อย่าปล่อยให้ “น้ำหนักตัว” ทำความรักคุณพัง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

อย่าปล่อยให้ “น้ำหนักตัว” ทำความรักคุณพัง

โดย Women's Health 12 ก.พ. 2559 16:01
1,372 ครั้ง



อย่าปล่อยให้น้ำหนักตัวทำความรักคุณพัง เพราะจากการศึกษาล่าสุดพบว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมีสิทธิ์สั่นคลอนหากรอบเอวของคุณทั้งสองขยายตัวหรือลดไซส์!

เรื่องมีอยู่ว่า...เมื่อคืนฉันนั่งตักแฟนเหมือนทุกครั้งที่เราอยู่ด้วยกันในผับท่ามกลางเพื่อนฝูง หลังกระดกเบียร์ไปหลายอึกใหญ่จนเริ่มรู้สึกกรึ่มๆ นึกอยากอ้อนแฟนด้วยถ้อยคำหวานๆ (บางครั้งก็แฝงความซุกซน) โดยกระซิบข้างหูอีกฝ่ายเบาๆ ซึ่งปกติเขาจะหยอกกลับด้วยการบีบบั้นท้าย เขาทำแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มจีบกันใหม่ๆ แต่หนนี้กลับไม่ทำอย่างงั้น แทนที่จะหยิกบั้นท้ายเหมือนเคย เขากลับขยุ้มพุงโย้ของฉันแทน

โอเค ฉันยอมรับว่าตั้งแต่เปลี่ยนจากการเข้าคลาสโยคะ มาบำบัดด้วยค็อกเทลร่วมกับคนรัก น้ำหนักตัวเริ่มพุ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อน้ำหนักแห่งความสุขพุ่งพรวด ซึ่งเป็นผลพวงมาจากชีวิตรักอันสุขี (เหมือนกับที่ แชนนิ่ง เททัมเรียกว่ามันคือ Fappy ที่มาจาก fat และ happy) แต่ก็อีกนั่นแหละ การที่เขาบอกว่าชอบรูปร่างใหม่ของฉัน ไม่ได้ช่วยให้เลิกประหม่าหรือรู้สึกดีขึ้นสักนิด และการเปลี่ยนมาเอ็นดูรอบเอวแทน ไม่ได้ทำให้ฉันมั่นใจขึ้นแม้แต่น้อย

เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ ดังที่ซาร่าห์ วาร์นีย์ (Sarah Varney) เผยไว้ในหนังสือของเธอ XL Love: How the Obesity Crisis Is Complicating America’s Love Life หลักฐานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อใครคนหนึ่งอ้วนขึ้นหรือผอมลง มักส่งผลต่อความสัมพันธ์ จากที่เคยเหนียวแน่นกลายเป็นเปราะบาง

แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะงานวิจัยหลายชิ้นยังมีข้อสรุปขัดแย้ง เมื่อหลายคู่สามารถประคับประคองชีวิตรักให้อยู่รอด ไม่เหวี่ยงไป-มาตามน้ำหนักตัวที่ขึ้นๆ ลงๆ

ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ

ใครๆ ก็รู้ว่า ความรักส่งผลทั้งทางกายและใจ เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญป้ายความผิดให้พฤติกรรมปรับตัวตามคนรักที่ปรับตัวเข้าหาอีกฝ่ายจนเกิดพฤติกรรมร่วมกันทั้งในแง่ดีและเลวร้าย (เช่น เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หรือเปลี่ยนไปดูรายการทีวีเดียวกับแฟน) เรียกว่าเป็นการรวมโลกเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความใกล้ชิด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคู่รักที่แฮปปี้มักอ้วนเอาๆ แล้วถ้าไม่ใช่แค่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นพฤติกรรมแย่ๆ พากันเสียทั้งคู่แบบนี้ไม่โอเคนะ ข้อนี้ เจนน์ เบอร์แมน (Jenn Berman) คุณหมอเจ้าของรายการ VH1’S Couple Therapy with Dr.Jenn ลงความเห็นว่า “คู่ครองควรส่งเสริมกันและกันในทางบวก ไม่ใช่พากันลงเหวลงคู” คำแนะนำของเธอไม่ได้จำกัดแค่คู่รัก แต่หมายรวมถึงเวลาที่คนเราอยู่ด้วยกันแล้วพากันทำเรื่องไม่เข้าท่า เพราะคิดว่าเอาเถอะ ไม่เป็นไรหรอกน่า หากคุณทั้งสองรู้ตัวว่าอะไรๆ ชักเลยเถิดแล้วอยากกลับไปใช้ชีวิตที่เฮลตี้เหมือนเดิม หมอเจนน์แนะนำให้ลองตั้งเป้าหมายที่ต้องร่วมกันพิชิต เช่น เดินหรือวิ่งเรียกเหงื่อสัก 15 นาที ทุกเช้าวันเสาร์หรือแทนที่จะชวนกันไปกินข้าวนอกบ้าน ลองหันมาทำกับข้าวกินเองสักสัปดาห์ละ 2 ครั้งจะดีไม่น้อย

โลกช่างไม่ยุติธรรมกับผู้หญิง

ฟังดูไม่ยุติธรรมเลย แต่คงต้องบอกว่าถ้าคุณทั้งสองน้ำหนักตัวขึ้นเหมือนกันยังพอรับมือไหว แต่ถ้าฝ่ายหญิงอ้วนขึ้นอยู่คนเดียวล่ะก็ปัญหาใหญ่ ผลศึกษาที่ตีพิมพ์ลง Social Psychological and Personality Science พบว่า สามีภรรยาที่ครองคู่กันอย่างราบรื่นนั้น ฝ่ายหญิงมักมี BMI ต่ำกว่าสามี แม้ว่าเธอจะไม่ได้ผอมเพรียวก็ตาม เบนจามิน คาร์นีย์ (Benjamin Karney) คุณหมอด้าน Social Psychology ที่มหาวิทยาลัย UCLA, ผู้อำนวยการร่วมของงานวิจัยประจำสถาบัน UCLA Relationship Institute กล่าวว่า “การที่ภรรยาน้ำหนักตัวน้อยกว่า ทำให้ฝ่ายชายเชื่อว่าเขาเลือกคนไม่ผิด”

ดังนั้นถ้าคุณเป็นฝ่ายที่น้ำหนักมากกว่าจะรับมืออย่างไรดี นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะขนาดตัวไม่ได้ส่งผลต่อความรักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องเซ็กซ์และการสื่อสาร จริงๆ แล้วสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการเปรียบเทียบหุ่นคือ ความรู้สึกที่คุณมีต่อรูปร่างตนเอง เพราะมีการศึกษาค้นพบว่า ผู้หญิงไม่ว่าตัวเล็กไปหรือมีความรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับรูปร่าง มักไม่ค่อยสุขสมกับการสมสู่ เพราะคอยแต่พะวงเรื่องหุ่นแทนที่จะเอ็นจอยกับเซ็กซ์ตรงหน้า จึงจำเป็นที่เราควรหันมาดูแลรูปร่างให้สวยเช้งเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา “ทุกครั้งที่ฝ่ายชายเอ่ยปากชมอย่าลืมขอบคุณและย้ำเตือนตัวเองถึงสิ่งที่เขาชม แม้คุณจะไม่เชื่อสนิทก็ตาม” เจสสิก้า โอ เรลลี่ (Jessica O’Reilly) ผู้แต่ง The New Sex Bible แนะนำให้ปรับคำชมเหล่านี้ไปใช้ในห้องนอน “ทุกคนดูดีทั้งนั้นแหละเมื่อมองจากด้านหลัง ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าสองเต้าโตงเตงหย่อนยานหรอก” ลองทำท่าคาวเกิร์ลหันหลังตัวคุณอยู่บนแล้วหันหน้าไปทางเท้าของอีกฝ่าย จากนั้นคลึงสะโพกเป็นวงกลมเพื่อให้คุณทั้งสองถึงเส้นชัยพร้อมกัน

เอาใจช่วยฝ่ายชายเรื่องน้ำหนัก

ใช่ว่าฝ่ายชายจะไม่เครียดเรื่องน้ำหนักตัว เผลอๆ อาจมากพอๆ กับผู้หญิงแหละ เบรด ฟอสเตอร์ (Bread Foster) หนุ่มวัย 27 ปี สารภาพว่าเมื่อก่อนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 20 กว่ากิโลฯ สมัยคบกับแฟนเก่า เขาเคยถามตัวเองเหมือนกันว่าใครล่ะจะอยากมีเซ็กซ์กับผู้ชายอย่างเขา เรื่องนี้จึงกลายเป็นปัญหาที่คุณต้องเตรียมรับมือดีๆ เพราะมันแสดงถึงนิสัยบางอย่างของอีกฝ่าย เช่น ขี้เกียจ แต่หากฝ่ายชายลดน้ำหนักลงมาได้ อย่าเพิ่งตีความเป็นอย่างอื่น เช่น เอ๊ะ เขาจะมีกิ๊กหรือเปล่า (ยะ) เพราะไม่ใช่ว่าผู้ชายทุกคนจะอยากลดน้ำหนักเพื่อเจอคนใหม่ ดูอย่างสาวๆ ในรายการ The Biggest Loser พวกเธอลดน้ำหนักร่วมร้อยกิโลฯ แต่ก็ยังคบหากับแฟนคนเดิมไม่แปรเปลี่ยน แถมยังบอกอีกว่ารู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะกล้าที่จะเปิดเผยและมีความมั่นใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ร่วมกับฝ่ายชาย ดังนั้นแทนที่จะจ้องจับผิดว่าเขาฟิตลดหุ่นทำไม ลองมองมุมอื่นดูบ้าง แล้วอย่าลืมให้กำลังใจอีกฝ่ายช่วงที่เขาลดน้ำหนักล่ะ เพราะในทางกลับกัน คุณเองย่อมอยากให้เขาอยู่เคียงข้างเช่นกัน

ออกกำลังกายบำบัด

เมื่อการออกกำลังกายร่วมกัน ช่วยทั้งเรื่องความฟิตและเสริมสร้างความผูกพัน จากการวิจัยพบว่า หลังจากออกกำลังกายร่วมกันแล้ว คู่รักจำนวนมากรู้สึกแฮปปี้กับความสัมพันธ์มากขึ้น และเมื่อทำการสอบถามพบว่า คู่รัก 85% ยอมรับว่า หลังจากเวิร์คเอาต์กับแฟนแล้วรู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น แถม 1 ใน 5 ยังเปิดใจว่าสิ่งนี้ช่วยประคองความสัมพันธ์ให้ดำเนินไปตลอดรอดฝั่ง คราวหน้าระหว่างคิดจะลงวิ่งมาราธอนกับปรึกษานักบำบัด จงตริตรองดูดีๆ ว่าจะเลือกแบบไหน

แปลและเรียบเรียงโดย: ดร.ชีสไบท์ | ภาพ: Rodale

ที่มา - Women's Health Thailand
www.womenshealththailand.com

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    0.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement