“พิชิต” จี้ขนส่งทางบกยกเครื่องแผนปฏิรูปด่วน

“พิชิต” จี้ขนส่งเร่งสรุปแผนปฏิรูปด่วน พร้อมเล็งยกเลิกใบอนุญาตเดินรถเหลือ 2 ปีช่วงเปลี่ยนผ่าน จาก 10 ปี และเริ่มสัมปทานใหม่พร้อมกัน 7 ปี ลั่นให้ใช้กฎหมายปกติที่มีอยู่ และให้เกิดในปีนี้ พร้อมเร่งหามาตรการความปลอดภัยการใช้รถตู้โดยสารประจำทางด้วย

นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยหลังประชุมติดตามความคืบหน้าของกรมการขนส่งทางบก หรือ ขบ. ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะการให้สัมปทานเดินรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นไปตามแผนการปฏิรูปเส้นทาง เดินรถว่า ขณะนี้ได้กำหนดแนวทางเบื้องต้นว่าในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านก่อนออกใบอนุญาตสัมปทานเดินรถให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ก่อนเปลี่ยนผ่านจะให้อายุใบอนุญาตเดิมเหลือ 2 ปี ทุกราย เพื่อให้หมดและเริ่มสัมปทานใหม่ในแต่ละรายพร้อมกัน ซึ่งกำหนดอายุสัมปทานใหม่คราวละ 7 ปี และขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งสรุปแผนจัดเส้นทางเดินรถใหม่ คาดว่าจะได้ข้อยุติภายในปีนี้

สำหรับการปฏิรูปเส้นทางเดินรถ โดยเฉพาะรถหมวด 1 ที่วิ่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในหลักการจะเน้นทำหน้าที่เป็นระบบเชื่อมต่อการเดินทาง หรือฟรีดเดอร์ (Feeder) เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางในทุกระบบ ทั้งรถไฟฟ้าและเรือ โดยการจัดเส้นทางใหม่จะครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้จำนวนเส้นทางต้องเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 20% จากปัจจุบันมี 202 เส้นทาง เพิ่มเป็น 269 เส้นทาง ส่วนระยะทางก็เพิ่มจาก6,437 กิโลเมตร เป็น 7,833 กิโลเมตร ส่วนระยะทางในแต่ละเส้นทางจะตัดทอนให้สั้นลงด้วย เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น “การดำเนินการพยายามจะไม่ใช้อำนาจพิเศษ จะใช้กฎหมายปกติที่มีอยู่เข้ามาจัดการวันนี้อาจยังตอบไม่ได้ว่าจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อไร แต่จะพยายามให้เกิดขึ้นภายในปีนี้”

...

นายพิชิต กล่าวว่า เหตุผลในการกำหนดใบอนุญาต 7 ปีนั้น มีการพิจารณาว่า มีความเหมาะสม เป้าหมายเพื่อความปลอดภัย แม้ที่ผ่านมาใบอนุญาตรถตู้โดยสารสาธารณะจะคราวละ 10 ปีก็ตาม ทั้งนี้ หลังการประชุมความปลอดภัยการใช้รถตู้โดยสารประจำทาง ที่ประชุมได้กำหนดมาตรการดูแลเข้มข้นขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น นำกฎหมายขนส่งที่มีอยู่ในปัจจุบันมาบังคับใช้ เช่น การติดตั้งตั้งระบบจีพีเอสในรถตู้หมวด 2 ซึ่งเป็นรถที่วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด และรถตู้หมวด 3 ที่วิ่งระหว่างจังหวัดไม่เข้ากรุงเทพฯ รวมถึงจำกัดความเร็วและชั่วโมงการขับขี่ เอาผิดผู้ประกอบการหรือเจ้าของบริษัท กรณีทำผิดกฎจราจรและการเกิดอุบัติเหตุ หรือเอารถไปใช้ผิดประเภท มีโทษสูงสุด ยึดใบจด ทะเบียนให้ไม่สามารถประกอบกิจการต่อได้

สำหรับการติดถังบรรจุก๊าซต้องไม่เกินสมรรถนะของตัวรถ การกำหนดจำนวนที่นั่งผู้ โดยสารของรถตู้โดยสารไม่เกิน 13 ที่นั่ง การแก้ไขปรับปรุงตัวรถ รวมถึงแก้ไขกลไกให้ผู้โดยสารสามารถเปิดประตูหลังจากด้านในได้ เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งกรมการขนส่งทางบกจะกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการรถตู้โดยสารโดยเร็ว เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และยกระดับความปลอดภัยการให้บริการ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ส่วนแผนระยะกลาง ได้สนับสนุนให้เอกชนปรับเปลี่ยนรถตู้เป็นมินิบัสขนาดที่นั่งไม่เกิน 20 ที่นั่ง โดยมอบหมายให้นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม เจรจากับกระทรวงการคลัง ลดการนำเข้าภาษีอุปกรณ์ส่วน ประกอบชิ้นส่วนรถมินิบัสมากกว่า 20% ได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันราคามินิบัสที่ประกอบในประเทศไทยราคาอยู่ที่ 1.8 ล้านบาท ถ้าลดภาษี 20% ราคาจะอยู่ที่ 1.6 ล้านบาท ขณะที่รถตู้ราคา 1.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ที่จะปรับลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนประกอบลง เพื่อให้การประกอบรถมินิบัสในประเทศเท่ากับราคารถตู้ ซึ่งต้องรอคำตอบจากกระทรวงการคลังว่า ได้หรือไม่“การปรับเปลี่ยนรถมินิบัสเป็นภาคสมัครใจ และขณะนี้มีผู้ประกอบการไทย 12-13 ราย มีความพร้อมที่จะผลิตรถไมโครบัสออกมาจำหน่ายแล้ว เช่น บริษัท บ้านโป่งอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท อู่เชิดชัยอุตสาหกรรม จำกัด เป็นต้น แต่ต้องการความชัดเจนเรื่องการลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนฯ จากภาครัฐก่อน”

สำหรับมาตรการระยะยาว เจ้าของรถตู้รายเดียวต้องรวมตัวกัน จัดตั้งเป็นนิติบุคคล โดยอาจตั้งเป็นบริษัทหรือสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันรถตู้มีทั้งหมด 193 กลุ่ม รวม 6,435 คัน เบื้องต้นบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้คุยกับผู้ประกอบการรถตู้แล้ว และทุกรายพร้อมเร่งดำเนินการ.