วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลุ้น! ศาลปกครองสูงสุด ชี้ชะตา กทพ. จ่ายค่าโง่ ด่วนอุดรรัถยา 3 พัน ล.

ลุ้นศาลปกครองชี้ชะตา กทพ.

ลุ้น! ระทึก ศาลปกครองสูงสุด ชี้ชะตาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ต้องจ่ายค่าโง่ทางด่วนอุดรรัถยา 3,030 ล้านบาท ตามคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ หรือไม่

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการทางด่วนพิเศษอุดรรัถยา สายบางปะอิน-ปากเกร็ด ว่า ยอดผู้ใช้บริการทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด) ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ภายใต้สัมปทานบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (เอ็นอีซีแอล ในปีที่ผ่านมา ซึ่งมียอดผู้ใช้บริการน้อยกว่าค่าประมาณการถึง 55% แบ่งเป็น ช่วงที่ 1 ปากเกร็ด-เชียงราก มีผู้ใช้จริง 23 ล้านคัน จากค่าประมาณการที่ 14 ล้านคัน และช่วงที่ 2 เชียงราก-บางปะอิน มีผู้ใช้จริงเพียง 7.2 ล้านคัน จากค่าประมาณที่ 41 ล้านคัน ขณะที่รายได้ต่ำกว่าประมาณการไว้โดยในเดือน ก.ค.59-ธ.ค.59 ถึง 76.4% หรือเก็บรายได้จริงเพียง 728 ล้านบาท จากเป้าหมายตั้งไว้ 3,072 ล้านบาท โดย ก.ค. 59 มีรายได้ 118 ล้านบาท ส.ค.59 รายได้ 125 ล้านบาท ก.ย.59 รายได้ 120 ล้านบาท ต.ค.59 รายได้ 118 ล้านบาท พ.ย.59 รายได้ 120 ล้านบาท และธ.ค. 59 รายได้ 217 ล้านบาท จากเป้าหมายเฉลี่ยเดือนละ 512 ล้านบาท สำหรับเรื่องข้อพิพาทระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และเอ็นอีซีแอลนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาไม่ขอออกความเห็นในเรื่องนี้ แต่ได้ให้กทพ.ไปดูรายละเอียดเรื่องการบริหารความเสี่ยงว่า จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลนำไปใช้กับการแก้ปัญหาทางด่วนขั้นอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กทพ.ว่า ปัญหาข้อพิพาทอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งต้องรอศาลตัดสินก่อนว่า จะเป็นอย่างไร จากที่ก่อนหน้านี้อนุญาโตตุลาการได้ตัดสินให้กทพ.จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหาย 3,030 ล้านบาทให้เอกชนไปแล้วและศาลปกครองกลางยืนตามคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งหากศาลปกครองสูงสุด ยืนตามศาลปกครองกลางถือว่า คดีสิ้นสุดรัฐก็ต้องนำเงินงบประมาณมาจ่ายให้เอกชน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเอกชนร้องเรียนว่า ได้รับความเสียหายจากการจัดเก็บค่าผ่านทางที่ไม่ได้ปรับตามสัญญาที่กำหนด และดัชนีผู้บริโภคหรือซีพีไอที่คิดคำนวณตัวเลขปริมาณจราจร และการใช้ทางด่วนมีความแตกต่างกันทำให้คาดการณ์คนใช้เส้นทางด่วนผิดจากความเป็นจริง โดยโครงการดังกล่าว มีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ 17 เม.ย. 40 และเหลือสัญญา 10 ปี