“คิง เพาเวอร์” ผุดโปรเจกต์ยักษ์ 1.25 หมื่น ล.

“คิง เพาเวอร์” ทุ่มกว่า 1.25 หมื่นล้านบาท ผุดร้านค้าปลอดอากรกลางเมือง รุกดิวตี้ฟรีต่างประเทศ-ปรับโฉมยกเครื่องดิวตี้ฟรีรางน้ำ หวังเป็นแหล่งช็อปปิ้งไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ จ่อเปิดใหม่ ต.ค.60 ตั้งเป้าติด 1 ใน 5 ดิวตี้โลกภายใน 5 ปี ตอกย้ำภาพผู้นำธุรกิจระดับโลก ดันยอดขายปีนี้โต 20%

นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 12,500 ล้านบาท เพื่อลงทุนใน 5 ปีต่อจากนี้ (2560-2564) แบ่งเป็นการลงทุนเพื่อเปิดร้านค้าปลอดภาษีในเมือง, ลงทุนร้านค้าปลอดภาษีต่างประเทศ เพิ่มขึ้นในวงเงิน 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ คิง เพาเวอร์ยังได้เตรียมงบประมาณกว่า 2,500 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงร้านค้าปลอดอากร (duty free)คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ รางน้ำ, โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯใหม่ เพื่อรองรับความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าของลูกค้าให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง การเพิ่มสินค้าไทย เนรมิตไลฟ์สไตล์ลานบันเทิงให้มีกิจกรรมหลากหลาย ซึ่งการปรับโฉมใหม่ครั้งนี้จะแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการในเดือน ต.ค.นี้

“การปรับโฉมคิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ รางน้ำ จะดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน และกลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียน หรือเออีซีเป็นหลัก โดยนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อมาแรงขณะนี้ที่มีสัดส่วนเพิ่มจนน่าตกใจคือ เวียดนาม รองลงมาเป็นเมียนมา มาเลเซีย ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มสร้างยอดขายเติบโตเฉลี่ยเกิน 20% โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมคือ เหล้า บุหรี่ และสินค้าแบรนด์เนม”

ทั้งนี้ ระหว่างการปิดปรับปรุงจะย้ายสินค้าดิวตี้ฟรีทั้งหมดไปวางจำหน่าย ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ตั้งแต่ 26 เม.ย.นี้ จนกว่าพื้นที่ใหม่ในคิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ รางน้ำ จะเปิดบริการด้วยโฉมใหม่อีกครั้งใน 1 ต.ค.นี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับปรุงแล้วเสร็จจะเห็นการเปลี่ยนแปลงหลักๆ โดยมีสินค้าระดับโลกแบรนด์ใหม่วางจำหน่าย บริเวณชั้น 1 อาทิ มองเฟลอร์ (Mont Fleur), GUCCI, PRADA และสปอตแวร์ หรือผลิตภัณฑ์แฟชั่นกีฬาต่างๆ ชั้น 2 จะเน้นสินค้านาฬิกาแบรนด์ระดับโลกทั้งหมด ชั้น 3 จำหน่ายสินค้าไทยแลนด์แบรนด์ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ฟาร์มาซีสมุนไพรไทย แฟชั่นไทยสไตล์ไทย ดีไซเนอร์ไทยโปรโมตให้แบรนด์ไทยก้าวไกลมากขึ้น

...

ส่วนการลงทุนใหม่ล่าสุดใน คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ รางน้ำ คือ “ร้านอาหาร” เตรียมคัดเลือกแบรนด์ดังๆ 5-6 ร้าน พร้อมอาหารทะเล ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย จีน และต่างชาติ ขณะนี้ขั้นตอนการเลือกอยู่ระหว่างพิจารณาพื้นที่และดูคุณสมบัติของแบรนด์ที่นำมาเปิดบริการ จะได้ข้อสรุป ภายในเร็วๆ นี้ ไฮไลต์อีกโปรเจกต์คือ จะเพิ่มร้าน “คาเฟ่แบรนด์เนม” กำลังติดต่อทาง สตาร์บัคส์, อาร์มานี่ คาเฟ่ มาเปิดด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดคน โดยเฉพาะร้านสไตล์ชิคที่คนชอบเข้ามาชิมและถ่ายรูปแชร์ไปยังสื่อโซเชียล

สำหรับ “บริเวณลานน้ำพุ” ด้านหน้าอาคารคิง เพาเวอร์ ก็จะตกแต่งใหม่ทำเป็นลานอเนกประสงค์ขนาดใหญ่กว่าลานพารากอน 3 เท่า วางแผนเปิดบริการรองรับงานจัดกิจกรรมการแสดงแบบเปิดโล่งหรือ outdoor สามารถจัดอีเวนต์ งานคอนเสิร์ต จัดการแสดงโชว์ต่างๆ รถยนต์ ศิลปะ ดนตรี

นายอัยยวัฒน์กล่าวต่อว่า ส่วนการเพิ่มสินค้าไทยแลนด์แบรนด์ประเภท “ฟาร์มาซี” สมุนไพรไทยขณะนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจีนและอาเซียน จึงได้ขยายพื้นที่จำหน่ายสินค้าดังกล่าวในร้านดิวตี้ฟรี ส่งเสริมสินค้าของคนไทยด้วยกัน เนื่องจากต่างชาติชอบซื้อเป็นของฝาก อีกทั้งยังเป็น “กลยุทธ์” สนับสนุนนโยบาย “ประชารัฐ” ของรัฐบาลโดยคิงเพาเวอร์ เข้าไปมีส่วนร่วมโปรโมตสินค้าเอสเอ็มอีและโอทอป โดยทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งรายได้เติบโตอีกประมาณ 15-20% จากเดิมมีเพียงร้านอาหารรามายณะกับลามูนเท่านั้น พอเปลี่ยนเป็นแบรนด์เพิ่มร้านอาหาร5-6 แห่ง ถึงการลงทุนจะเพิ่มแต่ยอดขายก็ไปเพิ่มตามมาด้วย

“ในปี 60 นี้ คิง เพาเวอร์ได้ตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้โตเพิ่มขึ้น 20% จากปีที่ผ่านมา ที่มีรายได้ 75,000 ล้านบาท เป็น 92,000 ล้านบาท รวมถึงได้วางกลยุทธ์การตลาด เพื่อผลักดันธุรกิจปลอดอากรไทยให้ก้าวสู่ 1 ใน 5 ธุรกิจปลอดอาการระดับโลกภายใน 5 ปี จากเดิม