บริการข่าวไทยรัฐ

เปิดโมเดลธุรกิจค้าปลีก 4.0 รุกพร้อมกันทั้งออฟไลน์-ออนไลน์

ด้วยอิทธิพลของโลกยุค 4 จี สังคมออนไลน์เฟื่องฟู ได้ส่งผลกระทบต่อหลากหลายธุรกิจที่ต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง

หนึ่งในธุรกิจที่ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนรับยุค 4 จี ก็คือ ธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลง หันมาสั่งซื้อทางออนไลน์กันมากขึ้น

จนส่งผลให้ในหลายๆห้างดัง หลายๆร้านค้าที่เป็นเชนใหญ่ๆในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา ต้องทยอยปิดสาขา เพราะลูกค้าเข้าร้านค้าน้อยลง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงหลายปีนี้ บรรดาค่ายค้าปลีกในบ้านเราได้ทุ่มงบสร้างสารพัดช่องทางขายออนไลน์ตามเทรนด์ของโลก

โดย ณ วันนี้ จะเห็นได้ว่าแต่ละค่ายได้เร่งงัดไม้เด็ดออกมากระตุ้นให้เกิดการทดลองสั่งซื้อ และสร้างฐานลูกค้าเพิ่มให้มากที่สุด บวกกับการเกิดขึ้นของดีลใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อกิจการ “ลาซาด้า” ของ “อาลีบาบา” ยักษ์ใหญ่จากจีน และการเข้าซื้อกิจการ “ซาโลร่า” ของกลุ่มเซ็นทรัล

สร้างแรงสั่นสะเทือนตลาดอีคอมเมิร์ซให้มีความคึกคักและดุเดือดยิ่งขึ้น!!!

“กลุ่มเซ็นทรัล” พลิกโมเดลธุรกิจ

ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่าง “กลุ่มเซ็นทรัล” นำโดย “ทศ จิราธิวัฒน์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้ออกมาประกาศชัดว่า วันนี้ การทำธุรกิจค้าปลีกจะทำแบบเดิมๆไม่ได้แล้ว

กลุ่มเซ็นทรัลต้องปรับตัวและต้องเปลี่ยน ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคทั่วโลกเฉลี่ย 1 นาที มีการค้นหาข้อมูลใน google ประมาณ 4 ล้านครั้ง ดู Youtube 4 ล้านยอดวิว มีการโพสต์ Facebook 3.3 ล้านโพสต์ มีการใช้ข้อมูลอินเตอร์เน็ต 2.5 เทระไบต์ (Terabyte) และมีการซื้อ-ขายออนไลน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่คนเดินห้างสรรพสินค้าบางตา

กลุ่มเซ็นทรัลจึงได้ประกาศทุ่มเม็ดเงินกว่า 45,534 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่ลงทุนไป 39,000 ล้านบาท ขยายการลงทุนต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนใหญ่เชื่อมโยงธุรกิจออนไลน์และออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโลกดิจิทัล

“ปีนี้จะใช้เงินลงทุนพัฒนาและวางระบบออนไลน์ เทคโนโลยี รวมถึงโลจิสติกส์ 3,000-4,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาทในปี 2561 เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ Digital Centrality ที่มีเป้าหมายเชื่อมโยงธุรกิจออนไลน์กับออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงเชื่อมโยงลูกค้าครอบคลุมทั่วโลกด้วย ตั้งเป้า 5 ปีนับจากนี้ สัดส่วนยอดขายจากช่องทางออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัลจะเพิ่มเป็น 15% จากปัจจุบันที่มีแค่ 1%”

กลุ่มเซ็นทรัล มีจุดแข็งเรื่องการทำธุรกิจออฟไลน์ ที่ทำมายาวนานกว่า 70 ปี ขณะที่ธุรกิจออนไลน์เพิ่งเริ่มหัดเดิน แต่ก็พร้อมเดินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเชื่อมโยงลูกค้าผ่านโลกออนไลน์และออฟไลน์ทั่วโลกให้เป็นหนึ่งเดียว

โดยส่วนตัวเชื่อว่า ธุรกิจออฟไลน์กับออนไลน์เชื่อมต่อกันได้ การทำธุรกิจค้าปลีก ณ วันนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เป็นค้าปลีกรุ่นใหม่ ดังนั้นกลุ่มเซ็นทรัลต้องเร่งขยายการลงทุนไปที่เทคโนโลยีเป็นหลัก จากเดิมที่เน้นซื้อที่ดินและการก่อสร้างห้างฯและศูนย์การค้าในเครือฯ และต้องปรับใหม่หมดทั้งการบริหารจัดการ บุคลากร เพื่อรับมือ

นายทศเผยว่า แผนของกลุ่มเซ็นทรัล สิ่งที่จะเปลี่ยนในปีนี้ คือ ต้องให้องค์กรมีความพร้อมรองรับโลกธุรกิจค้าปลีกในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องของ “คน” ต้องปรับใหม่ ให้ความสำคัญในกระบวนการ “ปรับความคิด” เนื่องจากประสบการณ์และความสำเร็จเดิมๆของคนทำงานเก่าๆ เริ่มไม่ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การดึงคนรุ่นใหม่มาร่วมงาน ถือเป็นกุญแจสำคัญช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ทันสมัย

ด้าน “ปิยวรรณ ลีละสมภพ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ย้ำว่าห้างเซ็นทรัลจะขยายธุรกิจไปสู่ออนไลน์มากขึ้น โดย 5 ปีนับจากนี้ จะใช้เงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท วางระบบและสร้างแพลตฟอร์ม เพื่อให้เว็บไซต์ของเซ็นทรัล ได้เป็นห้างฯเซ็นทรัล สาขาที่ 22 จากปัจจุบันที่มีสาขาออฟไลน์เปิดให้บริการอยู่ทั่วประเทศ 21 สาขา และสามารถช็อปปิ้งได้ 24 ชั่วโมง

“ขณะนี้ยอดขายออนไลน์ได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การใช้จ่ายต่อบิลต่อคนมีสูงถึง 3,000 บาท โดยสินค้าหลักที่ลูกค้าซื้อ คือ เครื่องสำอาง รองลงมาเป็นสินค้าแฟชั่น สินค้าเกี่ยวกับบ้าน จากจำนวนสินค้าที่วางขายในช่องทางออนไลน์ทั้งหมด 100,000 รายการ ในอีก 5 ปีบริษัทฯมีเป้าหมายเพิ่มสินค้าวางขายในช่องทางออนไลน์เพิ่มเป็น 500,000 รายการ
และมียอดขายเพิ่มเป็น 15% ของยอดรายได้รวมบริษัทฯ จากปัจจุบันมีแค่ 1% ของยอดรายได้รวมโดยปี 2559 บริษัทมียอดรายได้ 47,000 ล้านบาท”

เดอะมอลล์ย้ำช้าแต่ชัวร์

ด้านกลุ่มยักษ์ใหญ่ศูนย์การค้าอย่าง “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” ซึ่งดูภายนอกอาจจะมีเสียงค่อนขอดว่าไม่ค่อยตื่นตัวเรื่องค้าปลีกออนไลน์ “วรลักษณ์ ตุลาภรณ์” ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดใจว่าที่เดอะมอลล์กรุ๊ปดูใหม่มากๆเรื่องค้าปลีกออนไลน์นั้นไม่ได้ชักช้า แต่อยากให้มั่นใจ

ที่สำคัญ ไม่อยากให้ลูกค้ามองเราว่าเป็นออฟไลน์หรือออนไลน์ เราอยากให้มองภาพของเดอะมอลล์ กรุ๊ปเป็น “ซิงเกิล วิว” คือ เป็นภาพเดียวกัน

การทำธุรกิจของเดอะมอลล์ กรุ๊ป มีการวางแผนเป็นเฟส เพราะต้องศึกษาและดูความต้องการของลูกค้าด้วยว่าต้องการอะไร ไม่ใช่ยกห้างฯหรือศูนย์การค้าเข้าไปไว้บนออนไลน์เลยในทันที ต้องดูความต้องการซื้อจริงด้วย เพราะตลาดประเทศไทย ไม่เหมือนสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก ที่คนทำงานยุ่ง ไม่มีเวลา ธุรกิจออนไลน์ถึงเติบโตและตอบโจทย์ แต่คนไทยจะซื้ออะไรต้องศึกษา ดู และลองสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ

โดยในเฟสแรก ประมาณเดือน พ.ค.นี้ จะทำในรูปของ “โซเชียลคอมเมิร์ซ” การสั่งซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มของโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม โดยการลิงค์ให้ลูกค้าเข้ามาหาเราได้จากทุกช่องทาง ซึ่งจะเลือกโพสต์เฉพาะสินค้าที่ลูกค้ามีความต้องการเท่านั้น เฉลี่ยวันละ 10 ตัว และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มอาหาร กีฬา และสินค้าใหม่ เป็นต้น ช่วงแรกจะทดลองขายเฉพาะฐานลูกค้า M Card ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่มีจำนวนสมาชิกกว่า 3.5 ล้านใบก่อน จากนั้นจะเปิดขายให้ลูกค้าทั่วไปในเดือน ก.ย.นี้

สำหรับเฟส 2 จะเห็นในช่วงไตรมาส 3 นี้ โดยอาจเป็นการยกห้างฯและศูนย์การค้าของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ทั้งเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ สยามพารากอน และบลูพอร์ตเข้าไปอยู่บนออนไลน์

“เป้าหมายใหญ่ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป คือ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ อยากให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่กับห้างฯและศูนย์การค้าของเราให้นานที่สุด ทั้งบนหน้าจอและในสโตร์ เพื่อเพิ่มยอดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น”

กลุ่มสยามพิวรรธน์พร้อมลุย

อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ธุรกิจศูนย์การค้าอย่าง บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้บริหารโครงการศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ พาราไดซ์ พาร์ค และหนึ่งในพันธมิตรโครงการ “ไอคอนสยาม” ได้เริ่มเดินหน้ารับมือกับโลกออนไลน์

“ศิริเพ็ญ อินทุภูติ” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ เผยว่า บริษัทได้เดินหน้าขยายช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น เพื่อรับ

การเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล และพฤติกรรมของลูกค้าที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
การทำออนไลน์ของกลุ่มสยามพิวรรธน์ได้ทำมา 3 ปีแล้ว มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ที่ผ่านมาเป็นการทำออนไลน์ควบคู่ออฟไลน์ แต่ยังไม่มีการค้าขายออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซ ซึ่งรวมถึงการทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาท เปิดแมกกาซีนออนไลน์ที่รวบรวมเนื้อหาความสนใจและการให้แรงบันดาลใจกับลูกค้า กลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป

และเฟส 2 จะขยายธุรกิจเข้าสู่อีคอมเมิร์ซ โดยได้อัดเงินหลายพันล้านบาท พัฒนาและวางระบบเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงโลจิสติกส์ เพื่อให้ศูนย์การค้าในเครือฯ สามารถทำธุรกิจซื้อ-ขายออนไลน์ได้เต็มรูปแบบในสิ้นปีนี้

“เรายังเชื่อมั่นว่า ยังมีลูกค้าที่หาข้อมูลทางออนไลน์ และมาช็อปปิ้งซื้อสินค้าในห้างฯ และศูนย์การค้า เนื่องจากได้เห็นสินค้าจริง และได้ลอง ขณะที่ยังมีบางกลุ่มหาข้อมูล ดูสินค้าในช็อป ในศูนย์การค้า และกลับไปซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ”

“บิ๊กซี” ลุยเต็มสูบโลกออนไลน์

สำหรับการแข่งขันของธุรกิจช็อปปิ้งออนไลน์ในธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ต กลับดูเหมือนจะรุนแรงกว่าธุรกิจศูนย์การค้า

สำหรับกลยุทธ์ช็อปปิ้งออนไลน์ที่ค่ายบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ หนึ่งในยักษ์ใหญ่ธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตเลือกหยิบมาใช้ยังคงไม่ต่างจากการแข่งขันในสโตร์ ที่เน้นขายสินค้าหลากหลาย ราคาประหยัด ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครายย่อย และผู้ประกอบการ ซึ่งสามารถสั่งซื้อได้ทั้งเพื่อการบริโภคในบ้าน ผ่าน “Big C Big Service ช็อปปิ้งออนไลน์” และซื้อครั้งละมากๆ ผ่านบริการ “ช็อปปิ้งออนไลน์ ของบิ๊กซี จัมโบ้”

“วรวุฒิ วาริการ” ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายการพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) เผยว่าการขยายทำธุรกิจออนไลน์ของบิ๊กซี ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ยอดสั่งซื้อเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สินค้าที่ขายดีสุด คือ กลุ่มสินค้าบริโภค และเติบโตดีที่สุด คือ กลุ่มสินค้าแม่และเด็ก จากสินค้าที่มีมากกว่า 20,000 รายการ

ปีนี้ บิ๊กซียังคงเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดกับลูกค้าที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์

“สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การใช้สาขาบิ๊กซี ช่วยกระจายสินค้าและต่อยอดการทำกลยุทธ์การตลาดออนไลน์เชื่อมโยงกับออฟไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับลูกค้า”

“เทสโก้ โลตัส” ฟุ้งรายแรกบุก “ออนไลน์”

ด้านยักษ์ใหญ่ธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตในบ้านเราอย่าง “เทสโก้ โลตัส” เผยว่าตัวเองเป็นค้าปลีกรายแรกๆที่เริ่มบุกเบิกอย่างจริงจัง โดยเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2555

“จอห์น คริสตี้” ประธานกรรมการบริหารของบริษัท เอกชัย ดิสทรีบิวชั่น ซิสเทม เจ้าของเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลในประเทศไทยเติบโตขึ้นรวดเร็วมาก เพราะลูกค้าในยุคนี้ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล และการซื้อสินค้าทุกประเภท เทสโก้ โลตัส จึงเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้มานาน

สำหรับธุรกิจออนไลน์ของเทสโก้ โลตัส ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

1.อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์ม จำหน่ายสินค้าออนไลน์ ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1.เทสโก้ โลตัส ช็อป ออนไลน์ ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2555 จำหน่ายสินค้ากว่า 20,000 รายการ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ โมบายไซต์ และโมบาย แอพพลิเคชั่น, 2.ร้านค้าเทสโก้ โลตัส บนเว็บไซต์ “ลาซาด้า” ที่จำหน่ายสินค้ากว่า 12,000 รายการ, และ 3.ร้านค้าเทสโก้ โลตัส บนเว็บไซต์ “วีเลิฟช็อปปิ้ง” จำหน่ายสินค้ากว่า 4,000 รายการ กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้หญิง

และ 2.ดิจิทัล คอนเนกชั่น ช่องทางออนไลน์ที่สื่อสารกับลูกค้าโดยตรงทุกวัน คือ เฟซบุ๊ก ของเทสโก้ โลตัส, ไลน์ ให้ลูกค้าทราบถึงรายการโปรโมชั่น ข่าวสาร สินค้าใหม่, เทสโก้ โลตัส โมบาย แอพพลิเคชั่น ให้ลูกค้ารับข้อมูล ข่าวสารโปรโมชั่น, คลับการ์ด โมบาย แอพพลิเคชั่น ให้สมาชิกคลับการ์ดตรวจสอบแต้มสะสม พร้อมดาวน์โหลดคูปองเงินสด ส่วนลด และสิทธิพิเศษต่างๆได้ผ่านทางสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

“ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์ของเทสโก้ โลตัส โตก้าวกระโดดทุกๆปี คือ ความเข้าใจในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมการให้บริการในรูปแบบที่ตอบโจทย์ลูกค้าบนโลกออนไลน์ได้ตรงจุด”

หลับตาก็รู้ว่า นับแต่นี้ การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในบ้านเราจะเพิ่มความดุเดือดเข้มข้นมากขึ้นทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์

เพราะกลุ่มค้าปลีกของไทยยังมีความมั่นใจว่าในส่วนของออฟไลน์ยังเติบโตต่อไปได้ เพราะแต่ละรายได้มีการปรับตัวให้ศูนย์การค้าเป็นศูนย์รวมของการใช้ชีวิตของผู้คนยุคใหม่ โดยนอกจากมาตากแอร์เพื่อคลายร้อนแล้ว ยังมาพักผ่อน พบปะสังสรรค์ จึงได้ปรับตัวห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าให้รองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ จึงเป็นศูนย์รวมของร้านค้า ร้านอาหาร ศูนย์รวมแฟชั่น ความบันเทิง เทคโนโลยี รวมทั้งการศึกษา

กลุ่มค้าปลีกในบ้านเราจึงสร้างโมเดลธุรกิจที่ไปควบคู่กันระหว่างโลกออฟไลน์และโลกออนไลน์ นั่นคือ โมเดล “Omni-Channel” ซึ่งเป็นการเข้าถึงลูกค้าในทุกช่องทางและการใช้ทุกช่องทางในการดึงดูดลูกค้า

ยิ่งการที่คนไทยตื่นตัวในเรื่องเทคโนโลยีสื่อสารอย่าง 4 จีมากขึ้น นั่นหมายความว่าสงครามบนโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์จะยิ่งมีการสู้รบแหลมคม

เพราะไม่มีใครยอมเป็นกระสอบทรายเคลื่อนที่ให้คู่แข่งไล่ถลุงฝ่ายเดียว!!!

ทีมเศรษฐกิจ