วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สหรัฐฯ-รัสเซียเดือด จ่อเผชิญหน้าสมรภูมิซีเรีย! หวั่นสงครามโลกครั้งที่3?

นาทีนี้ ชาวโลกกำลังจับจ้องสถานการณ์สงครามกลางเมืองในซีเรียด้วยความวิตกกังวลมากขึ้นว่า มีโอกาสจะพัฒนาไปสู่การเผชิญหน้า จนเกิดสงครามใหญ่ ที่บานปลายไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่!?!

เมื่อ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้สั่งกองทัพยิงขีปนาวุธร่อนนำวิถีพิสัยไกล ‘โทมาฮอว์ก’ ถึง 59 ลูก จากเรือพิฆาต 2 ลำที่ลอยลำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไปโจมตีฐานทัพอากาศซีเรีย ในเมืองฮอมส์ ช่วงเช้าตรู่ 7 เม.ย.โดยอ้างว่ารัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดของซีเรียโหดเกินไปที่ใช้อาวุธเคมีโจมตีจังหวัดอิดลิบ จนทำให้พลเรือน รวมทั้งเด็กๆซีเรีย ต้องพลอยดับสลด ถึงเกือบ 100 ราย

งานนี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย โกรธมาก ในฐานะที่เป็นชาติมหาอำนาจที่ส่งทั้งกำลังทหารนับ 4,000 นายและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปสนับสนุนประธานาธิบดีอัสซาดอย่างเต็มตัว เพื่อช่วยปราบกบฏต่อต้านรัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอซิสที่มีฐานอยู่ในซีเรียและอิรัก โดยรัสเซีย ชี้ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ โจมตีชาติที่มีอธิปไตย และเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ที่สำคัญ คือ ยังไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ยืนยันแน่ชัดว่าการใช้อาวุธเคมีโจมตีครั้งนี้ คือฝีมือของกองทัพซีเรียจริงๆ

ผู้นำรัสเซีย ตอบโต้สหรัฐฯ ทันที ด้วยการส่งเรือรบลำใหญ่ ‘แอดไมรอล กรีกอโรวิช’ (Admiral Grigorovich) ติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี พร้อมกองเรือรบจากทะเลดำ มาเสริมทัพที่ซีเรีย! ทำให้อุณหภูมิความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียเพิ่มขึ้นอีกหลายระดับ ถือเป็นความขัดแย้งของ 2 ชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ที่ต่างฝ่ายต่างมีชาติพันธมิตรของตน คอยสนับสนุน จน ‘ใกล้’ จะเกิดการเผชิญหน้ากันมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นเลยทีเดียว ที่น่าสะพรึงกลัวมากขึ้น ก็คือ สงครามใหญ่ ที่อาจเกิดขึ้น มีโอกาสเป็นสงครามนิวเคลียร์!!

* 2 ชาติมหาอำนาจ กระโจนสู่สงครามกลางเมืองในซีเรีย

นับตั้งแต่รัสเซียกระโจนเข้าสู่สงครามกลางเมืองในซีเรียเมื่อปี 2558 ขณะที่สหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาได้ส่งทหารและเครื่องบินรบนำชาติพันธมิตรปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มไอซิสในอิรักและซีเรียก่อนหน้าแล้วนั้น ดูเหมือนนักวิเคราะห์การเมืองได้จับตามาตั้งแต่นั้นแล้วว่า มีโอกาสที่สองชาติมหาอำนาจจะเกิดการเผชิญหน้าขึ้นได้ตลอดเวลา เนื่องจากรัสเซียหนุนรัฐบาลซีเรีย ขณะที่สหรัฐฯกลับให้การสนับสนุนฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาล

มีนักวิเคราะห์การเมืองจำนวนไม่น้อยมองกันมานานแล้วว่า 'สมรภูมิในตะวันออกกลาง' โดยเฉพาะสงครามกลางเมืองในซีเรียที่ดำเนินมานานนับ 6 ปี คือ 'สงครามโลกครั้งที่ 3 รูปแบบใหม่' เพราะตอนนี้ มีประเทศต่างๆ เข้ามาร่วมในสงครามซีเรียเกินกว่า 30 ประเทศแล้ว อีกทั้งยังแบ่งออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่ายชัดเจน เหมือนสมัยเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ไม่ผิดเพี้ยน!!

โดยฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับรัสเซีย ที่มีจีน อิหร่าน อิรัก ซีเรีย และเยเมน จับมือกัน และ (อาจมีเกาหลีเหนือมาเป็นพวกเพิ่มเข้ามาอีกประเทศ) ส่วนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายโลกตะวันตก คือ สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิสราเอล รวมทั้งชาติที่เป็นสมาชิกนาโต ไปจนถึงตุรกี

* เชื่อปูตินยังไม่ต้องการให้เกิดสงคราม

ตามรายงานของเว็บไซต์ The Sun ในอังกฤษ เผยตามความเห็นของเซอร์ แอนโธนี เบรนตัน อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำรัสเซีย มองว่า เอาเข้าจริง ถึงแม้ประธานาธิบดีปูติน จะส่งกำลังทหาร เครื่องบินรบ และเรือรบไปซีเรีย แต่เชื่อว่าขณะนี้ ปูตินยังไม่อยากให้เกิดสงครามเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ หรอก เพราะถ้าประเมินขุมกำลังทางทหารและอาวุธกันแล้ว รัสเซีย ยังถือว่าเป็น ‘รอง’ หรือด้อยกว่าแสนยานุภาพทางทหารของฝ่ายตะวันตกและสหรัฐฯ โดยผู้นำรัสเซียเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของเดลี่ มิร์เรอร์ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วอย่างตรงไปตรงมาว่า พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดสงคราม เพราะมีโอกาสที่จะเป็นฝ่ายแพ้

*สถานการณ์เปลี่ยน...  รัสเซีย อิหร่านเดือด ขู่โต้กลับแน่

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีรายงานรัฐบาลซีเรียส่งเครื่องบินรบใช้อาวุธเคมีอย่างโหดเหี้ยม ทำให้ทรัมป์ สั่งกองทัพยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กโจมตีซีเรีย จน รัสเซีย และอิหร่าน ซึ่งเป็นชาติปรปักษ์กับสหรัฐฯ ตัวเอ้เช่นกัน ได้ออกมาประณาม สหรัฐฯ ‘ล้ำเส้น’ ที่ถล่มฐานทัพซีเรีย ทั้งรัสเซียและอิหร่าน รวมถึงกลุ่มติดอาวุธที่ภักดีต่อประธานาธิบดีอัล อัสซาดยังได้ประกาศตั้งกองกำลังร่วม พร้อมออกแถลงการณ์เตือนรัฐบาลสหรัฐฯ ตลอดจนชาติพันธมิตร อย่างแข็งกร้าวว่า หากลงมือโจมตีซีเรียครั้งต่อไป จะต้องถูกตอบโต้ทางทหารจากฝ่ายรัสเซียแน่นอน 

หลังจากก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ประกาศจะเพิ่มระบบป้องกันภัยทางอากาศในซีเรียให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการถูกโจมตีทางอากาศในอนาคต พร้อมกับตัด 'ฮอตไลน์' สายด่วนที่ใช้เป็นทางติดต่อสื่อสารระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียทันที

‘ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พวกเราจะใช้กำลังทหารตอบโต้ต่อการรุกราน หรือการก้าวข้าม ‘เส้นแบ่ง’ โดยใครทุกคนไม่ว่าหน้าไหนก็ตาม และสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็รู้ศักยภาพของพวกเราในการตอบโต้เป็นอย่างดี’ แถลงการณ์จากกองบัญชาการร่วม ของรัสเซีย อิหร่าน และกองกำลังติดอาวุธหนุนรัฐบาลซีเรีย

* กำลังเสี่ยงที่จะเกิดสงครามใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหรือ?

แน่นอน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับรัสเซีย ที่ดูจะหวานชื่นขึ้นกว่าเดิมหลังทรัมป์ สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แปรเปลี่ยนเป็น 'ขม' ตึงเครียดขึ้นทันที หลังจากทรัมป์สั่งยิงโทมาฮอว์กโจมตีซีเรีย แม้สื่อต่างชาติได้รายงานในเวลาต่อมาว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แจ้งไปยังรัสเซียก่อนหน้าแล้วก็ตามว่าจะมีการยิงโทมาฮอว์กถล่มฐานทัพอากาศเซย์รัต ในเมืองฮอมส์ ซึ่งเครื่องบินรบซีเรียได้ทะยานออกจากฐานทัพอากาศแห่งนี้ในปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธเคมีในจังหวัดอิดลิบ ขนาดนายกรัฐมนตรีดมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซีย ถึงกับพูดว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังอยู่ริมเส้นที่จะเกิดการเผชิญหน้าปะทะกันทางทหารกับรัสเซีย

แต่ถึงกระนั้น ตามความเห็นของสื่อต่างชาติมองว่า ถึงแม้ประธานาธิบดีปูตินจะไม่พอใจสหรัฐฯ อย่างมากในเรื่องนี้ แต่ก็ยังคงไม่ยกเลิกกำหนดการเดินทางมาเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการของนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้พอทราบว่า รัสเซียยังไม่ถึงกับสะบั้นสัมพันธ์กับอเมริกาเลยทีเดียว

แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คือ ท่าทีของรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งเป็นชาติพันธมิตรหลักชาติหนึ่งของประธานาธิบดีอัสซาดแห่งซีเรีย ต่างหาก ว่าจะตอบโต้สหรัฐฯ รุนแรงขนาดไหน ขณะที่ทราบกันดีว่าอิหร่าน ถือเป็นชาติหนึ่งบนโลกนี้เช่นกันที่พยายามพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือ


เรียกว่า ถึงตอนนี้ สงครามโลกครั้งที่ 3 ตามความเห็นของสื่อและนักวิเคราะห์ต่างชาติ มองว่า คงยังไม่ระเบิดเปรี้ยงปร้างขึ้นมาอย่างฉับพลันทันที แต่ถึงกระนั้น สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสมรภูมิสงครามกลางเมืองที่ซีเรีย ดูเหมือนกำลังทำให้สถานการณ์ในซีเรีย ทวีความรุนแรงจนไปถึงจุดนั้น รวมทั้งยังได้มีเสียงเตือนจากนักการเมืองรัสเซียบางคนแล้วว่า สงครามที่กำลังเกิดอาจรุนแรงถึงขั้น เป็นสงครามนิวเคลียร์ !!