ชี้ซีเรีย-เกาหลีเหนือปัจจัยเสี่ยงใหม่โลก
สภาธุรกิจตลาดทุน เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า ลดลง 18.06% เหตุกังวลกระแสเงินทุนผันผวน จากนโยบายการเงินสหรัฐฯ จับตาความตึงเครียดในซีเรีย และคาบสมุทรเกาหลี ปัจจัยเสี่ยงใหม่เศรษฐกิจโลก ด้านคลัง-พาณิชย์ ยอมรับ ราคาน้ำมัน-ทองคำพุ่งรับสหรัฐฯบุกซีเรีย แต่ยังไม่กระทบไทย
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีอยู่ที่ 90.33 ลดลง 18.06% จากการสำรวจครั้งก่อนที่อยู่ที่ 110.24 เพราะนักลงทุนกังวลกระแสเงินทุน (ฟันด์ โฟลว์) ที่ยังผันผวน โดยพบว่า กลุ่มนักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ มีความเชื่อมั่นลดลงจากระดับร้อนแรง มาอยู่ที่ระดับซบเซา ส่วนกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับตัวจากระดับร้อนแรง มาอยู่ที่ระดับทรงตัว สำหรับปัจจัยที่ส่งผลลบต่อความเชื่อมั่น มาจากการไหลเข้า-ออกของเงินทุน, นโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ และการเมืองทั้งในและต่างประเทศ ส่วนปัจจัยบวก คือนโยบายการลงทุนภาครัฐ และการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ
สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าลงทุนมากที่สุด ได้แก่ หมวดธนาคาร เพราะราคาหุ้นยังต่ำ และได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐ รองลงมาคือ รับเหมาก่อสร้างและพลังงาน ขณะที่หมวดที่ไม่น่าลงทุนคือ เงินทุนและหลักทรัพย์ เพราะปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ซบเซา โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดทุน น่าจะมาจากการที่ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ที่เริ่มฟื้นตัว, มาตรการการคลัง, การลงทุนภาครัฐ, เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่เริ่มไหลเข้า และการส่งออกที่ฟื้นตัว ส่วนปัจจัยที่ต้องระวังคือ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ ที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบภาคส่งออกของไทย และปัจจัยในประเทศ เช่น ความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบลงทุน “ความตึงเครียดคาบสมุทรเกาหลี และการโจมตีซีเรียอาจเป็นความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลก ที่ต้องระมัดระวัง และจับตา”
ด้านนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CLSA กล่าวว่า ครึ่งหลังของปีนี้ ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแตะระดับ 1,700 จุด เพราะนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในไทย หลังนโยบายประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่สามารถทำได้หลายประเด็น ส่งผลให้นักลงทุนไร้ความเชื่อมั่น และที่ผ่านมา ต่างชาติขายหุ้นไทยพอสมควรแล้ว ขณะนี้ถึงเวลากลับเข้ามาลงทุน “ไตรมาส 3 และ 4 กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่จะมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และราคาหุ้นที่ไม่แพงเกินไป จะทำให้มีการเข้าซื้อหุ้นมากขึ้น ขณะที่ความรุนแรงในซีเรีย เบื้องต้น จะทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น กระตุ้นความน่าสนใจหุ้นกลุ่มพลังงาน”
...
ส่วนนายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร กล่าวว่า หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยวันที่ 16-31 มี.ค.กว่า 18,000 ล้านบาท หลังจากวันที่ 1-14 มี.ค. ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 12,000 ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสแรก ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 6,371 ล้านบาท ส่วนความตึงเครียดในซีเรียและทะเลจีนใต้ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า จะกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า การส่งออกหรือไม่อย่างไร
ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯและซีเรีย ขณะนี้ยังไม่กระทบโดยตรงกับไทย แต่ยอมรับว่ามีผลทางจิตวิทยา แต่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยยังเข้มแข็ง รองรับปัญหาจากปัจจัยภายนอกได้ เห็นได้จากค่าเงินบาทยังแข็งค่าเมื่อเทียบเงินสกุลอื่น และดุลการค้ายังเกินดุล โดย ณ วันที่ 10 เม.ย. ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 34.63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จะทำให้ราคาน้ำมันและทองคำสูงขึ้น ซึ่งราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันของไทยจะสูงขึ้น แต่หากสงครามยืดเยื้อ การค้า การลงทุนโลกจะชะลอตัว.