วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ก้าวที่กล้าคนกล้า ดิจิตอลไทยแลนด์4.0

“คนกล้า” รุ่นพี่เคยกล่าวไว้ว่า การทำงานใน “เมือง”...ได้ทุกสิ่งอย่าง เงินทอง แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ...“ความสุข”

ในฐานะที่มีประสบการณ์เป็นคนกล้าที่กลับบ้านแล้ว พูดได้เต็มปากเลยว่า ตอนนี้มีเวลาเลี้ยงลูก มีเวลาทำกับข้าวให้กับคุณพ่อคุณแม่ทาน มีเวลาทำอาหารที่ปลอดภัย ปลูกผักที่ปลอดภัยให้คนในครอบครัวกินได้อย่างภาคภูมิใจ นั่นก็คือความสุข และความสุขนี้ได้มาจากการเข้าร่วมโครงการ “คนกล้าคืนถิ่น”

“ความสุข”...ที่ไม่ใช่เป็นการเอาตัวเองไปใส่ไว้บนอะไรทั้งสิ้น สอนให้รู้ว่าค่าของคนอยู่ที่สิ่งที่เราทุกๆคนที่มีหน้าที่ แต่ที่เหนือกว่าหน้าที่ก็คือจิตใต้สำนึกที่เราจะร่วมกันพัฒนาบ้านเรา...ทำเกษตรยั่งยืน มีรายได้ ที่มั่นคง

การคืนถิ่น...ที่บ้าน ครอบครัวมีความสุข มีเวลา ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข ด้วยกัน สร้างความมั่นคงด้านอาหาร ที่ต้องการจะสร้างอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเป็นคนเล็กๆคนหนึ่งที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อไป

“เรามีประชากรกว่า 60 ล้านคน ไม่ต้องทำทุกคน สมมติว่ามีสัก 1 ล้านคนที่เป็นแบบคนกล้า ได้ลงมือทำแบบคนกล้าสัก 100 วัน...เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าสังคมไทยจะต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงแน่นอน”

โครงการคนกล้าคืนถิ่น...ช่วยให้ก้าวข้ามและกล้าที่จะคิดต่าง สร้างฝันของตัวเอง เพื่อครอบครัวอันเป็นที่รักสู่ความสุขที่ยั่งยืน กล้าพอที่จะดำเนินรอยตามศาสตร์ของพระราชา “ใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเอง วิถีพอเพียง อย่างมั่นคงและยั่งยืน” และที่สำคัญสามารถนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ใช้ชีวิตอิสระ ออกแบบชีวิตตนเองได้

ผู้ที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวคนกล้าหรืออยากจะเป็นหนึ่งในคนกล้าคืนถิ่น ได้ที่เว็บไซต์ www.konglakuentin.com และเฟซบุ๊กเพจ “คนกล้าคืนถิ่น”

โครงการคนกล้าคืนถิ่นปี 2560 “ดิจิตอลฟาร์มเมอร์” นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทำให้คุณเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการ “คนกล้าคืนถิ่น” บอกว่า หัวใจ สำคัญคือการ...ต่อเชื่อมชีวิตเรากับธรรมชาติที่ถูกตัดขาดไป

ทำการเกษตร...แบบไม่ทำร้ายธรรมชาติ ไม่หวนกลับมาทำลายตัวเอง

“วิถีเกษตรเป็นรากแก้วของสังคมไทย ในอดีตตอนเช้าคนไทยออกไปทำอาชีพต่างๆ ไปเป็นครู ทหาร ตำรวจ ทำงานธนาคาร โรงงาน ค้าขาย กลับมาถึงบ้านตอนเย็นก็ดำเนินชีวิตในวิถีเกษตรยั่งยืน คนที่มีวิถีแล้วทำการเกษตรเป็นอาชีพ เราเรียกว่าเกษตรกร”

ฉะนั้น...วิถีของเกษตรพึ่งตนเป็นวิถีที่เป็นรากแก้วของสังคมไทย เป็นจุดเริ่มต้นของคนกล้าทุกคน คนกล้าที่กลับคืนถิ่นไม่ใช่ไปเป็นเกษตรกรเลย แต่เริ่มปลูกฝังวิถีตนเองให้ได้ก่อน บางคนยังทำงาน ซ่อมคอมพิวเตอร์ นักออกแบบ ค้าขายอยู่...เกษตรกรเมื่อไปอยู่แล้วประสบความสำเร็จก็จะไปเชื่อมร้อยกับเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยกัน ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เอสเอ็มอี เกษตร...ผู้ประกอบการเกษตร สตาร์ตอัพ ดิจิตอลฟาร์มเมอร์ ฯลฯ

การออกแบบขับเคลื่อนโครงการ การเปลี่ยนแปลงคนกล้า ถอดต้นแบบจากการสัมมนาร่วมกัน ปุจฉาสำคัญ...หากพูดถึง “การปฏิรูป” การเปลี่ยนผ่าน วันเวลาผ่านมาถึงวันนี้ไม่คืบหน้า เดินหน้าไม่ถึงฝั่งฝัน เหตุสำคัญมาจากอะไรกันแน่? คำตอบที่ได้ ข้อสรุปมีว่า...เป็นเรื่องของการต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ

เริ่มจากคนคิดไม่ได้เป็นคนเรียน คนที่คิดไม่ได้เป็นคนทำ คิดเสร็จ... ได้นโยบาย ได้บทเรียนแล้วก็ส่งไปให้คนปฏิบัติ หรือผู้ปฏิบัติที่ขยันหน่อย ส่วนใหญ่เรียนไป รู้ไป รับคำสั่งไป...บางทีก็ได้แต่คิด ได้แต่เสนอ นอนคิดอยู่นั่นไม่ได้ลงมือทำเสียที คนกล้าหลายคนเป็นนักอบรม...ไปมาแล้ว 7-8 แห่ง กว่าจะเริ่มได้เสียทีก็ใช้เวลาอยู่นาน

หรือคนที่ขยันๆไม่น้อยก็ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ เพราะฉะนั้นการออกแบบกระบวนการเปลี่ยนคนต้องพยายามผลักดันนโยบาย...เปลี่ยนจากภายในเริ่มจากสิ่งที่มี เรียนรู้ ไปร่วมกับคนอื่นวางแผนทั้งของตัวเอง ของคนอื่น แล้วก็ขับเคลื่อนร่วมกับคนอื่นด้วยกระบวนการที่ทำให้เกิด ...การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ

ก็จะเกิดการตื่นรู้ ลงมือทดลอง ขยายผล ทั้งของระดับบุคคล องค์การ

ดร.สุมิท ย้ำว่า งานของ “คนกล้า” ก็คืองานพัฒนาคน พัฒนาเครือข่าย พัฒนาภาคการเกษตร...ต้นน้ำของฐานรากประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม กล้าที่จะกลับไปตอบโจทย์ชีวิตของเขา

“คนกล้าสองพันชีวิตที่กำลังทำอยู่ ชีวิตเริ่มต้น ไม่ใช่กลับไปลอยๆ ผ่านกระบวนการอบรมบ่มเพาะ สี่วันสี่คืน บวกกับการทำจริงโดยมีพี่เลี้ยงอีกห้าเดือน จนประสบความสำเร็จ”

การอบรมนอกจากมีแรงบันดาลใจจนเกิดการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากตัวเองแล้ว มองหาสิ่งที่มีในบริบทของตน...ใช้พื้นที่เล็ก...ที่มีไม่เกิน 3 ไร่ ออกแบบให้เกิด “ความพอเพียง...มั่งคั่ง...ยั่งยืน” ได้

ก่อนจะออกไปลงมือจริงในพื้นที่ ต้องมีแผนผัง แผนที่กิจกรรม ที่เรียกว่า...แผนที่ชีวิต ส่วนคนที่ไม่มีที่ดินก็จะมีพื้นที่กลางจัดสรรให้อบรมเข้มข้น 5 เดือน แต่ปัญหามีว่าที่ดินมีมากกว่าคนที่จะเอาไปใช้เยอะมาก

ย้ำว่า...การเข้าสู่วิถีเกษตรของคนกล้า มีความคิดที่แตกต่างตรงที่การเริ่มต้นที่วิถีเกษตรก่อน...ไม่ใช่อาชีพ โครงการคนกล้าคืนถิ่น...เริ่มปีแรกในปี 2558 ผ่านมาถึงวันนี้มีเครือข่ายรวมพลังกันกว่า 30 องค์กรแล้ว ปีที่แล้ว 2559...เริ่มขยับขยายเข้าไปในสถานศึกษา ฝึกคนกล้าให้เป็นครูพี่เลี้ยง เพื่อหวังรองรับเด็กที่ตกหล่นระหว่างทางไม่สำเร็จการศึกษา อีกด้านหนึ่งก็เร่งติดอาวุธ ต่อยอดคนกล้าให้ก้าวอย่างมั่นคงได้ใน...ยุคดิจิตอลไทยแลนด์ 4.0

คนกล้ายุคใหม่สังคมดิจิตอล...ต่อยอดคนกล้าให้เป็นดิจิตอลฟาร์มเมอร์ อบรมปูพื้นฐาน ตอบสนองนโยบายรัฐ เดินหน้าฟันเฟืองประชารัฐ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตชุมชน ปัญหามีว่า...ถ้าไม่มีคนที่ทำเป็นคอยไปกระตุ้นให้เกิดการใช้งาน ก็จะไม่ได้ผลเต็มที่ คนกล้าก็พร้อมที่จะเดินหน้าเศรษฐกิจ สังคมไทยแลนด์ดิจิตอล 4.0 เต็มกำลัง

“คนกล้าทุกคนไม่ได้ถูกฝึกให้เก่งเดี่ยวไปคนเดียว หากแต่ฝึกให้เก่งร่วม กลับไปอยู่ในชุมชน ส่วนใหญ่ก็รับผิดชอบ ขยายผลให้เกิดการพัฒนาภายในชุมชน”

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะพลิกวิกฤติ...ค่านิยมเกษตรที่ติดลบ ไม่ใช่แค่โลกสวย แต่ทำจริง...มีรายได้จริง เลี้ยงดูครอบครัวได้ เกษตรกรไทยยุคใหม่ต้องเป็นอาชีพที่ทำแล้วเท่ เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้สบายๆ...เป็นไอดอลให้เยาวชนรุ่นใหม่ในพื้นที่หันมาจับอาชีพเกษตรกรให้มีจำนวนมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

“คนคิดดี ทำดี มีเต็มประเทศไปหมด แต่สร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นเพราะไม่มีพลังที่จะเปลี่ยนวิกฤติได้ ถ้าเราใส่แรงไป...ใส่น้ำหนักไปต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ และน้ำหนักไม่มากพอ...ไม่อยู่ในจุดที่เหมาะสม เราจะไม่สามารถงัดปัญหาให้ผ่าน…เกิดการเปลี่ยนแปลงได้”

ถ้าเป็นภาคเกษตรในทฤษฎี ต้องมีพลัง 20 เปอร์เซ็นต์...ดังนั้นถ้ามีเกษตรกร 5 ล้านคน เราต้องการ 1 ล้านคนที่จะเป็นพลังนี้...แต่ละโครงการ กระทรวง ทบวง กรม เอกชนร่วมกันทำปีละอย่างมากก็ 5,000 คน ต้องใช้เวลาทำถึง 200 ปีกว่าจะได้...คงไม่มีใครอยู่ถึงวันนั้น

จำเป็นที่ต้องให้วิถีนี้แตกตัวไปเอง...ให้คนกล้าที่กลับไปในท้องถิ่นชวนเยาวชนในพื้นที่ทำ...ทำแล้วได้ผล ก็ขยายจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่ง ...ชวนกันข้ามตำบล อำเภอ จังหวัด เรียนรู้ผ่านเครือข่าย...โลกออนไลน์

หาก “คนกล้า”...สักหมื่นชีวิตกลับไปแตกตัวแบบนี้...ก็จะสร้าง “เกษตรกรรุ่นใหม่” เป็นล้านชีวิตขึ้นมาได้.