นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เปิดเผยว่า กรมฯอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อหาแนวทางการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก.ที่จะไม่ให้ขัดหลักกฎหมายของ ส.ป.ก. โดยอาจยึดกรณีล่าสุดที่ ส.ป.ก.ได้สรุปผลตรวจสอบการเช่าที่ดิน ส.ป.ก.เพื่อติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า หรือวินด์ฟาร์ม จำนวน 17 โครงการ ว่าไม่ผิดกฎหมายของ ส.ป.ก. เพราะมีการปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้กับเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้น และเพื่อความชัดเจนต่อการเข้าไปสำรวจแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆในอนาคต

“หากสามารถเปิดให้ภาคเอกชนเข้าไปสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก.ได้ ระหว่างการสำรวจจะใช้รูปแบบเดียวกันกับวินด์ฟาร์ม คือ เกษตรกรที่ได้สิทธิทำกินในพื้นที่นั้นๆ จะได้รับผลตอบแทนคือค่าเช่ารายปีระหว่างที่มีการสำรวจพื้นที่ของที่ ส.ป.ก.ก็จะได้รับค่าภาคหลวงปิโตรเลียม หรือภาษีเงินได้ปิโตรเลียม หากมีการเปิดขุดเจาะปิโตรเลียมในพื้นที่เป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป “ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. เช่นเดียวกับกรณีของพลังงานลม คือบริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้รับสัมปทานปิโตรเลียมตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มีพื้นที่ใน ส.ป.ก.จำนวน 5 ฐานผลิต.