วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใจสั่น กลิ่นคาว เรื่องลึกลับ! เจาะชีวิต ‘คนผ่าศพ’ อาชีพที่พูดแทนคนตาย (คลิป)

ชีวิตมนุษย์มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา แต่การที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับ “คนตาย” ทุกๆ วัน มันก็ไม่ง่ายสำหรับคนธรรมดาเหมือนกัน...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พาไปเจาะชีวิตอาชีพที่ต้องอยู่กับคนตาย นั่นคือ “เจ้าหน้าที่ผ่าศพ” เรื่องราวของบุคคลทั้งสองนี้ ผ่าเรือนร่างคนตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย จากกลิ่น “คาว เหม็น” จนเป็นความคุ้นชิน จากความตื่นเต้นใจสั่น จนเป็นเรื่องชิลๆ

จากหนุ่มบริหาร สู่ คนผ่าศพ ชีวิตสุดย้อนแย้ง!

นายณัฐวุฒิ นริพทะพันธุ์ หรือ “เอ็ม” อายุ 30 ปี พนักงานรักษาศพ ดีกรีปริญญาตรี ด้านบริหาร สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เล่าถึงจุดพลิกผันจับพลัดจับผลูมาทำงานนี้ว่า ตอนนั้นได้มาทำงานในสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จากการที่หัวหน้าที่ฝึกงานแนะนำมา เนื่องจากมีตำแหน่งเจ้าหน้าที่สารสนเทศว่างอยู่

หลังจากทำงานมาเรื่อยๆ จึงเกิดความสงสัยว่า การชันสูตรศพเป็นงานอะไร และเมื่อเจอคดีต่างๆ จะดูอย่างไรว่า เคสไหนเป็นอุบัติเหตุ และเคสไหนเป็นการฆาตกรรม เมื่อได้มาเห็นกระบวนการทำงานก็เริ่มสนใจ จึงได้เริ่มมาทำงานนี้

ชอบโคนัน อ่านสืบจากศพ สาวสวยเลือกเรียนนิติวิทยาศาสตร์

ขณะเดียวกัน น.ส.จิตติพุฒิ ธิตินิลนิธิ หรือ “สาม” อายุ 28 ปี นักนิติวิทยาศาสตร์ หญิงสาวหน้าตาดีที่มุ่งมั่นเรียนสายตรงทางนิติวิทยาศาสตร์ เล่าว่า รู้จักงานนิติวิทยาศาสตร์มาจากภาพยนตร์ การ์ตูนโคนัน และอ่านหนังสือของ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เช่น สืบจากศพ จึงอยากทำงานในสายนี้ โดยเลือกเรียนปริญญาตรี ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ และมีวิชาเลือกนิติวิทยาศาสตร์ ก่อนจะมาฝึกงานด้านนี้อยู่ที่หน่วยดีเอ็นเอ เมื่อมีการเปิดรับนักนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อมาประจำหน่วยที่ห้องศพ จึงสมัครเข้ามา

“ตอนแรกที่มาทำงานที่บ้านก็ห่วง เพราะเวลาที่เราผ่าศพ คำว่า ศพ ชาวบ้านได้ยินใครๆ ก็กลัว ไม่น่าจับต้องยิ่งศพอุบัติเหตุ ศพเป็นโรค ครอบครัวก็เป็นห่วง แต่ท่านก็เข้าใจว่าลูกชอบสายงานนี้ ก็เลยไม่ห้าม ส่วนตัวเราก็ได้บอกท่านว่าที่นี่มีการป้องกันอย่างดี ไม่ต้องห่วงอันตราย” สาวสวยวัย 28 เล่าถึงครอบครัว

เล่าขั้นตอนทำงานกับ “ศพ”

การชันสูตรพลิกศพ คือ การตรวจดูสภาพศพ เพื่อหาสาเหตุและพฤติการณ์ของการเสียชีวิต โดยตามกฎหมายอาญา หมวด 2 การชันสูตรพลิกศพ มาตรา 148 เมื่อปรากฏแน่ชัดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาติ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ให้มีการชันสูตรพลิกศพ เว้นแต่ตายโดยการประหารชีวิตตามกฎหมาย สำหรับการตายโดยผิดธรรมชาตินั้น คือ ฆ่าตัวตาย, ถูกผู้อื่นทำให้ตาย, ถูกสัตว์ทำร้ายตาย, ตายโดยอุบัติเหตุ และตายโดยยังไม่ปรากฏเหตุ

น.ส.จิตติพุฒิ อธิบายว่า ส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับตำรวจ โดยตำรวจจะเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและส่งศพมาให้ชันสูตรถึงสาเหตุการเสียชีวิตพร้อมกับแพทย์ โดยหน้าที่ของเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ คือ การเป็นผู้ช่วยแพทย์นิติเวชในการชันสูตร ซึ่งแพทย์จะรู้ว่าผู้เสียชีวิตรายนี้ มีประวัติหรือมีพฤติการณ์มาอย่างไรก่อน

ต่อมา จะช่วยแพทย์ในการชันสูตร เริ่มต้นด้วยการดูบาดแผล ว่ามีร่องรอยอะไรบ้างที่ศพ เพื่อให้แพทย์จดบันทึกทุกอย่างจนไม่มีข้อสงสัยอะไรแล้วก็เริ่มทำการผ่า โดยหลักๆ จะเอาอวัยวะที่สำคัญๆ ออกมาตรวจ ในช่องอกก็จะมีหัวใจ ปอด ตับ ไต ม้าม ตับอ่อน ส่วนศีรษะก็จะมีอวัยวะสำคัญคือสมอง โดยแพทย์ก็จะเป็นผู้ตรวจ ประเด็นสำคัญคือ หาสาเหตุการเสียชีวิตว่าคืออะไร

หนุ่ม-สาว แชร์ประสบการณ์มือใหม่ ผ่าศพครั้งแรก!

นายณัฐวุฒิ บอกกับทีมข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “จำไม่ได้ครับ (หัวเราะ) คือ ผมทำงานมา 7 ปี ผ่ามาน่าจะเกิน 1,000 เคสแล้ว ครั้งแรกที่ผ่าทุกคนจะมีปฏิกิริยาเหมือนกันก็คือ เหม็น ถ้าเป็นคนไม่กลัวเลือดก็จะไม่มีปัญหา ส่วนตัวผมไม่ชอบกลิ่นอย่างเดียวตอนแรกก็เป็นปัญหานิดหน่อยมันกลิ่นคาวๆ แต่ตอนนี้ชินแล้ว ครั้งแรกที่ผ่าผมก็ไม่ค่อยตื่นเต้น เฉยๆ จะมีก็แค่กลิ่น ไม่ได้ตกอกตกใจหรือกลัวอะไร”

ขณะที่ น.ส.จิตติพุฒิ ยิ้มๆ ก่อนตอบว่า “จำไม่ได้เหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) ทำงานมา 5 ปี น่าจะเกิน 1,000 เคสเหมือนกัน ครั้งแรกที่ผ่าก็รู้สึกใจสั่นอยู่แล้ว วันนั้นจำได้ว่าต้องผ่าศีรษะของผู้เสียชีวิต แล้วการที่จับมีดจะไปผ่าตรงศีรษะของศพใจมันก็สั่นๆ แต่หลังจากนั้นก็สบาย ส่วนเรื่องกลิ่นก็เริ่มชินมาก่อนที่จะมาทำงานอยู่แล้ว เพราะก่อนผ่าศพแรกต้องมาดูงานก่อน ยืนดูพี่ๆ ทำงานเป็นครึ่งเดือนเพื่อดูว่า เราจะมาทำงานแบบนี้เรารับได้ไหม”

“ศพ” กับเรื่อง “ลี้ลับ”

เรื่องนี้ไม่ถามก็คงจะไม่ได้จริงๆ ทั้งคู่เคยเจออะไรแปลกๆ บ้างไหม? ทีมข่าวสงสัย

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ถึงแม้จะทำงานมา 7 ปีแล้วก็ตาม แต่ไม่เคยเจอเลยสักครั้งเดียว ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรู้สึกเลยว่ามี “ผี” หรืออะไรแปลกๆ เกิดขึ้นในห้องศพ

“เคยมีคนอื่นเคยได้ยินเสียงเล็กๆ น้อยๆ แต่ผมไม่รู้ ผมไม่เคยเจอจริงๆ นะ ไม่ได้โกหกอะไรเลย เขาก็นอนเฉยๆ กันดี (หัวเราะ)” หนุ่ม วัย 30 ปี กล่าวย้ำ

ส่วน น.ส.จิตติพุฒิ ก็ตอบไปในแนวทางเดียวกันว่า ไม่เคยเจอเช่นกัน เพราะคิดว่า ถึงจะมีสิ่งลี้ลับมาหาก็คง จะไม่ทำอะไรเจ้าหน้าที่แน่ๆ เพราะคงจะรู้ว่า มีเจตนาดีที่จะช่วยเหลือ คงจะคุ้มครองด้วยซ้ำ นี่คือสิ่งที่คิด แต่ก็ยังไม่เคยเจออะไร

“ถามว่ากลัวผีไหม ส่วนตัวเรากลัวนะ เดินไปมืดๆ ทางเปลี่ยวๆ แล้วผีเดินออกมาอันนี้กลัว แต่ในห้องศพไม่กลัว ไม่เข้าใจเหมือนกัน หรือเพราะเปิดไฟตลอดเวลามั้ง (หัวเราะ)” สาววัย 28 เล่าอย่างอารมณ์ดี

คนแก่ เด็ก คนตัวใหญ่ คนเป็นโรค เคสไหนหนักสุด?

นักผ่าศพสาว อธิบายว่า “คนที่เป็นโรคจะมีลักษณะอาการของโรค อย่างเช่น รักษาตัวจากการผ่าตัดมา จะมีพังผืดติดอวัยวะแน่นไปหมด ดังนั้น การเอาอวัยวะแต่ละอย่างออกมาก็ค่อนข้างยาก แต่ในการผ่าทุกครั้งจะมีหมอกำกับให้คำแนะนำอยู่”

“เคสหนักสุดจริงๆ ก็เป็นเคสผู้เสียชีวิตหนักก็ 200 โลครับ ศพที่มีน้ำหนักมาก จะลำบากในการพลิก ตัดอวัยวะ เนื่องจากตัวใหญ่ ต้องใช้พละกำลังพอสมควรเลย” หนุ่ม วัย 30 กล่าวเสริม

นอกเหนือจากนี้ น.ส.จิตติพุฒิ ยังกล่าวต่ออีกว่า ส่วนตัวจะผ่าทารกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทารกจะมีอวัยวะที่เล็ก ยากในการลงมีด การทะนุถนอมอวัยวะไม่ให้เสียหาย เพราะอวัยวะเล็กและบอบบางมาก ขณะที่กะโหลกจะบาง ไม่ต้องใช้แรงเยอะในการผ่า แต่คนที่มีอายุกะโหลกจะหนา ซึ่งจะต้องใช้เลื่อยไฟฟ้า และออกแรงมากกว่าด้วย

ชีวิตที่ทำงานกับความโศกเศร้า! เรื่องเล่าที่น้ำตาไหล?

ตั้งแต่ทำงานมา มีเคสไหนที่ทำให้ทั้งคู่เศร้าจนน้ำตาไหล? ทีมข่าวถาม

นายณัฐวุฒิ เล่าว่า “สำหรับตัวผมก็มีเคสซึ้งๆ คือ เป็นคู่รักคู่หนึ่ง ซึ่งแฟนสาวของเขาได้เสียชีวิต และต้องบอกว่าสภาพศพแฟนเขาไม่ได้สวย ไม่ได้เหมือนเดิม แต่ชายหนุ่มคนนี้ก็กล้าที่จะเข้าไปกอด เข้าไปหอมแฟน โห ผมรู้สึกซึ้งมาก เหมือนกับเราดูหนัง แต่นี่มันคือชีวิตจริง เหตุการณ์นี้มันก็ทำให้เรารู้ว่า เขาทั้งสองคนรักกันมากแค่ไหน”

ขณะที่ น.ส.จิตติพุฒิ ได้แชร์อีกมุมหนึ่งว่า “มีครอบครัวหนึ่งมารับศพคุณพ่อของเขา ซึ่งพ่อของเขาแข็งแรง ออกกำลังกายมาโดยตลอด แต่อยู่ดีๆ ก็เกิดเสียชีวิตขึ้นมา จนมาผ่าพิสูจน์ดูก็ทำให้รู้ว่า พ่อเขาเป็นโรคๆ หนึ่ง แต่ไม่เคยตรวจสุขภาพดูเลย หลังจากนั้นก็ได้คำแนะนำจากพี่ที่ทำงาน คุณหมอให้เราพาครอบครัวไปตรวจสุขภาพดูบ้าง

แต่อย่างที่บอกอยู่กับห้องศพมันจะมีความเศร้ามากกว่าอยู่แล้ว เราจะไม่เสียใจเลยถ้าลูกได้มารับศพพ่อแม่ แต่จะเสียใจมากกว่าเวลาที่พ่อและแม่แก่ๆ ต้องมารับศพลูกชายที่เกิดอุบัติเหตุ

หรืออย่างเคสที่น่าสงสารก็มีทารกถูกทิ้งขยะ คิดดูว่าตัวเขาเกิดมายังไม่ทันจะเริ่มใช้ชีวิตเลย หายใจไปไม่กี่ครั้งเอง แม่ก็เอาไปทิ้งขยะ ทิ้งชักโครก ทิ้งในถังขยะหน้าห้องน้ำปั๊ม ทิ้งในแฟลต โยนออกมาทิ้งป่าแล้ว”

เจ้าหน้าที่ 9 คน ผ่าศพปีละ 2,000 กว่าราย

นักผ่าศพทั้งสองยังบอกกับทีมข่าวว่า ในแต่ละปีมีศพที่ต้องผ่านมือราวๆ 2,000 กว่าราย ขณะที่ เจ้าหน้าที่ที่สำนักงานนิติเวช รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรตินั้น มีเพียง 9 คน และมีแพทย์อีก 2 คนเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอต่ออัตราการเสียชีวิต

น.ส.จิตติพุฒิ กล่าวว่า ในแต่ละวันเจ้าหน้าที่ทำงานตั้งแต่ 09.30 น. บางวันเคสเยอะมากต้องผ่ายาวไปถึง 16.00 น. และไม่มีกำหนดว่าจะต้องผ่าชันสูตรวันละกี่เคส แต่เมื่อวานมี 8 เคส ส่วนวันนี้ 13 เคส โดยจะมีทีมผ่า 2 คนต่อ 1 เคส แต่ละเคสก็จะใช้เวลาแตกต่างกันไปตามประเภทของผู้เสียชีวิต เช่น อุบัติเหตุก็จะยาก เพราะบาดแผลเยอะ ซึ่งก็มีทั้งลักษณะบาดแผลน้อย บาดแผลปานกลาง บาดแผลเยอะ ดังนั้น จะใช้เวลาแตกต่างกัน

“ด้วยความที่ว่าเป็นหน่วยที่ต้องบริการประชาชน เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะมีคนเสียชีวิตตอนไหน ดังนั้น ในทุกๆ วันก็จะมีศพมาให้ผ่าอยู่ทุกวันและในทุกๆ วันญาติก็จะต้องการรับศพไปบำเพ็ญกุศล เพราะฉะนั้น หน่วยงานเราเปิดทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ สำหรับเจ้าหน้าที่ก็จะจัดเวรผลัดเปลี่ยนกันหยุด สัปดาห์ละ 1 วัน” สาวนักผ่าศพ อธิบาย

นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิ กล่าวเสริมว่า เคสที่มาชันสูตรจะคละๆ กัน แต่อุบัติเหตุจะเยอะที่สุด และสำหรับเคสที่จะมาที่ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ นั้น จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ถ้าเป็นของนิติเวชธรรมศาสตร์ จะเป็นพื้นที่ของ สภ.ธัญบุรี สภ.คลองหลวง แต่ถ้าเป็นของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จะมีมาจากจังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนนทบุรี บางส่วน

จากรุ่นพี่ ถึง รุ่นน้อง! ใจกล้า ใจรัก กลัวผีก็ทำได้

หากรุ่นน้องๆ มีความสนใจอยากจะเข้ามาร่วมประสบการณ์อันท้าทาย จะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง? ทีมข่าวถาม

น.ส.จิตติพุฒิ ตอบอย่างฉะฉานว่า “ต้องมีใจ! ใจกล้า ใจรัก ถ้าแค่อยากทำ ได้มาทำนิดๆ หน่อยๆ ก็พอ แต่อันนี้ถ้ามีใจรักจริงๆ จะอยู่ได้นาน อาชีพนี้งานทำเหมือนเดิมทุกวัน ผ่าเหมือนเดิม แต่ในแต่ละเคสก็ต้องรักการเรียนรู้ด้วย เพราะงานประเภทนี้ ซึ่งเป็นงานที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบเรียนรู้ ชอบความท้าทาย น้องเปิดใจมาเลย ไม่ยากเกินไป ทำได้ทุกคนถ้าน้องใจกล้า ส่วนหากกลัวผีก็คิดว่าน่าจะทำได้นะ หนูว่าที่นี่ไม่มีผีหรอก มีแต่ศพ (หัวเราะ)”

อาชีพที่พูดแทนคนตาย!

หนุ่มวัย 30 เผยว่า “อาชีพนี้สามารถช่วยให้ญาติเขาได้พบกับคำตอบ ให้ญาติสบายใจว่าสาเหตุการเสียชีวิตคืออะไร ให้ญาติเขาได้รับความยุติธรรมกับสิ่งที่บางคนอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริงๆ มันเป็นสิ่งสำคัญของญาติผู้เสียชีวิตจริงๆ”

ขณะที่ สาววัย 28 กล่าวว่า “สำหรับเราอาชีพนี้เป็นส่วนหนึ่งในการพูดแทนผู้เสียชีวิตที่เขาพูดไม่ได้แล้ว แต่เขายังทิ้งร่องรอยอะไรบางอย่างไว้บนตัวเขา แล้วเราก็ไปค้นหาร่องรอยนั้น หลักๆ ของอาชีพนี้ ก็คือหน้าที่พิสูจน์หาความจริงจากการเสียชีวิต”

รวย จน ประกันชีวิตเยอะ สุดท้ายก็มานอนอยู่ตรงนี้!

อยากให้พูดถึงสิ่งที่ตัวเราได้จากการสืบจากศพสักหน่อย?

“งานนี้ทำให้เราเข้าใจชีวิตว่า ทุกอย่างไม่แน่ไม่นอน บางทีเราเห็นอยู่ทุกวันทั้งลูกมารับแม่บ้าง หรือแม่มารับลูกบ้าง และให้ความรู้ต่างๆ หลายอย่าง เราเจอมาพันกว่าเคส แต่มันก็แปลกใหม่ทุกคน เราได้เรียนรู้จนต้องหาศึกษาเพิ่มเติม ได้คำแนะนำจากหมอ และพี่ในสาขาอื่นๆ การเก็บข้อมูล การเก็บวัตถุพยาน จนได้ทราบถึงกระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนต่างๆ” เจ้าหน้าที่ผ่าศพ ประสบการณ์ 7 ปี อธิบาย

ส่วนสาวสวย แสดงทัศนะว่า “อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลย คือ ปลง ชีวิตก็มีแค่นี้ บางเคสเป็นคุณยายแก่ๆ บางเคสเป็นเด็กทารกถูกแม่ทิ้งลงขยะ สิ่งที่ได้จากงานนี้คือ ความอยากรู้ ทำงานมาสักพักเราอยากรู้มากกว่างานที่ทำทุกวัน ซึ่งเราทั้งคู่ก็ไปเรียนต่อในสายงานนี้ สาขานิติวิทยาศาสตร์ เพื่อจะเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เพื่อให้งานออกมาดีขึ้นสมบูรณ์ขึ้นด้วยค่ะ”

“แม้จะเป็นคนเร่ร่อน คนที่เขาไม่มีอะไรเลย ไปจนถึงคนที่ร่ำรวย มีประกันชีวิตเยอะ ยศ ตำแหน่ง หรือเป็นคนที่มีความสำคัญในสังคม แต่เขาก็จะมานอนอยู่ตรงนี้ให้เราชันสูตรเหมือนกัน สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครเอาอะไรไปได้” นักนิติวิทยาศาสตร์ รุ่นใหม่ฝากทิ้งท้าย.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ภาพ ชุติมน เมืองสุวรรณ

เจาะชีวิตอาชีพที่ต้องอยู่กับคนตาย “เจ้าหน้าที่ผ่าศพ” เรื่องราวของบุคคลทั้งสอง ผ่าเรือนร่างคนตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย จากกลิ่น “คาว เหม็น” จนเป็นความคุ้นชิน 1 ก.ย. 2561 12:54 3 ก.ย. 2561 05:32 ไทยรัฐ