วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กรมศิลป์ ยัน กลองสัมฤทธิ์โบราณพบที่นครพนม อายุราว 1,500 ปี

นักโบราณคดี กรมศิลปากร ตรวจสอบกลองสัมฤทธิ์โบราณ หลังขุดพบในที่ดินที่นครพนม เผย อายุราว 1,500 ปี พบข้อมูลเป็นกลองที่ใช้ในพิธีศักดิ์สิทธิ์ เตรียมขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติ

เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 60 นายชินณวุฒิ วิทยาลัย นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี นำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบเก็บรายละเอียด กรณีมีการพบกลองสัมฤทธิ์โบราณ ในพื้นที่บ้านคำอ้อม หมู่ 11 ต.นาคู่ อ.นาแก จ.นครพนม หลังจาก นายวิไล ศรีแสน อายุ 52 ปี ติดต่อซื้อดินมาถมที่เพื่อปรับปรุงบ้านใหม่ จนกระทั่งภายหลังพบกลองสัมฤทธิ์โบราณติดมากับรถบรรทุกดิน จึงนำมาเก็บรักษาไว้ที่บ้านเลขที่ 161 หมู่ 11 บ้านคำอ้อม ต.นาคู่ อ.นาแก จ.นครพนม พร้อมประกอบพิธีถวายเครื่องสักการะบูชา เพื่อเป็นการขอพรรับโชคลาภ ซึ่งชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างเดินทางมากราบไหว้ขอโชคลาภตามความเชื่อไม่ขาดสาย (หนุ่มใหญ่นครพนมซื้อดินถมที่ เจอกลองสัมฤทธิ์โบราณ คาดอายุร่วม 2 พันปี)

นายชินณวุฒิ เผยว่า หลังนำเจ้าหน้าที่นักโบราณคดีมาตรวจสอบเก็บหลักฐาน เบื้องต้นพบว่าเป็นกลองสัมฤทธิ์โบราณที่มีการสร้างขึ้นจากทองเหลือง ตรวจสอบจากหลักฐานข้อมูลที่เคยขุดค้นพบแล้ว ยืนยันเป็นกลองสัมฤทธิ์โบราณ จำแนกอยู่ในกลุ่มที่ 3 อายุจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 ปี หรือที่เรียกว่ากลองมโหระทึก ซึ่งถือเป็นกลองที่สร้างขึ้นด้วยวิธีการหล่อในยุคโบราณ เพื่อนำไปใช้ในการประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์สำคัญ หรือเป็นกลองที่ใช้เกี่ยวกับการทำพิธีขอฟ้าขอฝน รวมถึงพิธีที่เป็นสิริมงคลต่างๆ โดยจะมีการเขียนลวดลายตามหลักความเชื่อโหราศาสตร์ ที่สำคัญจะมีรูปกบติดอยู่บริเวณหน้ากลอง

จากการตรวจสอบข้อมูลเชื่อว่า ใส่รูปกบเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เพราะกบจะหมายถึงฤดูฝน รวมถึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ถือเป็นความโชคดีของชาวบ้านที่มีการพบของโบราณอายุกว่า 1,000 ปี จากข้อมูลการค้นพบในภาคอีสาน จะเคยขุดค้นพบประมาณ 4-5 ใบ ที่ จ.นครพนม เคยมีการขุดค้นพบมาก่อนใน อ.ธาตุพนม และมีการนำไปเก็บรักษาไว้ในวัดพระธาตุพนม ซึ่งแหล่งที่มาส่วนใหญ่สันนิษฐานว่า จะมีการฝังไว้ในยุคการก่อสร้างองค์พระธาตุพนม เนื่องจากผู้มีจิตศรัทธาจะมีการเดินทางนำสิ่งของมีค่า ทรัพย์สินเงินทอง ไปร่วมสร้างองค์พระธาตุพนม แต่ต้องเดินทางด้วยเท้า ใช้เวลาหลายปีหลายเดือน บางคนไม่ถึงต้องล้มหายตายจาก ทำให้มีการฝังสิ่งของเหล่านี้ไว้ และมีการขุดค้นพบหลายจุด

สำหรับขั้นตอนการดูแลรักษา ทางสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี ที่ดูแลรับผิดชอบจะได้มีการตรวจสอบบันทึกทำประวัติ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ และให้ชาวบ้านเป็นผู้ดูแลและเก็บรักษา ให้ประชาชนได้มาศึกษาเยี่ยมชม.