วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

Tamil Nadu ทมิฬ...น่าดู

โดย GQ Thailand

กว่าสองทศวรรษแล้วที่ กาย ทรีเบย์ หลีกเร้นมาท่องเที่ยวอยู่ในซอกมุมเล็กๆ ของทมิฬนาฑู ตอนใต้ของประเทศอินเดีย แม้วัดวา ผู้คน ตึกรามบ้านช่องอันตระการตาจะเป็นภาพอันคุ้นตาของเขาไปแล้ว กระนั้นเขาก็ยังพบว่าที่นี่คือดินแดนที่เหมาะกับการผจญภัยชนิดที่ไม่ได้วางแผนอะไรมาก่อนเลย

‘กูน่าน้อย’ กระโดดโลดเต้นมาตามทาง “ห้าร้อยรูปีครับนายท่าน” เขาตะโกนมาแต่ไกล พร้อมคลี่ชุดโปสการ์ดที่เป็นภาพวาดการบำเพ็ญตบะของพระอรชุน หนึ่งในเทพเจ้าของฮินดู ภาพวัดชอร์ที่สร้างตั้งแต่สมัยศตวรรษที่แปด และภาพศิลายักษ์ต้านแรงโน้มถ่วงที่เชื่อกันว่าเป็น ‘ก้อนเนยของพระกฤษณะ’

ผมสังเกตเห็นเล็บนิ้วโป้งของกูน่าถูกทาด้วยสีแดง “แพงไปกูน่า แพงไป” ผมพูดกลั้วหัวเราะ ขณะที่ไอทะเลบางๆ ลอยอยู่ในอากาศ อบอวลไปทั่วกลุ่มอารามมหาบาลีปุรัมที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่ง

“ห้าสิบ” ผมต่อ “โอเค ได้นายท่าน” กูน่ารับคำทันที เขาเป็นชายที่มีร่างเล็กไม่ต่างจากเด็ก แต่หน้าตาน่าจะอายุราว 50 แล้ว เขาบอกผมว่าเขาอายุ 20 ตอนเราเจอกันครั้งแรก ต่อมาก็บอกว่า 30 แต่ดูใบหน้ากระจิริดนั่นแล้ว จะอายุเท่าไรก็ช่างเถอะ

“ครั้งแรกของวันนี้เลยนะเนี่ย” กูน่าประกาศอย่างร่าเริง ในอินเดียถือว่าการขายอะไรได้ครั้งแรกของวันนับเป็นเรื่องมงคล และแค่พริบตาเดียวหลังจากนั้นกูน่าก็หายแวบไปในซุ้มหางนกยูง ผมเองก็เดินทางไปต่อเหมือนกัน ผมมุ่งหน้าสู่วัดชอร์ ที่ยูเนสโกยกให้เป็นมรกดกโลก ในเช้าอันเงียบสงบของเดือนเมษายน ผมรู้สึกราวกับที่แห่งนี้มีเพียงผม หมาจรจัดขี้เซา และนกกาช่างพูด เท่านั้นเอง

เพื่อนผมมักจะไม่เชื่อเวลาที่ผมเล่าประสบการณ์ความเงียบสงบแบบนี้ที่อินเดีย เพราะแน่นอนว่ามันตรงข้ามกับภาพความวุ่นวายและสกปรกที่สื่อนำเสนอจนชินตา ซึ่งผมก็เข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงไม่ค่อยเชื่อผม เพราะไม่ว่าจะอย่างไร อินเดียก็คือประเทศที่มีประชากรมากถึง 1.25 พันล้านคน และยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่แพ้จีน

แต่พวกเขาไปไหนกันหมดล่ะ? ประชากรอินเดียจำนวนมาก (และมากขึ้นเรื่อยๆ) ได้หลบหนีความกันดารในภูมิภาคห่างไกลเข้าไปแสวงโชคในตัวเมือง แต่ประเด็นคือ ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร ผมก็เดินทางมาประเทศนี้เพื่อแสวงหาความสันโดษอยู่เสมอ

เชตินาถ... อาณาจักรแห่งคฤหาสถ์ที่ถูกทิ้งร้าง

ตอนอยู่ที่นิวเดลี เพื่อนศิลปินและช่างภาพของผมคนหนึ่งชื่อเดยานิตา สิงห์ เลี้ยงมื้อเช้าผมที่โรงแรมทัชมาฮาล พร้อมเล่าเรื่องราวมหกรรมเวนิซเบียนนาเล่ครั้งล่าสุด ปกติแล้วเวลาเดยานิตากลับจากทริปท่องโลกมาสู่บ้านเกิดของเธอที่อินเดีย เธอมักจะแค่มาเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บกระเป๋า และจับเครื่องบินไป Goa เลยทันที เพราะเธอซื้อบ้านสไตล์โคโลเนียลโปรตุเกสที่นั่นไว้เมื่อหลายปีก่อน แต่ระยะหลังมานี้ เดยานิตาบอกว่ากัวได้กลายเป็น ‘แฮมป์ตันแห่งอินเดีย’ ไปซะแล้ว มันเต็มไปด้วยโรงแรมหรู ร้านอาหารเลิศ คลับเต้นรำ และงานเลี้ยงค็อกเทลมากมาย ตอนนี้เธอพยายามแสวงหาสถานที่ใหม่ๆ สำหรับหนีความวุ่นวายที่มาพร้อมกลุ่มครีเอทีฟรุ่นใหม่ชาวอินเดีย เธอจึงเดินทางมุ่งหน้าไปทิศตรงกันข้ามกัน เธอเดินทางลึกลงไปทางทิศใต้ของประเทศ

แล้วเธอก็เลือกไปยังเมืองแห่งอารามในทมิฬนาฑู เมืองเดียวกับที่ผมมักแอบหลบไปพักตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมานั่นเอง เมืองอย่างมหาบาลีปุรัม หรือคังไคคอนดา โจฬะปุรัม (ไม่แน่ว่า ชื่อชวนให้ลิ้นพันกันของมันอาจเป็นสาเหตุให้มันยังไม่โด่งดังมากไป) ไปจนถึงจุดหมายสำคัญในการจาริกแสวงบุญของชาวฮินดูอย่างเมืองมธุไร

แต่แล้วผมก็คิดอยากไปเมืองเชตินาถ ฉายาเมืองแห่งคฤหาสถ์ ขึ้นมา

ร่วมยี่สิบปีมาแล้วที่ผมเดินทางด้วยรถออโต้ (รถตุ๊กตุ๊กแบบอินเดีย) เลาะเรื่อยไปตามชายฝั่งโคโรแมนเดลจนถึงวัดชอร์ ระหว่างทางเรามักถูกกีดขวางด้วยเกวียนเทียมวัว ผมจึงใช้ทางเลี่ยง ที่ทำให้ได้ไปเจอดินแดนกึ่งแห้งแล้งแห่งหนึ่ง มีต้นปาล์มเรียงรายสองข้างถนน เรื่อยไปจนเข้าสู่ใจกลางดินแดนทมิฬ

ในตอนนั้น เมืองเชตินาถสำหรับนักเดินทาง เป็นเหมือนดินแดนที่กำลังหลับใหลอยู่ในการจำศีลอันยาวนาน หมู่บ้านของเมืองถูกแบ่งแยกห่างจากกันด้วยคูน้ำ ผมรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝันตลอดทางที่นั่งรถท่องไปตามภูมิประเทศที่มีทุ่งนาเรียบนิ่ง กอต้นปาล์ม สลับกับเฟื่องฟ้าสีจัดจ้าน แล้วอยู่ๆ ก็ต้องตกตะลึงเมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้าน ที่ประกอบไปด้วยคฤหาสถ์หรูหราอลังการเรียงรายเป็นทิวแถว!

ไม่ว่าจะดูเหมือนฉากสำหรับถ่ายหนังแค่ไหน แต่นี่คือของจริงแท้แน่นอน แถมมีอยู่อย่างมหาศาลเลยด้วย หมู่บ้านแห่งนี้สร้างขึ้นนานมาแล้วโดยกลุ่มคนที่เรียกกันว่าชาวนัตตุโกตไตเศรษฐี (Nattukottai Chettiar) ซึ่งอยู่ในวรรณะไวศยะ หรือวรรณะพ่อค้า โดยถูกสร้างขึ้นเป็นสามระลอกสามสมัย นับแต่ช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้าจนถึงภายหลังจากที่อินเดียได้รับเอกราช สไตล์ของงานสถาปัตยกรรมได้แรงบันดาลใจผสมผสานหลายวัฒนธรรม ทั้งวิคตอเรียน, อินโด-ซาราเซนิค และอินเดียใต้แบบดั้งเดิม จริงๆ แล้วการหลอมรวมกันแบบนี้มีอยู่หลายแห่ง และอาจดูเหมือนเป็นงานเลียนแบบศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วไป ไม่น่าสนใจอะไร ถ้าเพียงแค่ขนาดมันจะไม่ใหญ่โตมโหฬารอย่างนี้ มีอายุเก่าแก่อย่างนี้ และยังรักษาขนบแบบการของงานสถาปัตยกรรมยุคโบราณได้อย่างตระการตาเช่นนี้

ในเชตินาถ บ้านที่ประกอบด้วยห้อง 50-100 ห้อง นับว่าเป็นเรื่องธรรมดา ความมั่งคั่งอันของเจ้าของที่พักอาศัยเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากการค้าขายที่ดำเนินอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น ภายในบ้านจึงเหมือนเป็นแกลเลอรี่แสดงทรัพย์สมบัติล้ำค่าจากหลายวัฒนธรรม ทั้งเครื่องเงินแท้สำหรับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ แชนเดอเลียร์จากคริสตัลโบฮีเมียน, พื้นหินอ่อนลายหมากรุก, เสาห้องโถงที่ทำจากไม้สักพม่าทั้งต้น ฯลฯ

นานหลายทศวรรษแล้วที่คฤหาสน์เหล่านี้ถูกทิ้งร้าง ของล้ำค่าห่อหุ้มไว้ด้วยผ้าขาวบาง มีชาวบ้านมาดูแลบ้างตามมีตามเกิด แต่บัดนี้ความเปลี่ยนแปลงเริ่มมีให้เห็น หลังจากนักเดินทางทยอยกันไปเยือนเชตินาถมากขึ้นเพราะถูกดึงดูดโดยประวัติแปลกประหลาดและลับแลของมัน จำนวนโรงแรมบูติกสุดเก๋ก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

โรงแรมที่ผมมักจะไปพักคือเดอะ บังคลา ดำเนินกิจการโดยสตรีวัยเลขแปดที่ชื่อมาดามมินากษี หนึ่งในผู้ประกอบการชาวเศรษฐี ที่สามารถพาแขกของเธอเข้าชมคฤหาสน์หลายหลังที่ปกติแล้วไม่อาจเข้าชมได้ ผมเองได้ไปชมมาก็มาก ทุกครั้งจะรู้สึกราวกับล่องลอยผ่านห้องบอลล์รูมอันว่างเปล่า คอร์ทยาร์ดที่ล้อมด้วยแนวเสาสูงใหญ่ และภาพบรรพบุรุษชาวเศรษฐีที่จ้องมองเราเขม็งจากภาพที่ติดบนผนัง

วันนี้ผมกลับมาที่นี่ด้วยเหตุผลที่ต่างไป นอกเหนือไปจากเหตุผลที่อยากมาเห็นภูมิประเทศเงียบสงบ ดูวัดวาอารามท้องถิ่น ที่มีงานศิลปะยุคราชวงศ์โจฬะที่หาดูยาก และใช้เวลาอยู่กับอัธยาศัยและมิตรไมตรีอบอุ่นของชาวทมิฬแล้ว ครั้งนี้ผมมาเพื่อ...กิน

ระยะหลังมานี้ ตำราการครัวฉบับชาวเศรษฐีกำลังได้รับความนิยมในแวดวงอาหารระดับโลก ในที่สุดเหล่าเชฟตะวันตกก็ได้เรียนรู้ศิลปะแห่งเครื่องเทศและการปรุงอันละเอียดอ่อน เมนูอย่างไก่บังคลาพริกไทยดำ, แกงกะหรี่ปูมะขาม, แกะทอด และกุ้งใหญ่ใส่หอมแดง กลายเป็นจุดขายสำคัญในการท่องเที่ยวที่ทำให้ชาวต่างชาติพากันแห่มาลงเรียนคลาสทำอาหารของทางโรงแรม ครัวของเดอะ บังคลา ปัจจุบันกำกับดูแลโดยเชฟคารูเปียในวัยเลขเจ็ด ผู้มากพรสวรรค์ขนาดที่โรงแรมในมัทราสใช้ความพยายามนานนับสิบแย่งชิงเขามาทำงานแต่ไม่สำเร็จ พนักงานส่วนใหญ่ของที่นี่ถือเอาเดอะ บังคลาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาตั้งแต่วัยเยาว์ สำหรับผม มันคือบรรยากาศเก่าแก่ของจริงของเดอะ บังคลาต่างหากที่ทำให้ผมต้องกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ความรุ่งเรืองและโรยราที่โจฬะปุรัม

ระหว่างนั่งรถลงใต้จากเมืองเชนไน เราใช้ถนนเลียบชายฝั่งตะวันออกเพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายหลักอันได้แก่รีสอร์ตฟิชเชอร์แมนส์ โคฟ ผมมาที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2004 ตอนที่สึนามิยังไม่พัดพาทุกอย่างเรียบเป็นหน้ากลอง ปัจจุบันรีสอร์ตต่างๆ ฟื้นตัวกลับมาเหมือนเดิมแล้ว สวนสวยเขียวขจีราวกับไม่เคยถูกถอนรากถอนโคน บ้านพักหลายหลังตั้งอยู่ชิดติดทะเลขนาดที่สามารถมองเห็นคลื่นหัวแตกบนริ้วน้ำทะเลที่นิ่งสงบ ยากจะเชื่อว่าครั้งหนึ่งพื้นที่แถบนี้เคยถูกทำลายล้างจนเหี้ยนเตียน

ผมไปเยือนที่นั่นในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของเทศกาลจิตธิไรในปฏิทินของชาวทมิฬ นับเป็นช่วงเวลาสุดพิเศษในแทบทุกแง่มุมยกเว้นอากาศ ซึ่งชาวบ้านบรรยายไว้อย่างได้อารมณ์ว่า “ร้อน, ร้อนมาก, ร้อนมากที่สุด!” กระนั้นในช่วงเวลานี้อากาศก็ยังต่างไปเล็กน้อย เพราะกระแสน้ำหลงฤดูจะพัดขึ้นมาจากทางใต้ ไหลท่วมรัฐอานธรประเทศและรัฐโอริสสา กวาดเอาคราบขมุกขมัวออกไปจากชายหาด และนำพาไอเย็นมาสู่แผ่นดิน อุณหภูมิประมาณ 20 องศา อาจรบกวนการใช้ชีวิตของชาวบ้านพอควร เพราะต้องคอยหาอะไรหนาๆ ฟูๆ มาห่ม แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างผมแล้ว รู้สึกเหมือนถูกหวยยังไงยังงั้น

เมื่อกลับโรงแรมเดอะ บังคลา กิจวัตรของผมคือการนั่งที่ระเบียงและวางแผนการโต๋เต๋สำหรับวันต่อไป และหนึ่งในนั้นคือการเที่ยววัดวาอารามที่คนยังไม่ค่อยรู้จัก ชื่อแรกที่ผมจดไว้คือศาลหินตัดบูชาพระพิฆเนศ ซึ่งเป็นเทพที่มีศีรษะเป็นช้าง และขึ้นชื่อว่ามีฤทธิ์ช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรคให้ผู้คน ไม่บอกก็คงเดาได้ว่าท่านเป็นที่นิยมแค่ไหน เมื่อผมไปถึงวัดปิลไลยาร์ปัตติ ก็บังเอิญว่าเป็นเวลาที่เขาประกอบพิธีกรรมสรงน้ำพระพิฆเนศพอดี แล้วผมก็พบตัวเองยืนต่อคิวร่วมกับผู้จาริกแสวงบุญจำนวนมาก เพื่อเดินเข้าสู่วิหารชั้นใน จากนั้นก็ยื่นเครื่องบูชาของเราให้กับนักบวชผู้เปลือยท่อนบน แล้วพวกเขาก็จะนำไปคล้องหลวมๆ รอบคอพระพิฆเนศเพื่อทำพิธีบูชา ก่อนจะถอดเครื่องทรงรูปปั้นเคลือบทองคำออก แล้วเทน้ำผึ้ง น้ำนม และน้ำกุหลาบ อาบลงไป

ผมเดินทางไปวัดอีกหลายแห่งในโจฬะปุรัม และแทบทุกแห่งปรากฏว่ามีแค่ผมคนเดียว หรือไม่ก็วัวสีน้ำนมสองสามตัว และอาจจะมีชาวปัญจาบอีกไม่กี่คน คงเป็นเมษายนที่เงียบเหงายิ่งนักเมื่อเทียบกับในศตวรรษที่ 11 ยุคสมัยที่กษัตริย์ราเชนตรา โจฬะ ที่หนึ่ง ปกครองแผ่นดิน พรมแดนอาณาจักรของพระองค์ครอบคลุมดินแดนตอนใต้แทบทั้งหมด รวมถึงศรีลังกา สุมาตรา กัมพูชา มาเลเซีย และบังคลาเทศ โดยมีเมืองหลวงและศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองอยู่ที่คังไคคอนดา โจฬะปุรัมแห่งนี้

อดีตของความรุ่งเรืองหลงเหลือให้ผมเห็นเพียงครอบครัวชาวปัญจาบครอบครัวหนึ่ง กำลังปิกนิกนอกบ้านด้วยการดื่มโค้กร่วมกัน ว่าแล้วผมก็ซื้อให้ตัวเองกระป๋องหนึ่ง แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าผมโต๋เต๋นานเกินไปแล้วสำหรับวันนี้ กว่าจะกลับถึงเดอะ บังคลา คงใช้เวลานานเกินไป ผมจึงกวัดแกว่งมือถือราวกับมันเป็นไม้กายสิทธิ์ เพื่อเสกสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ตัวเอง และด้วยอำนาจมนตราแห่งกูเกิล ผมก็พบโรงแรมใกล้ๆ สำหรับซุกหัวในคืนนี้ แถมยังเป็นโรงแรมที่คนขับรถของผมรู้จักซะด้วย เขายืนยันให้ผมมั่นใจว่าจะมีห้องว่างเสมอในปลายฤดูท่องเที่ยวเช่นนี้ และเขายังแจ้งอีกหนึ่งเรื่องที่เขาใคร่ครวญแล้วว่าอาจเป็นปัญหาสำหรับผม กล่าวคือ รีสอร์ตมันตราเวปะธุระที่ผมจะเข้าพักนั้น เป็นโรงแรมมังสะวิรัติระดับเข้มงวด นั่นแปลว่าจะไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสิร์ฟต้อนรับ ผมนึกไม่ออกเลยว่าหลังผ่านการนั่งรถยาวนานกับวันร้อนๆ แล้ว การต้อนรับอะไรจะดีไปกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ระหว่างทางไปโรงแรม ผมและคนขับจึงมีภารกิจใหม่ร่วมกัน นั่นคือการเสาะแสวงหาร้านค้าแอลกอฮอล์ที่ผูกขาดโดยรัฐบาล และเมื่อขับไปได้ครึ่งทางเราก็เจอ คนขับของผมกระโดดลงรถไปซื้อเบียร์มาให้ทันที ภายในถุงพลาสติกที่เขาถือกลับมานั้นบรรจุขวดเบียร์ขนาด 40 ออนซ์ ที่มีหน้าตาคล้ายตอร์ปิโด พร้อมฉลากที่เขียนว่า 10,000 โวลต์ คนขับบอกว่าที่ร้านยังมี 5,000 โวลต์ และ 2,000 โวลต์ สิ่งที่เขาละไว้ไม่ได้พูดคือเขาคิดว่ารู้จักลูกค้าของตัวเองดีพอถึงขนาดเลือกดีกรีเบียร์ให้เองเลย ระหว่างกำลังนั่งกังวลตลอดทางว่าผมจะลงเอยมีสภาพเหมือนเอมี ไวน์เฮาส์ หรือเปล่า ทิวทัศน์รอบข้างก็เบี่ยงเบนความสนใจของผมไปได้ เพราะมันดูราวกับผมหลุดเข้าไปอยู่ในหนังไตรภาคของสัตยาจิต เรย์ ผู้กำกับระดับตำนานของอินเดีย

สองข้างทางเป็นป่าครึ้ม สลับกับหมู่บ้านเล็กๆ เป็นระยะ มีหมาข้างถนนนอนสบายใจเฉิบอยู่กลางถนน เมื่อเข้าสู่ถนนเลนเดียว รถของเราต้องคอยหลบเกวียนเทียมวัว จนในที่สุดเราก็มาถึงรีสอร์ตมันตรา ที่โอบล้อมเราด้วยสวนมะม่วง ป่าสัก ดงปาล์ม และบังกะโลปูนปั้นเรียงราย พร้อมศาลานั่งเล่นที่ยื่นออกไปยังลำคลองเล็กๆ ผมเห็นลิงซุ่มแอบดูเราอยู่หลังต้นไม้ กับนกยูงแปลกตาเกาะอย่างเป็นสง่าอยู่บนซุ้มปะรำ หลังจากเช็กอินเรียบร้อย ผมก็อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวในห้องอาบน้ำกลางแจ้ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปสระว่ายน้ำเพื่อหย่อนกายคลายความเมื่อยล้าใต้แสงจันทร์

แต่ทั้งหมดนั่นยังไม่น่าอัศจรรย์สำหรับผมเท่าตอนที่ผมเดินลงไปกินข้าวในศาลารับประทานอาหาร และพนักงานเสิร์ฟในเครื่องแบบเชิ้ตขาวสะอ้านแจ้งกับผมว่า กฎหมายห้ามดื่มแอลกอฮอล์นั้นไม่มีผลบังคับใช้กับชาวต่างชาติ จากนั้นเขาก็ยื่นถาดใส่ขวดเบียร์คิงฟิชเชอร์เย็นเจี๊ยบมาให้ ระหว่างกำลังรินเบียร์นั้น เขาบอกกับผมอย่างแจ่มใสว่าผมเป็นแขกคนเดียวของมันตราในคืนนี้ เพราะฉะนั้นที่นี่จึงเปรียบได้กับอาณาจักรของผม

ในชีวิตคนเรา จะมีอยู่บางคืนที่เราผล็อยเข้าสู่นิทรารมย์พร้อมมนตราแห่งนิทานอันชวนเคลิบเคลิ้ม คืนนั้นผมหลับไปแบบนั้น และตื่นขึ้นตอนเช้าอย่างแสนกระปรี้กระเปร่า ผมโยนข้าวของใส่กระเป๋า พร้อมเต็มที่แล้วสำหรับการเดินทาง 14,000 ไมล์ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อกลับบ้าน

ที่มา - GQ Thailand
www.gqthailand.com
www.facebook.com/gqmagazinethailand