วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โชกุนรับ-ไม่ได้จองตั๋วบิน ปปง.อายัดบัญชีแล้ว 3 ล้าน

ชวน ‘ดารา’ มาสร้างภาพ ผบก.ป.เผยคล้ายยูฟัน

“ฐิติราช” ประสาน ปปง. ยึดเงินในบัญชีซินแส โชกุนแล้ว 3 ล้านบาท พร้อมเร่งหาหลักฐานเชื่อมโยงคดีหมิ่นเบื้องสูง ขณะที่ผู้การ กองปราบฯชี้ คดีคล้ายยูฟัน ด้านซินแสโชกุนเริ่มอ่อน รับนำเงินเหยื่อกว่า 50 ล้านบาท ไปหมุนจัดกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งจัดทริปเที่ยวต่างประเทศชวนเชื่อ อ่วมอีก ศาลออกหมายจับฉ้อโกงอีกคดี หลังตุ๋น 2.2 แสน พาเด็ก 9 ขวบไปถ่ายแบบที่ญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน ตำรวจจ่อเรียกสอบดาราที่ถูกนำมาประชาสัมพันธ์สร้างภาพ กระทรวงพาณิชย์ ล้อมคอกรับเป็นเจ้าภาพถกร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัดวงจรมิจฉาชีพ 18 เม.ย.นี้

ภายหลังตำรวจจับกุมทอมแสบจอมตุ๋น น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือ น.ส.ศรัณย์พัชร์ กิติขจรพัชร์ หรือซินแสโชกุน พร้อมพวก รวม 9 คน ได้ที่ จ.ระนอง เมื่อเย็นวันที่ 12 เม.ย. หลังร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการหลอกลวงผู้เสียหายกว่า 1,000 คน เดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น โดยผู้เสียหายทั้งหมดเป็นสมาชิกขายตรงอาหารเสริมยี่ห้อออลลิเชียน ของบริษัทเวลท์ เอเวอร์ จำกัด ที่มี น.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุน เป็นผู้บริหาร ใช้วิธีโฆษณารับสมัครสมาชิกด้วยเงินลงทุนหัวละ 9,730 บาท ได้โปรโมชั่นไปเที่ยวญี่ปุ่นฟรีช่วงระหว่างวันที่ 11-16 เม.ย. แต่ไม่สามารถไปได้จริง จนเกิดความโกลาหลวุ่นวายไปทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อค่ำวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา เบื้องต้นผู้เสียหาย 470 คน เข้าแจ้งความ ค่าเสียหายกว่า 20 ล้านบาท สำหรับ น.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุน มีประวัติถูกจับ 6 คดี 3 หมายจับ เปลี่ยนชื่อนามสกุล 10 ครั้ง เปลี่ยนชื่อบริษัท 7 ครั้ง อย่างไรก็ตาม หลังซินแสโชกุนถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินด่วนเข้ากรุงเทพฯ มี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ไปรับตัว น.ส.พสิษฐ์ ที่กองบินตำรวจ ท่าแร้ง เมื่อกลางดึกวันเดียวกัน

“บิ๊กปู” คุมตัวสอบต่อกองปราบฯ

ความคืบหน้าภายหลัง น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน อายุ 30 ปี ทอมแสบ ถูกคุมตัวมาถึงกองบินตำรวจ ท่าแร้ง โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ได้สอบปากคำเบื้องต้น จนกระทั่งเวลา 00.10 น. วันที่ 13 เม.ย. พล.ต.อ.ศรีวราห์เปิดเผยสั้นๆว่า ศาลอนุมัติหมายจับข้อหาฉ้อโกงประชาชนเท่านั้น เมื่อถามว่ากรณีมีพฤติกรรมผิดตามมาตรา 112 พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า ต้องรอในขั้นตอนต่อไป ยืนยันว่าตำรวจทำตามกฎหมาย ผิดว่าไปตามผิด ส่วนผู้เสียหายก็ฝากให้เข้าแจ้งความเพื่อเอาผิดผู้ต้องหา จากนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ได้ควบคุมตัว น.ส.พสิษฐ์ไปสอบปากคำต่อที่กองบังคับการปราบปราม พหลโยธิน โดยพาขึ้นรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคอมมิวเตอร์ สีขาว ทะเบียน ฮภ 2031 กรุงเทพมหานคร มีรถวิทยุกองปราบปรามเปิดไฟวับวาบ ส่วนนางมณฑญาณ์ นิรันดร น.ส.ทัศย์ดาว สมัครกสิกรรณ์ และนายก้องศรัณย์ แสงประภา ที่ถูกคุมตัวมาพร้อมกัน ทหารนำไปควบคุมตัวที่ มทบ.11

บิ๊กตำรวจรอซัก ผู้เสียหายรอแจม

ต่อมาเวลา 00.50 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ พร้อมกำลังตำรวจกองปราบปราม ได้คุมตัว น.ส.พสิษฐ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญารัชดา เลขที่หมายจับ 939/2560 ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน เดินทางมาถึงกองบังคับการปราบปราม ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวซินแสโชกุนที่มีสีหน้าเรียบเฉย เดินลงจากรถตู้เข้าไปยังห้องประชุม 2 หรือห้อง ศปก.บก.ป.มี พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.ส.4 นั่งรอสอบปากคำ นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียหายบางส่วนเข้าร่วมฟังภายในห้องอีกด้วย

ปฏิเสธไม่ผิดตามข้อกล่าวหา

จากนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ เปิดโอกาสให้ น.ส.พสิษฐ์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าว โดย น.ส.พสิษฐ์กล่าวว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ไม่ได้ฉ้อโกงประชาชน แท้ที่จริงแล้ว ได้เปิดบริษัทขายสินค้าออนไลน์ ชวนผู้ที่สนใจมาเข้าร่วมทำ และได้จัดโปรโมชั่นออกมาหลายอย่าง จนทราบว่าสิ่งที่ทำให้คนสนใจคือการท่องเที่ยว จึงจัดทริปไปท่องเที่ยวมาหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค. ปี 59 ได้ชวนผู้ที่สนใจมาร่วมทำงาน กระทั่งเดือน ม.ค. สมาชิกบอกว่าไม่มีเงินลงทุน แต่สามารถหาคนได้ จึงได้ไปหาสินค้าที่ดีๆ มาขายให้กับผู้ที่สนใจร่วมลงทุน พอปลายเดือน ม.ค.60 ไปจดทะเบียนเป็นรูปแบบของบริษัท จึงพาสมาชิกไปเที่ยวฮ่องกง เพราะมีผู้ที่สนับสนุนเงินทุนอยู่ที่ฮ่องกง รู้จักและสนิทกันตั้งแต่สมัยก่อนที่จะเป็นซินแส เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ และดูดวงที่ฮ่องกงจึงมีคนนี้คอยสนับสนุนตลอดมา

คุยเพิ่งพา 200 สมาชิกไปโอซากา

ซินแสโชกุนกล่าวต่อว่า ต่อมาได้เริ่มปรึกษากันในกลุ่มว่าทำอย่างไรให้ยอดขายโตเร็ว เพราะสินค้าแต่ละตัวราคาค่อนข้างสูง สรุปว่าต้องมีการโปรโมต ดีกว่าจ้างดารานักแสดงเป็นพรีเซ็นเตอร์ เช่นช่วงแรก ซื้อผลิตภัณฑ์ให้คนที่สมัครสมาชิกกินฟรี เมื่อกินแล้วดี จะได้บอกต่อให้คนอื่นทราบ ถ้าสมาชิกคนใดทำยอดขายได้มาก จะได้ไปเที่ยวที่อื่นๆ ตามแต่โปรโมชั่นตามระยะเวลาที่กำหนด จนกลายเป็นที่โด่งดัง อย่างเช่นเดือน ก.พ.60 จัดทริปไปเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น 40 กว่าคน เป็นพ่อทีมแม่ทีม ที่เสียค่าสมัคร 500 บาท และได้ไปเที่ยวฟรี เพื่อให้พ่อทีมแม่ทีมมีโปรไฟล์ที่ดี กลับมาจะได้มาโฆษณาให้เพื่อนๆทราบ จนกระทั่งจัดทริปเพิ่มตามกลุ่มต่างๆ ล่าสุดทริปโอซากา 200 กว่าคน เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ตนไม่ได้ไปติดขัดทางเทคนิค ได้ส่งคนสนิทไปดูแลแทน ส่วนตนดูแลลูกทีมที่ประเทศไทยต่อ

แจงวุ่นเพราะเช่าเหมาลำไม่ได้

น.ส.พสิษฐ์กล่าวต่อว่า จนมารอบนี้เมื่อวันที่ 11 เม.ย. มีการจองตั๋วเครื่องบินไว้เรียบร้อยแล้ว ได้แยกเป็นกลุ่มๆไว้ ได้ให้นายทุนที่อยู่ฮ่องกงเป็น คนประสาน จัดสรรที่นั่งมาให้ว่าแต่ละคนจะได้นั่งที่นั่งอะไร เที่ยวบินใด แต่ไม่ทราบว่าไม่สามารถเช่าเหมาลำจากประเทศไทยไปที่โอซากาได้ มาทราบทีหลังว่าต้องทำเรื่องจองล่วงหน้า 3-5 เดือน จึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

อ้างออกาไนซ์พาสมาชิกเข้าเฝ้าฯ

ซินแสโชกุนกล่าวอีก สำหรับกรณีหากไปถึง ที่หมายจะมีการนำสมาชิกของบริษัทเข้าเฝ้าฯ และจะมีบุคคลพิเศษจากสำนักพระราชวังมาเป็นประธานเปิดงานให้กับบริษัทนั้น ทางออกาไนซ์ผู้จัดงานเป็นคนดำเนินการให้ทั้งหมด ระบุว่าจะทำหนังสือเชิญบุคคลสำคัญในสำนักพระราชวังมาเปิดงาน แต่ตนจำชื่อไม่ได้

เปลี่ยนชื่อ-นามสกุลเพราะความเชื่อ

“ผมยืนยัน ไม่เคยโปรโมตทริปทัวร์ จะบอก เสมอว่าเราขายสินค้าอาหารเสริม เมื่อสมาชิกเข้ามาซื้อสินค้า เราจะพาไปเที่ยว แต่เนื่องจากมีพ่อทีมแม่ทีมที่มีหลายสายไปชักชวนเพื่อนๆมาจำนวนมาก จนไม่สามารถตรวจสอบและควบคุมได้ ส่วนสาเหตุที่ เปลี่ยนชื่อและนามสกุลหลายครั้งเพราะเป็นความเชื่อส่วนตัว ไม่ได้เปลี่ยนหนีคดี และชื่อนามสกุลล่าสุด รวมเลขศาสตร์ได้ 97 ตามความเชื่อของผม ในครั้งนี้ที่ไปอยู่ระนอง ตอนแรกได้เตรียมตัวจะไปสนามบินแล้ว ก่อนจะออกเดินทางได้ไลน์ไปคุยกับสมาชิกบางคนว่าจะไปถึงสนามบินประมาณเที่ยงคืน แต่สมาชิกไปถึงสนามบินเร็วกว่ากำหนดเวลาเดิมที่นัดหมายไว้ ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์โกลาหลอะไรที่สนามบิน แต่มีแม่ทีมได้ไลน์มาบอกว่าอย่าเพิ่งไปที่สนามบิน อาจจะมีปัญหาอื่นๆตามมา” น.ส.พสิษฐ์กล่าว

ไม่ได้หนี อ้างตั้งหลักหาเงินชดใช้

ซินแสโชกุนยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่ได้หลบหนี เพียงไปปรึกษากับเพื่อนว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้างที่สามารถนำมาประกันตัวได้และชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนเท่าที่จะทำได้กับผู้เสียหาย 500 กว่ารายที่มาร้องเรียนที่ บก.ป. ส่วนการคืนเงินให้ผู้เสียหายต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้เสียหายสมัครที่ทีมไหน ให้นำหลักฐานมายืนยัน จึงจะคืนเงินเป็นรายบุคคลได้ ทั้งนี้ มีหลักฐานการจองตั๋วเครื่องบินกับโรงแรมอยู่แล้วในอีเมล แต่วันนี้ไม่ได้นำรายละเอียดการจองมา แต่จะให้ทนายความเป็นผู้จัดการต่อไป

พูดจาเฉไฉ เหยื่อโกรธชี้หน้าแช่ง

จากนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสอบถาม น.ส.พสิษฐ์ ตลอดการสอบถามมีคำเหน็บแนม ด่าทอ สาปแช่ง ผู้เสียหายอยากให้ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องสินค้า การจ่ายเงิน กลับได้รับคำบ่ายเบี่ยงจะให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินการอย่างเดียว โดยผู้เสียหายต้องนำเอกสารหลักฐานทุกอย่างมายื่นทนายเท่านั้น จุดประกายความเคียดแค้นอีกครั้งให้กับเหยื่อ มีผู้เสียหายบางรายเลือดขึ้นหน้าสุดขีด ชี้หน้าสาปแช่งแล้วลุกออกจากห้องไปด้วยความแค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องคอยห้ามปรามให้ใจเย็นๆ จนต้องยุติการแถลงดังกล่าว ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ก่อนจะสอบปากคำอย่างละเอียด

เหยื่อสกลฯโดนตุ๋นไป 3 แสน

นายนพดล บุญประคอง อายุ 34 ปี ชาว จ.สกลนคร หนึ่งในผู้เสียหายได้เดินทางมาที่ บก.ป.และร่วมฟัง น.ส.พสิษฐ์ให้การในเบื้องต้นว่า รู้สึกไม่คาดหวังว่าจะได้เงินคืน จำนวนเงินที่เสียไปรวมคนในครอบครัวแล้วมีมูลค่ากว่า 3 แสนบาท ที่ผ่านมา ยังไม่เคยได้รับสินค้าจากการเป็นสมาชิกแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตนเชื่อในกระบวนการยุติธรรมที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาได้ ขณะที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า จะดำเนินการตามกฎหมายอาญาให้เต็มที่ ส่วนการเรียกร้องค่าเสียหายเป็นทางแพ่ง ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ ต้องให้ผู้เสียหายไปฟ้องทางแพ่งเอง หลังจากนี้จะควบคุมผู้ต้องหาไว้ 48 ชม. ก่อนจะควบคุมตัวไปฝากขังที่ศาลอาญารัชดาต่อไป

นอนคุก ป.ไม่เครียด-ไม่หลับ

กระทั่งเวลา 03.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม นำซินแสโชกุนมาควบคุมไว้ในห้องขังชั้นล่างของอาคารกองปราบปราม ภายในห้องขังดังกล่าวไม่มีผู้ต้องหาอื่นอยู่ร่วมด้วยแต่อย่างไร โดย ร.ต.ท.สำเริง ใจเย็น รอง สว.กก.ฝอ.บก.ป.เข้าเวรดูแลอยู่หน้าห้องขัง กล่าวว่า หลังจากที่ซินแสโชกุนถูกนำตัวเข้ามาควบคุมในห้องขังแล้ว จากการสังเกตพบว่าผู้ต้องหาไม่มีอาการเครียด ยังคงพูดจาอย่างสบายใจ ตนยังให้หมอนไปหนุนหัวนอนอีกด้วย แต่ทั้งคืนก็ไม่เห็นผู้ต้องหาหลับ

กลับตาลปัตรหลังทนายมาพบ

ร.ต.ท.สำเริงกล่าวต่อว่า ช่วงเวลา 08.00. น. มีผู้หญิงมาเยี่ยมอ้างเป็นเพื่อนไม่ยอมบอกชื่อ นำเสื้อผ้าและข้าวกล่องมามอบให้ไว้ ก่อนจะเดินทางกลับไป ต่อมามีทนายความมาพบผู้ต้องหาพูดคุยกันสักครู่ก็กลับ สังเกตเห็นว่าซินแสโชกุน มีอาการเครียดขึ้น รวมทั้งสีหน้าบอกถึงความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมกินข้าวที่เพื่อนฝากให้ นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายอีกหลายรายที่พยายามจะมาดูหน้าซินแสโชกุน ได้ห้ามไม่ให้มาออกันที่หน้าห้องขัง จนผู้เสียหายหลายๆรายมีสีหน้าผิดหวังเดินทางกลับไป

ยันลูกความไม่ได้คิดหนี

ขณะที่นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความ น.ส. พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุน เข้าพบพนักงานสอบสวน พร้อมขอเข้าพบเพื่อพูดคุยกับ น.ส.พสิษฐ์ ในเรื่องคดี หลังการพูดคุยเบื้องต้นนายนิติศักดิ์ทนายความยืนยัน ว่า เท่าที่ได้พูดคุยมา น.ส.พสิษฐ์ ยืนยันไม่ได้จะเดินทาง หนี ส่วนเหตุผลที่เดินทางไปจังหวัดระนอง เพราะหลังเกิดเหตุรู้สึกตกใจ จึงเดินทางไปตั้งหลัก ก่อนจะมีการติดต่อทนายความ เพื่อจะเดินทางเข้ามอบตัว แต่ติดขัดในเรื่องการเดินทางทำให้เดินทางไปไม่ทัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมตัว น.ส.พสิษฐ์ได้

ครอบครัวยังไม่ถูกออกหมายจับ

นายนิติศักดิ์กล่าวว่า ส่วนตัวเคยช่วยทำคดีเกี่ยวกับเช็คให้กับ น.ส.พสิษฐ์ มาแล้วครั้งหนึ่ง และไม่รู้ว่า น.ส.พสิษฐ์ ทำธุรกิจในลักษณะนี้ เพิ่งทราบจาก น.ส.พสิษฐ์ หลังได้พูดคุยช่วงที่ติดต่อให้ไปพบที่จ.ระนอง ขณะนั้นยังไม่มีการออกหมายจับ ต่อจากนี้ ต้องดูในข้อกฎหมาย จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วน เรื่องที่เจ้าหน้าที่จะเอาผิดในความผิดหมิ่นเบื้องสูงกับ น.ส.พสิษฐ์ หรือไม่ ต้องรอดูเจ้าหน้าที่ก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ยืนยันว่าขณะนี้มีเพียง น.ส.พสิษฐ์ เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ถูกออกหมายจับ ส่วนครอบครัวยังไม่มีการออกหมายจับใดๆทั้งสิ้น

“ฐิติราช”ประสาน ปปง.ยึดแล้ว 3 ล.

ต่อมาเวลา 10.30 น. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. เดินทางมาที่กองปราบปรามเพื่อติดตามความคืบหน้าคดี พร้อมเปิดเผยว่า ไม่มีความกังวลเรื่องการสอบปากคำ เพราะขณะนี้ได้ตัวผู้ต้องหาแล้ว ผู้ต้องหาสามารถพูดแสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้ แต่ตำรวจจะต้องตรวจสอบจากข้อมูลเชิงประจักษ์ คาดว่าภายหลังสงกรานต์จะมีการสอบสวน และได้ข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น ขณะนี้ได้ประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ในเรื่องการยึดทรัพย์แล้ว เพื่อไม่ให้เกิด โยกย้ายถ่ายโอนทรัพย์สิน แต่จากการตรวจสอบการทำธุรกรรมกับธนาคารของซินแสโชกุนนั้น เบื้องต้นทราบว่ามีเงินอยู่ประมาณ 3 ล้านบาท เงินบางส่วน ที่มีการแปลงสภาพไปเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้น จะเร่ง ตรวจสอบเพื่อจะได้นำเงินคืนสู่ผู้เสียหายให้เร็วที่สุด

เร่งหาพยานเชื่อมกรณีหมิ่นเบื้องสูง

ผบช.ก.กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ซินแสโชกุน อ้างสถาบันเบื้องสูง ผิดมาตรา 112 นั้น ตอนนี้หลักฐานเอกสารยังไม่มีความเชื่อมโยง อยู่ระหว่างการเร่งหาอุปกรณ์ติดต่อ เช่น โทรศัพท์ของซินแสโชกุน เป็นหลักฐานสำคัญ อีกทั้งตอนนี้พนักงานสอบสวนได้สืบทราบแล้วว่าเครือข่ายซินแสโชกุนนั้น มีผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่เป็นแม่ข่ายทั้งหมดประมาณ 30 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเชิญตัวทั้งหมดเข้ามาสอบปากคำ สำหรับการนำผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลอาญานั้น ตำรวจจะคัดค้านการประกันตัวแน่นอน เพราะผู้ต้องหาอาจจะไปยุ่งหรือทำลายพยานหลักฐานได้

ผู้การ ป. ยันคล้ายคดียูฟัน

ด้าน พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้า พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.เดินทางมาสอบปากคำ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน ผู้ต้องหาตามหมายจับ เป็นการสอบสวนในประเด็นติดตามเส้นทางการเงินเป็นหลัก เพราะคดีนี้จำเป็นต้องเน้นตรวจสอบร่องรอยทางการเงินที่คาด ว่าผู้ต้องหาจะนำเงินไปเก็บไว้ หรือนำไปซื้อแปลงเป็นทรัพย์สิน คดีนี้มีลักษณะการหลอกลวงคล้ายกับคดีของบริษัทยูฟัน จะต้องสืบหาผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด เพื่อนำมาดำเนินคดี

รู้ตัว 30 ผู้ร่วมแก๊งโชกุนแล้ว

ผบก.ป.กล่าวต่อว่า ในเวลา 10.00 น. วันพรุ่งนี้ (14 เม.ย.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอก เงิน (ปปง.) จะเข้ามาตรวจสอบร่องรอยทางการเงิน ว่ามีการโยกย้าย หรือแปรสภาพเงินไปที่ใดบ้าง ส่วนกรณีที่ตำรวจพบว่ามีผู้ร่วมขบวนการไม่ต่ำกว่า 30 คนนั้น มีข้อมูลครบถ้วนแล้วว่าเป็นใครบ้าง แต่ต้องดูความชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ในขั้นใด และมีเจตนาเพียงใด หากเพียงชักชวนไป เที่ยวด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้น ก็ย่อมแตกต่างกับ ผู้ที่เจตนาก่อเหตุ ยืนยันไม่เหมารวมว่าจะเป็นผู้ต้องหาทั้งหมด จะต้องตรวจสอบเป็นรายบุคคล

จ่อเรียกสอบนักแสดงรุ่นเก๋า

พล.ต.ต.สุทินกล่าวต่อว่า ส่วนเครือข่ายของโชกุนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ มทบ.11 อีก 8 คนนั้น ได้ส่ง พนักงานสอบสวนไปร่วมสอบสวน โดยจะตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงหรือไม่ หากพบความเชื่อมโยง จะดำเนินคดี ส่วนเรื่องการคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ต้องรวบรวมเงินของซินแสโชกุนให้ได้ก่อน ทั้งนี้ เมื่อ ได้ทรัพย์มาครบแล้ว จะนำมาเฉลี่ยกับจำนวนผู้เสียหาย ที่มาแจ้งความ ส่วนกรณีที่มีชื่อนักแสดงรุ่นเก๋าปรากฏในทริปไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล อาจแอบอ้างนำชื่อมาโปรโมต สร้างความน่าเชื่อถือ ต้องเชิญตัวมาสอบถามก่อน

ศาลออกหมายจับฉ้อโกงอีกคดี

พล.ต.ต.สุทินกล่าวต่อว่า ล่าสุดทราบว่าซินแสโชกุน และนายก้องศรัณย์ แสงประภา ถูกศาลออก หมายจับในข้อหาฉ้อโกงแล้ว เป็นคดีเก่าเมื่อปี 2559 ที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับ สน.ห้วยขวางไว้ อย่างไร ก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ พนักงานสอบสวนจะนำตัวซินแสโชกุนไปฝากขังที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ในเวลา 10.00 น. โดยท้ายคำร้องคาดว่าจะคัดค้านการประกันตัว และจะประสาน พ.ต.อ.อาคม รรท.ผกก.สน.ห้วยขวาง อายัดตัวไปดำเนินคดีต่อไป

ตุ๋น 2.2 แสนพาเด็กถ่ายแบบญี่ปุ่น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.อาคม จันทนลาช รองผบก.อก.บก.น.1 รรท.ผกก.สน.ห้วยขวาง เผยว่า ศาลแขวงพระนครเหนือออกหมายจับ น.ส.ภวิศ ภูริภัทร์เมฆินทร์ ลงวันที่ 13 เม.ย.60 และนายก้องศรัณย์ แสงประภา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง จากการตรวจสอบพบว่า น.ส.ภวิศ, น.ส.พสิษฐ์ และซินแสโชกุน คือบุคคลเดียวกัน เหตุเกิดเมื่อเดือน เม.ย.59 ซินแสโชกุนได้หลอกลวงผู้เสียหาย ติดต่อลูกผู้เสียหาย อายุ 9 ขวบ ไปถ่ายแบบที่ประเทศญี่ปุ่น มีค่าดำเนินการเบื้องต้นเป็นค่ามัดจำ 2.2 แสนบาท เมื่อโอนเงินไปแล้ว ได้พาผู้เสียหายและลูกผู้เสียหายไปประเทศญี่ปุ่น แต่ถ่ายแบบไม่ได้ อ้างติดขัดเรื่องทีม งาน ก่อนรับปากจะโอนเงินคืนให้ทั้งหมด แต่เมื่อกลับถึงไทยแล้ว ติดต่อซินแสโชกุนไม่ได้ จึงเข้า แจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวางไว้ ก่อนทราบภายหลัง เป็นคนเดียวกันกับที่ลอยแพผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมินั่นเอง ขณะนี้อยู่ ระหว่างทำหนังสือขออายัดตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีที่ สน.ห้วยขวาง ต่อไป

หมุนเงินเหยื่อ 50 ลบ. สร้างภาพ

มีรายงานด้วยว่า จากการสอบปากคำซินแสโชกุน ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยเผยว่ามีการนำเงินกว่า 50 ล้านบาท จากผู้เสียหายทั่วประเทศนำมาลงทุน แปลงเป็นทรัพย์สินอื่นๆหลายรายการ อาทิ คอนโดฯมูลค่า 2 ล้านบาท รถเบนซ์ 2.8 ล้านบาท รถยนต์หรูหลายคัน รวมทั้งทองคำ นอกจากนี้ ยังนำเงิน 19 ล้านบาท ไปใช้จ่ายในการจัดทัวร์พาสมาชิกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศในช่วงแรก รวมทั้งนำไปจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อสร้างภาพลักษณ์ สร้างความมั่นใจ และให้เกิดความน่าเชื่อถือ เป็นลักษณะของการหมุนเงิน หลังจากนี้จะต้องสอบปากคำผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนว่าการทำธุรกิจลักษณะดังกล่าวสามารถทำกำไรได้จริงหรือไม่ เพื่อนำมาประกอบสำนวน

เค้นจนรับไม่ได้จองตั๋วบินยุ่น

ขณะเดียวกัน บก.ปอท.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์ของซินแสโชกุน มีมากกว่า 6 เครื่อง ว่ามีเอกสารรายละเอียดสำคัญอะไรที่เชื่อมโยงและเป็นประโยชน์ในคดีหรือไม่ อย่างไรก็ดี เมื่อคืนที่ผ่านมา ทางซินแสโชกุนได้อ้างว่า มีการจองเครื่องบินและตั๋วโดยสารที่ใช้ในการเดินทางไปทริปญี่ปุ่น หลักฐานการจองอยู่ในอีเมล แต่จากการสอบปากคำอย่างละเอียดซินแสโชกุนได้สารภาพว่า ไม่ได้จองตั๋วโดยสาร และเครื่องบินแต่อย่างใด อ้างว่าจำนวนผู้เดินทางมีมากกว่าพันคนทำให้จองไม่ทัน

ใช้ดาราสร้างความน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนพบว่า ซินแสโชกุน ได้ชักชวนดารานักแสดง บุคคลที่มีชื่อเสียง อาทิ ติ๊ก ฉัตรมงคล บำเพ็ญ เฮเลน ศรีเทพ นักแสดงอิสระ และ ดร.พล ภูผาวัฒนากิจ แพทย์ชื่อดัง เข้าร่วมในแผนประชาสัมพันธ์บริษัทเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยในรายของฉัตรมงคล บำเพ็ญ นั้นมีการนำรูปภาพขณะเดินทางไปเที่ยวหัวหิน โดยเครื่องบินส่วนตัวแบบเหมาลำ ส่วนของเฮเลน ศรีเทพ และ ดร.พล ภูผาวัฒนากิจ ปรากฏรูปภาพในลักษณะเชิญชวนไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 11-16 เม.ย. ต้องเชิญมาให้ปากคำว่าถูกนำไปแอบอ้างหรือไม่

มีถ่ายภาพคู่ญาญ่าด้วย

นอกจากนี้ 1 ในเหยื่อซินแสโชกุนยังนำภาพซินแสโชกุนถ่ายภาพคู่กับนางเอกสาวญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาให้กับผู้สื่อข่าวดูพร้อมบอกว่า คุณแม่ของนางเอกสาวและเป็นผู้จัดการของสาวญาญ่า ได้ชี้แจงว่า เป็นการมาขอถ่ายรูปด้วยเท่านั้น ไม่ได้รู้จักส่วนตัว และถ่ายเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้

ก.พาณิชย์ เพิ่งตื่นหลังบิ๊กตู่สั่ง

วันเดียวกัน นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความกังวลและต้องการให้มีระบบการตรวจสอบล่วงหน้า ป้องกันมิให้เกิดปัญหาในทำนองเดียวกับ บริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด อีก ได้สั่งการและมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งหามาตรการควบคุม อุดช่องโหว่-ปิดช่องว่าง มิให้บริษัทที่ได้จดทะเบียนนำธุรกิจมาหาประโยชน์โดยมิชอบหลอกลวงประชาชนได้อีกต่อไป และเป็นเจ้าภาพหารือเกี่ยวกับการบูรณาการข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจ/การขออนุญาตประกอบธุรกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงานให้มีการเชื่อมโยงและสามารถตรวจสอบข้อมูลเพื่อเฝ้าระวังและตัดวงจรมิจฉาชีพในคราบนักธุรกิจ

เหยื่อทอมแสบโผล่แจ้ง

ล่าสุดบ่ายวันเดียวกัน นางวารุณี ศรีสันดา อายุ 43 ปี ครูสอนชั้นอนุบาลโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.ตรีเพชร ชลชีวศรานนท์ สว. (สอบสวน) สภ.เสม็ด อ.เมืองชลบุรี ว่า ถูกทีมงานของ “ซินแสโชกุน” หลอกโดยโอนเงิน 67,420 บาท ให้กับผู้ต้องหา เข้าบัญชี 013-8613690 ธนาคารกสิกรไทย หลังได้รับคำแนะนำจากเพื่อนๆ หากใช้เงินสมัครเริ่มต้น 14,800 บาท จะมีเงินคืนให้ 20,000-30,000 บาท พร้อมทั้งเอาสมุดเงินฝากธนาคารมาให้ดู เห็นว่าได้รับเงินจริง และได้ไปเกาหลีจริง ตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารโอนให้กลุ่มผู้ต้องหา และยังไม่ได้ค่าตอบแทน พอเห็นข่าวออกมาแทบเป็นลม ยอมรับว่าในฐานะมนุษย์เงินเดือน อยากจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมาบ้าง จึงตัดสินใจลงทุนกับบริษัทดังกล่าว ส่วนพรรคพวกที่โดนหลอก มีทั้งภรรยานายตำรวจ นายทหาร เมียทนายความ บางคนโดนหลักล้านก็มี แต่ไม่กล้าแจ้งความ เพราะกลัวเสียชื่อเสียง ส่วนตัวไม่กลัวอะไรแล้ว อยากได้เงินคืนส่วนหนึ่งก็ยังดี