บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทรัมป์โชว์บึม โคตรระเบิด ไอเอสดับ '36ศพ'

คาดส่งสัญญาณ ข่มขวัญโสมแดง

“ทรัมป์” ฮึกเหิม โอ่ผลสำเร็จ หลังให้ กองทัพอเมริกันขนโคตรระเบิด “MOAB” ไปถล่มแหล่งกบดานของกองกำลังไอเอสที่เป็นอุโมงค์และถํ้าในอัฟกานิสถาน ปลิดชีพผู้บัญชาการไอเอสและสมุน รวม 36 ราย แต่ยังไม่มีการประเมินความเสียหายอื่นๆ คาดเป็นการข่มขวัญ “โสมแดง” ไปในตัว กรณีปัญหาโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ หลังพบ “คิม จอง-อึน” เตรียมทดสอบระเบิดอีกระลอก

กองทัพสหรัฐอเมริกาขยายพื้นที่แสดงแสนยานุภาพ หลังจากที่สัปดาห์ก่อนเพิ่งระดมยิงขีปนาวุธ “โทมาฮอว์ก” ถล่มฐานทัพซีเรีย โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 14 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพสหรัฐอเมริกาเปิดศึกโจมตีทางอากาศถล่มแหล่งกบดานของกองกำลังรัฐอิสลาม หรือไอเอส ในเขตหุบเขาโมมานด์ อำเภออาชิน จังหวัดนันการ์ฮาร์ ภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน ติดพรมแดนปากีสถาน โดยใช้ระเบิดขนาดใหญ่ที่สุดที่ไม่ใช่ระเบิดนิวเคลียร์ รุ่นจีบียู-43/บี หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ “อาวุธระเบิดกลางอากาศขนาดมหึมา” (MOAB) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในฉายา “มารดาแห่งระเบิดทั้งมวล” (Mother Of All Bombs) ขนลำเลียงไปทิ้งถล่มเป้าหมายโดยเครื่องบินลำเลียงพล ซี-130 เมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 13 เม.ย. ตามวันเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าเวลาในไทย 2 ชั่วโมงครึ่ง และถือเป็นการใช้ระเบิดที่มีอานุภาพและขนาดมหึมาที่สุดที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ในสมรภูมิรบครั้งแรกของสหรัฐฯ

แม้ความเสียหายที่เป็นผลพวงจากระเบิด จีบียู-43/บี ยังไม่เป็นที่รู้แน่ชัด แต่กระทรวงกลาโหมและโฆษกประธานาธิบดีของอัฟกานิสถานแถลงว่าผลจากการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ได้ทำลายเครือข่ายอุโมงค์และถ้ำ ซึ่งกลุ่มไอเอสขุดไว้ป้องกันการโจมตีทางภาคพื้น รวมทั้งใช้สังหารเชลยและเป็นที่ประชุมวางแผนปฏิบัติการ รวมระยะทาง 300 เมตร และยังมีนักรบไอเอสเสียชีวิตด้วย 36 คน รวมทั้ง นายซิดดิค ยาร์ ผู้บัญชาการของไอเอส ส่วนนักรบไอเอสที่อยู่ในอุโมงค์ที่ถูกโจมตี ส่วนใหญ่มาจากปากีสถาน แต่ไม่มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บล้มตาย เพราะมีการแจ้งเตือนไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ขณะที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาโอ่ถึงการโจมตีกลุ่มไอเอสครั้งนี้ว่า ภารกิจประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

การทิ้งระเบิดโจมตีกลุ่มไอเอสมีขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งยิงจรวดโทมาฮอว์กถล่มฐานทัพซีเรีย ที่ถูกกล่าวหาใช้อาวุธเคมีถล่มกลุ่มต่อต้านรัฐบาล แม้ต่อมาฝ่ายรัฐบาลซีเรียปฏิเสธและระบุสหรัฐฯไม่มีหลักฐานชัดเจนในข้อกล่าวหาดังกล่าว และช่วงเวลานั้น จีน ก็ได้รับคำเตือนจากสหรัฐฯ ว่าอาจเกิดความขัดแย้งขึ้นจากปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งนายทรัมป์เคยระบุว่ามีแนวทางจะจัดการปัญหาเกาหลี เหนือด้วยตัวเอง ไม่ว่าจีนจะช่วยหรือไม่ก็ตาม อีกทั้งสหรัฐฯเพิ่งส่งกองเรือจู่โจมที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนีมิตซ์ “ยูเอสเอส คาร์ล วินสัน” เป็นเรือธงแล่นเข้าสู่คาบสมุทรเกาหลี เพื่อส่งสัญญาณปรามเกาหลีเหนือ ที่อาจทำการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธอีก ซึ่งคาดว่าอาจจะมีขึ้นในช่วงเฉลิมฉลอง “วันแห่งพระอาทิตย์” หรือวันครบรอบวันเกิดปีที่ 105 ของนายคิม อิล-ซุง อดีตผู้นำผู้ก่อตั้งประเทศผู้ล่วงลับ และเป็นปู่ของคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน

สำหรับระเบิดเอ็มโอเอบี หรือมารดาแห่งระเบิด มีน้ำหนัก 21,600 ปอนด์ (ประมาณ 9,800 กก.) ยาว 9 เมตร นำวิถีด้วยระบบจีพีเอส ติดร่มชูชีพเพื่อควบคุมระดับความเร็วและช่วงเหมาะสมจะจุดติดระเบิดก่อนตกถึงพื้น มีความรุนแรงระเบิดเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นทีขนาดหนัก 11 ตัน ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปี 2545-2546 หรือในช่วงสงครามอิรัก โดยบริษัทไดเนติคส์ สำนักงานอยู่รัฐอลาบามาของสหรัฐฯ ราคาลูกละ 16 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 560 ล้านบาท) ทดสอบครั้งสุดท้ายเมื่อเดือน มี.ค.2546 ก่อให้เกิดกลุ่มควันดอกเห็ดขนาดยักษ์พุ่งสู่ฟ้าสูงถึง 32 กิโลเมตร ทั้งนี้ เอ็มโอเอบียังไม่ใช่ระเบิดขนาดใหญ่ที่สุดที่ไม่ใช่ระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ แต่ยังมีระเบิดขนาดใหญ่กว่า เป็น “อาวุธเจาะทะลุขนาดมหึมา” หรือเอ็มโอพี ขนาดหนัก 30,000 ปอนด์ ใช้สำหรับระเบิดทำลายบังเกอร์ขนาดใหญ่และอุโมงค์ใต้ดิน

อย่างไรก็ดี แม้จะมีพลังอานุภาพทำลายล้างมากโข แต่เอ็มโอเอบียังถือว่าห่างไกลกับศักยภาพการทำลายล้างของระเบิดนิวเคลียร์ที่อานุภาพทำลายล้างเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นทีที่มีน้ำหนัก 15,000-20,000 ตัน และยังเทียบไม่ได้กับอาวุธมหาประลัยที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอย่างระเบิด “บิดาแห่งระเบิดทั้งมวล” (เอฟโอเอบี) ของรัสเซีย ที่มีรัศมีทำลายล้างเกือบ 1,000 ฟุต และมีความรุนแรงขนาดเท่าทีเอ็นทีเกือบ 44 ตัน ซึ่งรัสเซียพัฒนาขึ้นในปี 2550 เป็นระเบิดแบบผสมผสานเชื้อเพลิงอากาศ ทำให้เกิดแรงระเบิดหนักหน่วงทะลุทะลวงเป้าหมาย และทำลายโครงสร้าง แต่ไม่มีการปล่อยกัมมันตภาพรังสีใดๆออกมา