วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“บิ๊กตู่” เตรียมใช้มาตรา 44 แก้ 3 กฎหมายทำธุรกิจในไทยเสร็จ พ.ค.นี้

ก.พ.ร.ชง “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 เร่งรัดแก้ไขกฎหมายอำนวยความสะดวกทำธุรกิจในไทย ให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือน พ.ค.นี้ หวังปีนี้ “เวิลด์แบงก์” จัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจในไทยดีขึ้น จากปีก่อนรั้งอันดับ 46

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ (มินิคาบิเนต) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้หารือเรื่องการปรับปรุงการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจในไทย ซึ่งรัฐบาลจะเร่งรัดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ขณะนี้มีกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว 3-4 ฉบับ และจะเร่งรัดให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือน พ.ค.นี้ ส่วนกฎหมายที่ยังค้างการพิจารณาจะเร่งรัดให้เร็วที่สุด

ด้านนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวว่า ได้เสนอแนวทางเร่งรัดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 5 ฉบับ เพื่อให้ทันต่อการประเมินผลการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เดือน พ.ค.นี้ โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 57 ผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว คือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม โดยให้มีผลบังคับใช้เดือน พ.ค.นี้ ก่อนที่เวิลด์แบงก์จะมาเก็บข้อมูล

“รองนายกฯสมคิดต้องการให้อันดับของไทยดีขึ้นมาอยู่ในช่วง 30-39 จากปีก่อนอยู่ที่ 46 ของโลก จึงต้องเร่งรัดให้กฎหมายมีผลในทางปฏิบัติ และเสนอให้ใช้มาตรา 44 เพราะหากใช้วิธีปกติ จะใช้เวลาอีก 3-4 เดือน ซึ่งการใช้มาตรา 44 จะใช้วิธีการออกเป็นประกาศในส่วนที่ต้องการให้แก้ไขให้สอดคล้องกับการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ โดยวันที่ 24 มี.ค.นี้ จะหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวิลด์แบงก์ได้จัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของไทยปี 59 อยู่อันดับ 46 จาก 190 ประเทศ ดีขึ้น 3 อันดับจากปี 58 ที่อยู่อันดับ 49 ส่วนปี 60 ธนาคารโลกจะมาเก็บข้อมูลความยากง่ายในการทำธุรกิจในไทยเดือน พ.ค.นี้ และจะประกาศผลเดือน ต.ค.นี้ โดยกฎหมาย 3 ฉบับที่ ก.พ.ร.เสนอให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 คือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดการคุ้มครองผู้ลงทุนเพื่อให้มีการกำหนดวิธีการหาข้อยุติในสถานการณ์ขัดแย้ง ที่มีการแบ่งจำนวนผู้ถือหุ้นอย่างเสมอกัน และกำหนดให้คุ้มครองนักลงทุนรายย่อย เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมั่นใจว่าจะได้รับการจ่ายเงินในเวลาที่กำหนด เป็นต้น

ส่วนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน จะแก้ไขให้ยกเลิกข้อกำหนดที่ให้บริษัทต้องส่งสำเนาข้อบังคับการทำงานให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยให้มีผลทันทีเมื่อนายจ้างประกาศใช้ จากเดิมที่นายจ้างต้องส่งสำเนาและข้อบังคับภายใน 7 วัน นับตั้งแต่ประกาศข้อบังคับ และให้นายจ้างเก็บสำเนาข้อบังคับนั้นไว้เองตลอดเวลา ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม จะแก้ปัญหาการชำระภาษี และรองรับการขยายเวลาการส่งเงินสมทบออนไลน์ เพื่อจูงใจให้กับผู้ประกอบการชำระเงินสมทบผ่านออนไลน์ และให้กำหนดว่า เมื่อมีเหตุสุดวิสัย หรือ เหตุจำเป็นอื่นให้ต้องเลื่อนการจ่ายเงินสมทบ รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ ครม. จะขยายเวลา หรือเลื่อนเวลานั้นออกไปตามความจำเป็น.