันที่ 14 เมษา บ้านเมืองไม่มีใครปกครองดูแลก็ไปวัดไปวา เรียกว่า วันว่าง วันที่ 15 เมษา เทวดากลับลงมาจากสวรรค์ เรียกกันว่า วันรับเจ้าเมืองใหม่”

แล้วสงกรานต์ในประเทศอาเซียนล่ะมีความแตกต่างจากไทยอย่างไร อ.แพน บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เคยไปเที่ยวสงกรานต์ในต่างแดนสองครั้ง แต่ละประเทศก็มีเสน่ห์และวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับไทย

“2 ปีที่แล้วเคยไปเที่ยวสงกรานต์ที่หลวงพระบาง ประเทศลาว ต่างจากของไทย คือ เล่นสาดน้ำกันอย่างเรียบร้อย ผู้หญิงนุ่งซิ่นกันทั้งเมือง และคนลาวมีการทำบุญมากกว่าคนไทยเยอ

สงกรานต์ที่พม่าก็เล่นน้ำกันบ้าดีเดือดดี เล่นกันสองอาทิตย์อย่างน้อย บ้านนอกเริ่มเล่นตั้งแต่วันที่ 8 เมษาแล้ว สร้างปะรัมสูงขึ้นไปสองเมตรสามเมตร เอาหัวฉีดดับเพลิงไปข้างบน แล้วก็ฉีดน้ำลงมา ก็เปียกปอนเหมือนกับพัฒน์พงศ์ ถนนสีลมของไทย แต่น้ำมหาศาลรุนแรงกว่าถนนสีลมพันเท่า”

อ่านมาถึงท้ายสุดของการสนทนากันแล้ว แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์คงได้เห็นแล้วว่าประเพณี วัฒนธรรมในวันสงกรานต์เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

แต่จะมีวิธีใดที่จะช่วยให้แก่นแท้ของสงกรานต์ยังคงดีงามสืบทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานโดยไม่ผิดแผก คงต้องฝากรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรมช่วยคิดต่อไป

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน