วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
การเดินทางที่ไม่สิ้นสุดของ ‘ดำรง พุฒตาล’ ต้นแบบตำนานคนทีวีคุณภาพ

การเดินทางที่ไม่สิ้นสุดของ ‘ดำรง พุฒตาล’ ต้นแบบตำนานคนทีวีคุณภาพ

  • Share:

ในยุคที่วงการโทรทัศน์เมืองไทยเต็มไปด้วยพิธีกรที่ขายแต่ความหล่อความสวยเก๋ไก๋ไปวันๆ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ยืนสำหรับคนทีวีมืออาชีพรุ่นเก่า “ดำรง พุฒตาล” ถือเป็นต้นแบบของตำนานคนทีวีตัวจริงเสียงจริง ที่น่ากล่าวขวัญถึงในทุกมิติ เพราะถ้าไม่เก๋าจริงคงไม่สามารถยืนหยัดอยู่หน้าจอทีวีมาถึงปัจจุบัน แถมยังแสดงบทบาทคึกคักในฐานะผู้นำทางความคิดของแวดวงสื่อสารมวลชน

“ผมเป็นคนอยุธยาโดยกำเนิด ทั้งพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดเป็นคนอยุธยา เป็นมุสลิมเชื้อสายเปอร์เซีย เข้ามาตั้งรกรากในไทยตั้งแต่สมัยพระเอกา-ทศรถ เมื่อ 400 ปีก่อน ทวดผมมีที่นาอยู่ที่อำเภอวังน้อย 300 ไร่ และโอนตกทอดจากคุณพ่อมาถึงรุ่นลูกๆ ครอบครัวเราเป็นคนไทยมุสลิมที่บ้านล้อมรอบด้วยวัด จึงมีความเข้าใจคนพุทธดี พ่อแม่ผมมีลูก 8 คน พ่อผมมีอาชีพเรือโยง ผมเรียนหนังสือที่อยุธยาจบ ม.6 สมัยนั้นไม่รู้จะเรียนอะไร พอดีใกล้ๆบ้านมีโรงเรียนฝึกหัดครูอยุธยา บังเอิญสอบเข้าได้ ก็เรียนแบบกินนอน ทั้งๆที่อยู่ใกล้บ้าน ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้มาทำหนังสือและทีวี เพราะผมทำงานห้องสมุดที่โรงเรียน ตลอดเวลา 2 ปี เช้าตื่นมาเก็บกวาดห้องสมุด ซ่อมหนังสือ เที่ยงและเย็นอยู่ห้องสมุด โอกาสนี้ทำให้ได้อ่านหนังสือเยอะ ผมอ่านหนังสือของคุณชายคึกฤทธิ์ตั้งแต่เรียนปีสอง ตอนอ่านหนังสือท่องเที่ยวและสิ่งมหัศจรรย์โลก ผมไม่เคยนึกว่าคนอย่างเราจะได้เห็นโลกกว้าง เด็กบ้านนอกคนหนึ่งก็ฝันไป สิ่งเหล่านี้จุดประกายให้ทะเยอทะยาน และทำให้สนใจภาษาอังกฤษ สมัยนั้นฝรั่งชอบเที่ยวอยุธยา เราอาสาเป็นไกด์พูดอังกฤษถูกๆผิดๆไปตามประสา คือเป็นคนขยันและขวนขวายแต่เด็ก”...พิธีกรระดับตำนานบอกเล่าถึงความเป็นมาฉบับย่อๆ

ตั้งแต่เล็กมาเลย ทำไมถึงใฝ่ฝันอยากมายืนหน้ากล้อง

เป็นความทะเยอทะยาน อยากรู้อยากเห็น และอยากถีบตัวเองให้ได้ดี ผมเก็บกดเป็นเด็กบ้านนอก พ่อแม่ก็เป็นชาวบ้านธรรมดา เราไต่เต้ามาได้ขนาดนี้รู้สึกมีสุขและภูมิใจ เรียนหนังสือก็ไม่ได้จบธรรมศาสตร์และจุฬาฯ ผมเชื่อว่าคนเราจะประสบความสำเร็จต้องมีความทะเยอทะยาน พ่อผมเรียนไม่สูง และใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์พอเพียง แต่ท่านจะเน้นมากว่าลูกทุกคนต้องเรียนหนังสือให้ดีๆ ทำให้พวกเรามีอาชีพการงานดีๆกันหมด

เด็กบ้านนอกชื่อ “ดำรง พุฒตาล” ก้าวมาไกลเกินฝันได้อย่างไร

หลังเรียนจบครูจากราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ผมก็มาทำงานที่การบินไทยได้ 3 ปี ระหว่างนั้นมีโอกาสไปสมัครเป็นพิธีกรกับ “พันเอก การุณ เก่งระดมยิง” ผู้ก่อตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงทหารสื่อสารและโทรทัศน์ไทย ปัจจุบันคือทีวีช่อง 5 ท่านเปิดสอนการทำรายการโทรทัศน์ และปั้นพิธีกรใหม่ขึ้นมาหลายคน ฝึกฝนจนมั่นใจก็ลาออกจากการบินไทย มาสมัครเป็นพนักงานของทีวีช่อง 7 สี รุ่นแรก เขาเรียกว่ารุ่นแกะกล่อง ผมได้แจ้งเกิด จากรายการแรกคือ ยี่สิบคำถาม ตามมาด้วยรายการป๊อปท็อป และนาทีทอง กระทั่งลาออกจากช่อง 7 สี มาทำรายการใหม่ๆของตัวเอง ก็ได้รับความนิยมดี มีทั้งรายการคู่สร้างคู่สม, อาทิตย์ยิ้ม พระจันทร์แย้ม, สุขสันต์วันเสาร์ และรายการแม่บ้านที่รัก ไม่ใช่เก่งหรอกนะ แต่ยุคนั้นมันไม่มีตัว นึกอะไรไม่ออกก็ดำรง พุฒตาล, ธรรมรัตน์ นาคสุริยะ และประภัทร์ ศรลัมพ์

ใครคือไอดอลต้นแบบการทำงานของ “คุณดำรง”

ผมชื่นชมหลายคนเลย อย่างเช่น “คุณพิชัย วาศนาส่ง” ผมนับถือท่านในความรอบรู้และพูดภาษาอังกฤษดีมาก ทั้งๆที่ไม่ใช่นักเรียนนอก ส่วน “พ.อ.การุณ” ไม่ใช่พิธีกรคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังเก่งด้านเทคนิคท่านจบสายเทคนิคโดยตรงมาจากอเมริกา และเป็นคนนำระบบโทรทัศน์สีเข้ามาในเมืองไทยเป็นครั้งแรก

โลดแล่นอยู่วงการนี้เกินครึ่งชีวิต อะไรทำให้ “ดำรง พุฒตาล” อยู่ยั้งยืนยงไม่หายจากจอทีวี

สิ่งที่ผมยึดมั่นมาตลอดคือ หนึ่งคนเราต้องขยัน สองต้องจริงใจต่อสังคม อยากเห็นผู้คนบ้านเมืองมีความเจริญ อยู่ดีมีสุข ในฐานะที่เราเป็นสื่อก็ควรช่วยพัฒนาสังคมด้วย ผมเป็นคนตั้งใจทำงาน และถือว่าตรงนี้เป็นอาชีพที่รักจึงไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง จะคอยเติมความรู้ให้สมองตลอด ผมว่าผมดังมาอย่างมีขั้นมีตอนไม่กระโดดเหมือนเด็กสมัยนี้ ขณะเดียวกัน ชีวิตผมก็ไม่มีช่วงตกต่ำ หรือหายไปจากจอ มันจะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ มีงานเข้ามาเรื่อยๆ เป็นอย่างนี้จริงๆในวงการโทรทัศน์ ผมสังเกตตัวเองว่าพอเราเริ่มเงียบหายจากจอ ก็จะมีคนมาเรียกตัวไปทำงานตลอด อย่างเจเอสแอลก็มาขอให้ทำรายการเจาะใจ ทำให้ผมดังมาอีก 10 ปี ตอนนั้น “ดู๋-สัญญา คุณากร” มาแรงมาก แต่ช่วงหลังรายการมันตก เพราะรายการข่าวรูปแบบใหม่แย่งพื้นที่ไปหมด พอใครดังปั๊บก็เอาไปออกข่าวรุ่งเช้าเลย ขณะที่รายการเจาะใจต้องรอตั้ง 7 วัน กว่าจะได้สัมภาษณ์ มันก็สู้ไม่ไหว ตอนทำรายการเจาะใจเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไม่ต้องคิดรายการเอง มีคนมาจ้างทำ เขาจัดเสื้อผ้าแต่งหน้าทาปากให้เรา เตรียมสคริปต์ให้หมด แค่เอาปากไปพูดอย่างเดียว พออัดเทปเสร็จรับเงินแล้วก็ไป ได้ค่าตัวตอนละ 65,000 บาท หลังจบจากรายการเจาะใจ ก็มีคนชวนทำโน่นนี่เรื่อยๆ ผมไม่เคยหลุดจากจอทีวี เพียงแต่ตอนนี้ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าหนุ่มๆ พออายุมากขึ้น ก็จะเลือกทำงานเฉพาะที่อยากทำ เช่น รายการ “กอล์ฟมั้ยตุ๊ก” ของไทยรัฐทีวีมาชวนทำ โดยเอาประเด็นที่เราสนใจไปคุยวิเคราะห์กัน ผมเห็นว่าสนุกก็ทำ

ถ้ากลับมาทำรายการทีวีของตัวเองอีกครั้ง “คุณดำรง” อยากสร้างสรรค์ออกมาแนวไหน

ตอนนี้ผมพยายามปฏิเสธการเป็นผู้สัมภาษณ์ เพราะทำแบบนี้มาตลอดชีวิต ถ้าทำเองก็อยากทำรายการเชิงวิเคราะห์เสนอแนะความคิดเห็น และอยากถูกสัมภาษณ์มากกว่าถามคนอื่น แต่เอาจริงๆนะถ้าให้ไปทำรายการร่วมกับคนอื่นเป็นครั้งคราวยินดีไป แต่ถ้าเป็นเจ้าของเวลาเอง ต้องจัดหาสปอนเซอร์ ไม่เอาแล้ว เพราะว่าทำรายการโทรทัศน์ทำให้กังวล ต้องคิดและแข่งตลอดเวลา ที่ผ่านมาผมอาจเคยโดดเด่น เพราะตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคู่แข่ง มีแค่ฟรีทีวีไม่กี่ช่อง แต่ถ้ามาทำตอนนี้ เราเหนื่อยตาย อย่าลืมว่าผมต้องหาความสุขให้ชีวิตด้วย ไม่ใช่ทำงานไปจนตาย

วงการโทรทัศน์เมืองไทยมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางดีขึ้นหรือเลวลง

ผมอยู่ตั้งแต่ทีวีขาวดำ 525 เส้น เปลี่ยนมาเป็นทีวีสีอนาล็อก 625 เส้น กระทั่งปัจจุบันเป็นทีวีดิจิตอล สิ่งที่เปลี่ยนไปมากคือเทคนิค แต่คอนเทนต์เนื้อหาไม่ค่อยเปลี่ยน โดยเฉพาะละครไม่เปลี่ยนเลย ยังเป็นลิเกอยู่ รายการข่าวเปลี่ยนไปในทางดีขึ้น รุ่นผมกว่าจะเข้ามาทำวงการนี้ได้มันช่างยากช่างเย็น สมัยผม โอ๊ย!! พอเขาบอกว่าผิวดำไปจะไม่เข้ากับทีวีสี ผมก็ขัดตัวอาบน้ำใหญ่ (หัวเราะ) แต่เด็กสมัยนี้ เวลาเขาพูดเราฟังไม่รู้เรื่องว่าพูดอะไร คือพูดไม่เข้าหู ทำให้เหนื่อยในการฟังการดู เขาพูดไม่เป็น ปัญหาใหญ่คือคนทุกคนไม่ได้เป็นพิธีกรได้!!

ในทัศนะของพิธีกรรุ่นเดอะ พิธีกรและผู้ประกาศข่าวที่ดีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

หนึ่งอุปกรณ์การออกเสียงในตัวต้องสมบูรณ์ ไม่ใช่ลิ้นไก่สั้น ลิ้นคับปาก ฟังไม่รู้เรื่อง เสียงต้องชัดถ้อยชัดคำ สองไม่จำเป็นต้องสวยต้องหล่อ แต่มีบุคลิกภาพดี และมีความรู้ภาษา ไทยที่ถูกต้องชัดเจน คนระดับเป็นโฆษกต้องมีพื้นฐานแน่น อีกข้อต้องมีความรู้กว้างขวาง และมีศิลปะการพูดการนำเสนอ แต่เดี๋ยวนี้คัดความเก๋ พูดไม่ชัดไม่เป็นไร

ในยุคทีวีดิจิตอลมากช่องขนาดนี้ อนา-คตโทรทัศน์เมืองไทยจะไปรอดไหม

มันคือโอกาสทองของผู้ประกอบอาชีพทีวี ที่เคยเก็บกดมาจากสมัยฟรีทีวี แล้วต้องเต้นวักตั๊กแตนเพื่อให้ได้เวลา ส่วนหนึ่งที่ผมเลิกทำรายการทีวีของตัวเอง เพราะผมไม่เคยให้ตั้งแต่แรก สมัยก่อนเราอยู่ช่อง 5 ผู้อำนวยการสถานีพูดคำเดียวว่า ดำรงทำให้ดีนะ คุณหนีไปอยู่โขงเจียม ผมก็จะไปตามคุณกลับมา พอถึงสิ้นปีไม่ต้องทำอะไรก็ได้ต่อสัญญา แต่พอช่องเจริญขึ้นมาก็เริ่มบีบเวลาเราเพราะมีคนอื่นอยากได้ ยุคนี้เลยเป็นโอกาสทองของคนเก็บกด ได้มาผลิตรายการให้ทีวีดิจิตอล ถ้าถามว่าอนาคตจะเป็นยังไง ผมว่ามีสถานีมากเกินไป ดิจิตอลจะเหลืออยู่ไม่กี่สถานี เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก ต้องจ่ายเงินทุกนาที ทีวีเมื่อไหร่ไม่มีคนดูก็จบครับ สังคมมนุษย์เปลี่ยนไปตั้งแต่ “สตีฟ จ็อบส์” คิดค้นไอโฟน ทำให้ทุกคนเป็นสื่อได้ ฉะนั้น วันหนึ่งเครื่องรับทีวีอาจไม่มีในโลก ทีวีจะเปลี่ยนโฉมหน้าแน่นอน เด็กรุ่นใหม่ไม่ดูทีวีกันแล้ว สังคมโลกกำลังเปลี่ยนเป็นสังคมจิ้ม-อ่าน-กด-ฟัง ไม่มีทางหยุดมันได้

ปีนี้อายุ 71 แล้ว ทำยังไงให้ฟิตปั๋งสมองแจ่มใส

ความสุขของผมอยู่ที่การทำงาน และการได้เดินทาง ผมไม่เคยเหนื่อยกับการเดินทางเลย ชีวิตนี้เดินทางมา 100 กว่าประเทศ อาจจะเกือบ 200 เที่ยวก็ได้ เมื่อไหร่ได้นั่งเครื่องรัดเข็มขัดมันคือความสุขที่สุด พอขึ้นเครื่องมันจบเลยไม่ต้องคิดอะไรแล้ว ทุกครั้งที่เดินทางทำให้เราได้เปิดสมองได้เห็นอะไรมากมาย ได้พบปะผู้คนหลากหลาย ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆในการทำงาน ซึ่งสามารถเอามาเล่าต่อในคู่สร้างคู่สม ตราบเท่าที่ร่างกายยังไหว ชีวิตผมก็ต้องเดินทางต่อไป.


ทีมข่าวหน้าสตรี

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้