วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระราชนัดดา อุทิศองค์เพื่อแผ่นดินไทย

ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระราชนัดดา อุทิศองค์เพื่อแผ่นดินไทย

  • Share:

แม้จะเกิดเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน แต่สิ่งหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกฝังพระราชโอรส และพระราชธิดามาตลอดก็คือ ถ้าไม่มีประชาชน ก็ไม่มีพวกเรา เราเกิดมาได้เป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เป็นที่เคารพนับถือ ก็ต้องช่วยกันรักษาแผ่นดินให้ประชาชนมีชีวิตอย่างผาสุก ทำงานเสียสละเพื่อประชาชน ในฐานะพระราชวงศ์รุ่นใหม่ พระเจ้าหลานเธอฯทั้ง 5 พระองค์ ได้น้อมนำคำสอนและแนวพระ-ราชดำริต่างๆของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ในการดำเนินชีวิต อีกทั้งยังมุ่งมั่นใช้ความรู้ ความสามารถที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาปฏิบัติพระกรณียกิจ เพื่อเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระราชนัดดาองค์แรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้า หลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระธิดาองค์โตของสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระจริยวัตรงดงามเป็นตัวอย่างอันดีของคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันมีพระชนม์ 32 ชันษา ทรงร่ำเรียนจบปริญญาตรี ด้าน นิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ควบคู่กับการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จากนั้น จึงทรงศึกษากฎหมายที่สำนักฝึกอบรมเนติบัณฑิตยสภา สำเร็จเป็นเนติบัณฑิตไทย ในปี 2547 พร้อมกับทรงศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ด้านนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2548 ก่อนเสด็จกลับเมืองไทยได้ทรงเข้าทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ มหานครนิวยอร์ก

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา "องค์ภา" ได้ทรงนำความรู้ความสามารถด้านกฎหมายมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคมไทย  นอกจากจะทรงเข้ารับราชการในกระทรวงยุติธรรม โดยปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่งรองอัยการจังหวัดพัทยา ยังได้ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจในพระดำริฯ เมื่อปี 2544 ขณะยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ติดท้องแม่ก่อนเข้าจำคุก  รวมถึงผู้ต้องขังหญิงสูงวัย ภายหลังได้ขยายความช่วยเหลือไปยังผู้ต้องขังหญิงทั่วโลก โดยทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนด มาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง "องค์ภา" ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ว่า ต้องการส่งเสริมให้กำลังใจและให้โอกาสแก่ผู้ที่เคยก้าวพลาด ให้กลับมาดำรงชีวิตเป็นคนดีของสังคมได้อีกครั้ง พร้อมยกระดับความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังหญิง และจากการทรงงานด้านการช่วยเหลือ ผู้ต้องขังหญิงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้องค์กร UNIFEM ของสหประชาชาติ กราบทูลเชิญให้ทรงเป็นองค์ทูตสันถวไมตรีในการรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก เมื่อปี 2552 ขณะที่หน่วยงาน UNODC ของสหประชาชาติ ได้ถวายรางวัลเกียรติยศสูงสุด ซึ่งทรงเป็นบุคคลที่ 3 ของโลก


พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระธิดาองค์เล็กของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระชนม์ย่าง 24 ชันษา ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 20 ราชนิกูลรุ่นใหม่ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และได้รับการขนานนามให้เป็นเจ้าหญิงดีไซเนอร์ ผู้เปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบ "องค์สิริวัณณวรีฯ" ยังทรงสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ด้วยการนำผลงานดีไซน์เสื้อผ้าไปจัดแสดงบนรันเวย์ใหญ่ระดับโลก "ปารีส แฟชั่น วีค" จนเป็นที่ฮือฮา และปัจจุบันเจ้าหญิงดีไซเนอร์ทรงศึกษาต่อที่สถาบันเอโกล เดอ ลา ฌอมป์ซินดิกัล เดอ ลา กูตูร์ปารีเซียง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการเรียนพร้อมฝึกงานกับห้องเสื้อดังๆระดับโลก เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการเรียนกลับมาสร้างสรรค์ งานดีๆให้ประเทศไทย รวมทั้งต่อยอดไปใช้กับห้องเสื้อ SIRIVANNAVARI ขณะเดียวกัน ก็ทรงใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาทำประโยชน์เพื่อสังคม โดยได้ทรงออกแบบคอลเลกชั่นการกุศล เพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคอลเลกชั่นล่าสุด "Princess Collection" ที่ทรงดำริเพื่อช่วยเหลือผู้ ป่วยโรคมะเร็งเต้านม นำรายได้สมทบทุนจัดสร้างศูนย์มะเร็งเต้านม สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

"องค์สิริวัณณวรีฯ" มีรับสั่งถึงแรงบันดาลใจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการทรงงานว่า ตลอดพระชนม์ชีพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานหนักมากเพื่อประชาชนชาวไทย และในฐานะที่เป็นพระราชนัดดา ท่านหญิงตั้งใจว่า เราเองก็จะต้องทุ่มเททำงานหนัก และทำงานที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมเช่นกัน  เวลาทำงานทุกงาน ท่านหญิงจะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยไม่เคยคิดถึงผลตอบแทน ที่สำคัญหากจะทำงานให้ประสบความสำเร็จ เราจะต้องมีความรับผิดชอบ อดทน วิริยะอุตสาหะ เอาใจใส่เต็มที่ และมีความรักในงานนั้นๆอย่างแท้จริง  สิ่งที่ท่านหญิงอยากจะฝากบอกเยาวชนรุ่นใหม่คือ ไม่ว่าจะใฝ่ฝันอยากทำอะไร เมื่อมีโอกาสได้ทำแล้ว ก็ขอให้รักในอาชีพของตัวเอง


อีกหนึ่งพระเจ้าหลานเธอฯ ที่ทรงตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระธิดาองค์โต พระชนม์ 28 ชันษา ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี "องค์หริภา" ทรงจบการศึกษาปริญญาตรี ด้านวิชาภาพพิมพ์ จากคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อปริญญาโท สาขาศิลปไทย ภาควิชาศิลป ไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร ทรงใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาเพื่อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทยให้รุ่งเรือง โดยได้ทรงริเริ่มโครงการส่งเสริมงานด้านศิลปะของชาติมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นโครงการวาดภาพ จิตรกรรมฝาผนังพระวิหารวัดหนองน้ำขุ่น ตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง, โครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เวียงท่ากาน ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่, โครงการจัดสร้างสวนประติมากรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพุทธศาสนา เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ และสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับชุมชน, การวาดภาพฝีพระหัตถ์เพื่อช่วยเหลือสุนัขจรจัด จนมาถึงโครงการล่าสุด คือ โครงการบูรณะวิหารปฏิบัติธรรม และปรับแต่งภูมิทัศน์โดยรอบของวัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ บ้านห้วยชมพู ต.แม่แตง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

ในฐานะประธานการบูรณะวิหารปฏิบัติ ธรรมวัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ "องค์หริภา" ทรงเล่าถึงรายละเอียดว่า ตั้งพระทัยจะบูรณะวัดใหม่ทั้งหมด แต่ยังรักษาโครงสร้างของอาคารเดิมไว้ ซึ่งในเบื้องต้นได้ใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ในการดำเนินการ และตอนนี้บูรณะในส่วนของพระวิหารเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การดำเนินงานเกี่ยว กับพระประธานที่กำลังสร้างอยู่ โดยยังเหลือในส่วนของการออกแบบลวดลายงานสถาปัตยกรรมที่ดำเนินการไป 80% และจิตรกรรมฝาผนังเสร็จไปแล้ว 30% สำหรับลวดลายงานจิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารนั้น รับสั่งเล่าว่า ได้แรงบันดาลใจในการทรงงานจากศิลปะและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้แล้วในโลกนี้  ทรงนำพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง "พระมหาชนก" มาออกแบบเป็นลวดลายของงานจิตรกรรมฝาผนัง โดยได้ทรงขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยว่า งานจิตรกรรมฝาผนังของพระองค์ สื่อความหมายถูกต้องตามพระราชประสงค์หรือไม่

"องค์หริภา" รับสั่งเล่าว่า "เราทำงานรับใช้พระพุทธศาสนา รับใช้ชาติ และมีความสุขกับการทำตรงนี้ ไม่ได้มาสร้างเครดิตว่านี่ของฉัน แต่ย่อมมีคนที่ท้าทายอยากลองเชิงอยู่แล้ว พวกเขาอาจจะเข้าใจผิด เจอแบบนี้ ทุกคนก็ต้องท้อ บางทีมันก็มีปุดๆ ก็ต้องเดินหนี บ่นเหมือนหมี ซึ่งคงเป็นกันทุกคน เพราะไม่ใช่พระอิฐ พระปูน เพียงแต่เราต้องคอนโทรลให้ได้ ต้องสู้กับเขาด้วยเหตุผล"

ถึงแม้จะมีปัญหาจากการทรงงานมากมาย แต่ "องค์หริภา" ก็ยังทรงงานด้วยความตั้งพระทัยจริง โดยถือว่าปัญหาที่ทรงพบนั้นคือ ประสบการณ์ชีวิตชั้นเยี่ยม เพื่อจะได้นำมาเรียนรู้ และทำให้ดีกว่าเดิม..."จริงๆแล้วทุกคนต้องเรียนรู้จากสิ่งที่พลาดไปแล้ว แต่ถ้าที่สุดแล้ว ก็ยึดในหลวงเป็นแรงใจ พระองค์ท่านทรงเป็นกำลังใจทุกอย่าง บางทีเราเหนื่อย คือ ไม่ได้ทูลไม่ได้บ่นกับพระองค์ท่าน เพราะทรงมีเรื่องเยอะแล้ว แต่บางทีเรามีปัญหางานเราเหนื่อย เราไปเฝ้าฯพระองค์ท่าน แค่แย้มพระสรวลให้ครั้งเดียว ก็ทำให้ลืมทุกอย่างได้หมดแล้ว มันคือความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ แต่คิดว่าหลายๆคนน่าจะเข้าใจ" กำลังพระทัยที่ทรงได้รับจากรอยแย้ม พระสรวลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ย่อมถือเป็นน้ำทิพย์ชโลมพระทัย ให้ทรงทุ่มเทต่อไป เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย


ด้าน พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ พระธิดาองค์เล็กของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ปัจจุบันมีพระชนม์ 26 ชันษา เสด็จกลับประเทศไทยเป็นการถาวร เมื่อช่วงต้น ปี 2552 ปัจจุบันทรงเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรออกแบบนิเทศศิลป์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหลักสูตรวิชาที่ตัดสินพระทัยเลือกเรียนด้วยพระองค์เอง เพราะโปรดงานดีไซน์กราฟฟิก

แม้จะเพิ่งเสด็จกลับมาเมืองไทยได้ไม่นาน แต่ "องค์ติ๊ด" ก็ทรงรู้จักการวางพระองค์เอง อาจต้องทรงปรับตัวอยู่บ้าง เพราะอยู่ต่างประเทศไม่ได้มีพิธีรีตองอะไร แต่ก็ทรงเป็นเด็กที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนกับผู้ใหญ่เป็นทุนเดิม และทรงค่อยๆเริ่มปฏิบัติพระกรณียกิจการกุศลในด้านต่างๆ  เพื่อแบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ด้วยความที่ประทับอยู่ใกล้พระมารดา ทำให้มีโอกาสซึมซับคำสอนต่างๆของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย โดยฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ จะทรงเน้นมากว่า เกิดเป็นคนไทยต้องมีสำนึกในความเป็นไทยเช่นเดียวกับความสำนึกที่ได้เกิดมาเป็นเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน ที่จะต้องทุ่มเทสุดตัว ทำดีเพื่อแผ่นดินไทย

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ ทรงมีรับสั่งเล่าถึงพระธิดาองค์เล็กว่า "องค์ติ๊ดทรงเลือกกลับเมืองไทย เพราะเขาเหงา อยากมาอยู่ใกล้แม่มากกว่า ยังจำได้ วันที่เขาขอกลับ ฉันไม่ได้อยู่เมืองไทย ไปราชการที่สเปน เขาโทรศัพท์ไปถึงสเปนเลย เขาบอกว่า เขากลับถึงสหรัฐฯแล้ว แต่เขารู้สึกไม่ดีเลย ขอกลับมาเมืองไทยได้ไหม  ฉันก็บอกว่าได้ แต่ตอนนี้แม่ไม่อยู่เมืองไทย สัก 2 อาทิตย์นะ หลังจากนั้นก็กลับมาเจอกันที่เมืองไทย

...เรื่องที่ฉันห่วงเป็นพิเศษคงเป็นเรื่องการปก ครองบริวาร สอนเขาว่าเรื่อง นี้ ถ้าปกครองไม่ดี แล้วบริวารเอาชื่อเราไปอ้าง แล้วทำสิ่งที่ไม่ดี จะเสีย หายมาก ก็บอกเขาว่า บางครั้งมีอะไรก็ต้องตักเตือน จะปล่อยให้บริวารทำตามใจชอบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนโปรดแค่ไหนก็ต้องระวังองค์ เล็กเขาโตใน อเมริกา  เขาเคยอยู่คนเดียว  ไม่เคยมีบริวาร พอมามีตอนแรกเขาก็สับสนเหมือนกัน แต่ตอนนี้ดูจะเข้าที่แล้ว ก็ดูเขาปรับตัวได้เร็ว ดูไม่มีปัญหาอะไร เขาชอบออกแบบพวกโบรชัวร์  โปสเตอร์ใช้คอมพิวเตอร์ ทำ ก็เป็นศิลปินอีกแบบหนึ่ง"


สำหรับพระราชนัดดาองค์เล็กสุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พระโอรสองค์สุดท้องของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มกุฎราชกุมาร ทรงมีพระชนม์ย่าง 6 ชันษา  ปัจจุบันทรงศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนจิตรลดา แม้จะยังทรงพระเยาว์นัก แต่ "พระองค์ที" ก็ทรงฉายแววให้เห็นแล้วว่า  ทรงสนพระทัยเรื่องกิจการด้านการบินและเครื่องยนต์กลไก โดยพระบิดาและพระมารดาจะทรงปลูกฝังตลอดว่า ให้รู้จักมีความรักและเมตตา ที่สำคัญคือ ให้มีความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงสำนึกในบุญคุณของแผ่นดินไทย สำนึกในบุญคุณของสถาบันชาติ ศาสนา บูรพกษัตริย์ และประชาชน ขณะเดียวกัน ก็ยังชี้ให้ "พระองค์ที" ทรงเห็นว่า ทูลกระหม่อมปู่ ทรงอุทิศพระองค์เพื่อชาติบ้านเมืองเพียงใด และที่พวกเราอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะพระองค์ท่าน!!

 

ทีมข่าวหน้าสตรี

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้