ขสมก.ขึ้นบัญชีดำห้าม “เบสท์ริน” เข้าประมูล

“สมศักดิ์” ใจถึงยกเลิกสัญญาเมล์เอ็นจีวี 489 คัน “เบสท์ริน” พร้อมติดแบล็ก-ลิสต์สั่งห้ามประมูลงาน ขสมก. ชง ครม.จัดหารถเมล์ใหม่เดือน พ.ค.นี้ ยันปีนี้คนกรุงเทพฯได้นั่งรถเมล์ใหม่แน่นอน ด้านเบสท์รินยังไม่หายงง!! สงสัยหนัก ขสมก.ยกเลิกสัญญายันศาลปกครองสูงสุดสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามในคำสั่งยกเลิกสัญญาจัดหารถเมล์เอ็นจีวี จำนวน 489 คัน ที่มีบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป เป็นผู้เข้ามาดำเนินการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.60 เป็นต้นไป หลังจากนั้น จะรายงานให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ของ ขสมก.รับทราบในการประชุมบอร์ด ขสมก. ในวันที่ 26 เม.ย.นี้ และจะมีการพิจารณาแนวทางการจัดหารถเมล์ ขสมก.ใหม่ต่อไป โดยขอยืนยันว่า ภายในปีนี้คนกรุงเทพฯจะได้นั่งรถเมล์ ขสมก.ใหม่อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องบอกเลิกสัญญา เนื่องจากคณะกรรมการตรวจรับรถของ ขสมก.ได้รายงานว่า คู่สัญญาได้กระทำการผิดสัญญา เพราะไม่สามารถส่งมอบรถได้ครบตามสัญญาครบทั้ง 498 คันภายในวันที่ 29 ธ.ค.59 และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถส่งมอบรถได้ครบทั้งหมด เพราะรถเมล์อีก 99 คัน ยังอยู่ในอารักขาของกรมศุลกากรที่ท่าเรือแหลม-ฉบัง จังหวัดชลบุรี และเมื่อรวมเงินค่าปรับที่ไม่สามารถส่งมอบรถเมล์ ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.59 ถึงวันที่ 12 เม.ย.60 คิดเป็นเม็ดเงินรวม 844 ล้านบาท หรือประมาณวันละ 8 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินประกันที่วางไว้ 330 ล้านบาท ในขณะที่ฝ่ายกฎหมายของ ขสมก.ได้ยืนยันว่า ผู้อำนวยการ ขสมก.มีอำนาจในการบอกเลิกสัญญา

“ไม่อยากให้มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น และส่วนตัวไม่รู้จักกับบริษัท เบสท์ริน ผมเป็นแค่บอร์ด ขสมก. ที่ถูกให้มารักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.ด้วย และตำแหน่งผู้อำนวยการ ขสมก.ก็มีอำนาจเต็มที่ในการตัดสินใจ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงคมนาคมเลือกตนให้มาตัดสินใจ ผมก็ต้องตัดสินใจ และหลังจากนี้แม้ว่าการตัดสินใจจะทำให้มีปัญหาในชีวิตขึ้น แต่เมื่อมานั่งอยู่ในจุดที่ต้องทำ ก็ต้องตัดสินใจอย่างถูกต้องและเด็ดขาด เพราะจากการพิจารณาข้อเท็จจริงในหลายๆด้านและคำนึงถึงผลประโยชน์ของ ขสมก.เป็นหลัก เห็นควรให้ ขสมก. ยกเลิกสัญญาการจัดหารถเมล์เอ็นจีวี กับบริษัท เบสท์ริน”

...

นายสมศักดิ์กล่าวว่า หลังจากนี้จะทำหนังสือแจ้งขึ้นบัญชีดำ หรือ “แบล็กลิสต์” บริษัท เบสท์รินด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมประมูลจัดหารถเมล์ลอตใหม่ รวมถึงที่เสนอจะเข้าร่วมโครงการจัดหารถโดยสารขนาดเล็ก หรือรถไมโครบัส ที่จะนำมาวิ่งให้บริการแทนรถตู้โดยสารสาธารณะด้วย

ส่วนแนวทางในการเตรียมยกร่างทีโออาร์ เพื่อเปิดประมูลจัดหารถเมล์รอบใหม่นั้น เดิม ขสมก.ได้ว่าจ้างให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ศึกษาแผนการจัดหารถเมล์ไฮบริด ซึ่งจะเสนอผลการศึกษาและจัดทำร่างทีโออาร์ภายในเดือน มิ.ย.นี้ ในขณะเดียวกัน ขสมก.ก็จะศึกษาเปรียบเทียบควบคู่ไปด้วย โดยแนวทางการพิจารณาใหม่นั้นรถเมล์ไฟฟ้าและรถเมล์ไฮบริด ถือเป็นแนวทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ ส่วนรถเมล์เอ็นจีวีนั้น พบว่ายังมีปัญหาและข้อจำกัดเรื่องสถานีเติมเชื้อเพลิง ประกอบกับทิศทางและแนวโน้มในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยเสนอให้นำรถเอ็นจีวีมาแทนที่รถเมล์ที่ใช้น้ำมันดีเซล

ด้านนายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า หลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่เปิดทำงานแล้ว จะให้ฝ่ายกฎหมายดูในรายละเอียดที่ ขสมก.บอกเลิกสัญญากับบริษัทฯ ว่า มีความผิดตรงไหน เพราะบริษัทฯ ดำเนินการตามสัญญาทุกอย่าง และสงสัยว่า ในเมื่อศาลปกครองสูงสุดสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รับมอบรถเมล์เอ็นจีวีของบริษัทแล้ว ขสมก.ยังบอกยกเลิกสัญญาบริษัทได้อย่างไร โดยเรื่องทุกอย่างต้องทำตามกฎหมายเพื่อตรวจสอบว่า ใครผิดใครถูก และบริษัทก็พร้อมที่จะฟ้องร้องทางคดีแพ่งและคดีอาญาควบคู่กันไป

“กรณีที่นายสมศักดิ์ระบุว่า บริษัท ผิดสัญญา ถือว่าเขาไม่ผิดที่จะพูดแต่ต้องดูคำสั่งของศาลปกครองเป็นหลัก ซึ่งการมากล่าวอ้างว่า เป็นเพียงเรื่องการตรวจรับนั้นจะเกิดประโยชน์อย่างไรและถ้าหาก ขสมก.ไม่เคารพสิทธิ์ในฐานะคู่สัญญาก็ไม่เป็นไร แต่ทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนเรื่องวงเงินค่าปรับนั้นไม่ได้มีปัญหา สำหรับกรณีที่จะขึ้นบัญชีรายชื่อบริษัทไม่ให้ประมูลงานอื่นนั้น คงไม่สามารถทำได้ เพราะทุกอย่างมีกฎหมาย”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมศุลกากรว่า เมื่อปีที่แล้ว กรมศุลกากรสั่งให้บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ซึ่งอยู่ในฐานะตัวแทนออกของ หรือชิปปิ้งของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ต้องวางเงินประกัน พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มหากต้องการนำรถเมล์เอ็นจีวีอีก 99 คันออกจากท่าเรือแหลมฉบัง โดยกรมศุลกากรยืนยันว่า รถเมล์ทั้ง 99 คันเป็นรถที่ผลิตจากประเทศจีนทั้งคัน ไม่ได้ผลิตหรือนำมาประกอบในประเทศมาเลเซีย จึงไม่สามารถใช้แบบฟอร์มดี เพื่อลดภาษีลงเหลือ 0% ตามเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า.