วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยกฟ้อง'สมชาย' สลายม็อบ ทำตามขั้นตอน พร้อมบิ๊กจิ๋ว-พัชรวาท-สุชาติ

ชี้พธม.ไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ ป.ป.ช.ถกจะอุทธรณ์หรือไม่


ศาลฎีกานักการเมืองพิพากษายกฟ้อง 4 จำเลยคดีสลายม็อบพันธมิตรฯ 7 ต.ค.51 ชี้ชัดไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ มีอาวุธ จนท.ปฏิบัติตามขั้นตอนของแผนกรกฎ 48 จำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาเปิดทางผู้ที่ถูกปิดล้อมอยู่ในรัฐสภา “สมชาย-บิ๊กจิ๋ว-พัชรวาท-สุชาติ” เป่าปากโล่งอกพ้นบ่วงกรรม “สมชาย” ซาบซึ้งความยุติธรรมยังมีอยู่ “ยะใส” ห่วงสร้างบรรทัดฐาน จนท.ใช้ความรุนแรง “ปานเทพ” ไม่ฝากความหวัง ป.ป.ช.ชุดนี้ยื่นอุทธรณ์ ปธ.ป.ป.ช.ตีกรรเชียงขอถกข้อกฎหมายก่อน กรธ.ชี้ช่องยื่นได้เลยไม่ต้องรอ ก.ม.ลูก “นพดล” ปัดเร็วไปพูดถึงตัวผู้นำ พท. กลุ่มอีสานไม่ขวาง “สมชายคัมแบ็ก” แต่ “สงวน” ว่าไม่น่ากลับมาเพราะประกาศล้างมือไปแล้ว “วิษณุ” แจงฟรีซบัญชีเมีย “บุญทรง” เพราะกลิ่นทะแม่ง เจ้าตัวฮึ่มจ่อฟ้องดะกรมบังคับคดี-กรมการค้าต่างประเทศ ศาล รธน.ตีตกไม่รับคำร้อง กกต.

คดีความทางการเมืองเริ่มทยอยมีผลการตัดสินออกมาตามปฏิทินการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ล่าสุดศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 4 ในคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 สมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี

ระทึกชี้ชะตาคดีสลายม็อบ พธม.

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 2 ส.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากกรณีรัฐบาลนายสมชาย ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขอคืนพื้นที่การชุมนุมจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 ซึ่งภายหลังการสลายการชุมนุมโดยมิชอบ ไม่เป็นไปตามหลักสากล กระทั่งมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และผู้บาดเจ็บ 471 ราย

ตรึงกำลัง ตร.ร้อยนายคุมเข้ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้า มีกลุ่มมวลชนมาให้กำลังใจค่อนข้างบางตาเมื่อเทียบกับวันที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาแถลงปิดคดีรับจำนำข้าวด้วยวาจา แต่ยังมีกลุ่มนักการเมืองพรรคเพื่อไทย อาทิ นายอนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีต รมช.คลัง นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. มาคอยให้กำลังใจ และกองทัพสื่อมวลชนมาติดตามทำข่าวกว่า 200 คน ท่ามกลางกำลังตำรวจจาก บก.น.2 จำนวน 100 นาย คอยรักษาความเรียบร้อยทั่วบริเวณ โดย พล.อ.ชวลิตเดินทางมาถึงพร้อมพยาบาลส่วนตัวติดตามดูแล มาถึงเป็นคนแรก ตามด้วยนายสมชาย ที่เดินทักทายกลุ่มผู้มาให้กำลังใจและแย่งกันมอบดอกไม้ ทำเอานายสมชายถึงกับยิ้มออก ส่วน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เดินเลี่ยงกลุ่มสื่อมวลชนเข้าทางด้านหน้าตึกศาลฎีกา

“สุชาติ” หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ารอฟังผล

ขณะที่ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว มาถึงเป็นคนสุดท้าย ก่อนกล่าวกับสื่อมวลชนสั้นๆว่า เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และเชื่อมั่นในคำพิพากษาของศาล ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไรน้อมรับคำพิพากษาด้วยความเต็มใจ ยืนยันที่ผ่านมาทำดีที่สุดแล้ว อยากให้จบ สาธารณชนจะได้รู้เสียที วันนี้เตรียมกระเป๋าเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวมา 2 ใบ อะไรจะเกิดก็พร้อมรับทุกสถานการณ์

ศาลชี้ พธม.ไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ

ต่อมาเวลา 11.00 น. ศาลฎีกาฯเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยองค์คณะพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า เป็นคำสั่งให้ปฏิบัติการเพื่อให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ การที่ผู้ชุมนุมปิดล้อมประตูเข้าออกทุกด้านของอาคารรัฐสภา ถือว่าเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบสันติตามที่แกนนำได้ประกาศไว้ เนื่องจากตามทางนำสืบของเจ้าหน้าที่พบว่าภายหลังเกิดเหตุในพื้นที่ พบระเบิดปิงปอง และตามรายงานตามทางข่าวพบว่าผู้ชุมนุมพกอาวุธ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้โล่ผลักดัน ผู้ชุมนุมได้ใช้หนังสติ๊กยิงลูกเหล็ก หัวนอต ลูกแก้ว รวมทั้งขว้างปาไม้ ขวดน้ำใส่เจ้าหน้าที่ มีการนำรั้วลวดหนามที่คล้ายกับที่ใช้ในทางทหาร และแผงกั้นเหล็กมาวางไว้กลางถนน อีกทั้งยังนำยางรถยนต์ขวางทางและราดน้ำมันไว้บนพื้นผิวจราจร การชุมนุมจึงไม่ได้เป็นการที่ชุมนุมที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

จนท.ปฏิบัติตามแผนกรกฎ 48

จากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความสงบเรียบร้อยตามที่ได้รับมอบหมาย และปฏิบัติตามขั้นตอนของแผนรักษาความสงบ (กรกฎ/48) โดยใช้มาตรการควบคุมฝูงชนจากเบาไปหาหนักแล้วเท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์ขณะนั้น ส่วนเหตุที่ไม่สามารถใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำเพื่อผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุม รวมทั้งการใช้รถส่องสว่างในช่วงค่ำ เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจาก กทม. โดยมีการติดต่อประสานผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ พยานหลักฐานของ ป.ป.ช. โจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

จำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาเปิดทาง

สำหรับเหตุการณ์ช่วงบ่ายและช่วงค่ำ ที่ ป.ป.ช. โจทก์ได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1, จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า พล.อ.ชวลิต จำเลยที่ 2 ลาออกจากตำแหน่ง หลังเกิดเหตุการณ์ในช่วงเช้า การที่กลุ่มผู้ชุมนุมกลับมาปิดล้อมอาคารรัฐสภาหลังจากช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามผลักดันผู้ชุมนุมไปยังถนนอู่ทองใน โดยเจ้าหน้าที่ใช้รถโมบายประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มผู้ชุมนุมถอยร่น แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอม เรียกพรรคพวกมาเพิ่มจนปิดล้อมรัฐสภา ทำให้ ครม. ส.ส. และ ส.ว. ติดอยู่ในอาคารจนจำเลยที่ 1 ต้องปีนกำแพงหนี การปลุกระดมและจะบุกเข้าไปข้างในรัฐสภา ไม่ใช่เป็นการชุมนุมโดยสงบ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปฏิบัติตามขั้นตอนแผนกรกฎ/48 และจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาเพื่อช่วยเปิดทางให้ผู้ที่ติดอยู่ในรัฐสภาได้ออกมา แม้พยานโจทก์และจำเลยทั้งสี่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้แก๊สน้ำตา ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน

พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1-4

แม้เหตุการณ์จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ศาลเห็นว่าในสถานการณ์เช่นนั้นเป็นการยากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะรู้ว่าแก๊สน้ำตาจะเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อเหตุการณ์ชุมนุมยังไม่สงบ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพื่อรักษาความสงบไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของทางราชการ และขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1, จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ไม่อาจอนุมานได้ว่าแก๊สน้ำตาจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ชุมนุมได้ ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำร้ายผู้ชุมนุมให้ได้รับอันตรายแก่กายและเสียชีวิต ดังนั้นนายสมชาย จำเลยที่ 1 และ พล.ต.อ.พัชรวาท จำเลยที่ 3 ไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 ไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จึงพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1-4

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการลงมติพิพากษายกฟ้องขององค์คณะฯ เสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 คือ นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง เจ้าของสำนวนและองค์คณะผู้พิพากษาอีก 7 คน เป็นเสียงข้างมาก ส่วนองค์คณะเสียงข้างน้อย คือ นายปริญญา ดีผดุง

“สมชาย” ซาบซึ้งยุติธรรมยังมีอยู่

ภายหลังฟังคำพิพากษาเสร็จ บรรดาผู้ที่มาให้กำลังใจได้เดินเข้ามาจับมือแสดงความยินดีกับจำเลยทั้ง 4 ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เดินออกจากห้องพิจารณาคดีมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เป็นความซาบซึ้งใจที่ความยุติธรรมยังมีอยู่ มั่นใจว่าสถาบันตุลาการเป็นสถาบันที่เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ขอขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจ ทุกอย่างเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล เคารพในคำพิพากษา เพราะศาลเป็นผู้ใช้ดุลพินิจ ความรู้สึกหลังถูกยกฟ้อง รู้สึกยินดีที่การต่อสู้ของเราได้รับความยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายสมชายให้สัมภาษณ์อยู่นั้น ปรากฏว่ากลุ่มแนวร่วมพันธมิตรฯ ตะโกนใส่ด้วยความโกรธแค้นว่า “ไอ้ฆาตกรๆ” “พันธมิตรฯ ตายฟรี” “ขอให้เวรกรรมตามทัน” บางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่กอดปลอบประโลมด้วยอารมณ์ผิดหวังเสียใจ ทีมรักษาความปลอดภัยนายสมชาย เห็นว่าเหตุการณ์อาจเกิดความวุ่นวาย จึงเดินกลับเข้าไปในอาคารศาลฎีกา ไปออกช่องทางอื่นแทนเพื่อเลี่ยงการปะทะ

“ยะใส” ห่วงสร้างบรรทัดฐานใหม่

ขณะที่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวภายหลังทราบคำพิพากษาว่า เคารพคำพิพากษา แต่ที่ศาลฎีกาฯ ระบุว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ มีการใช้อาวุธนั้น ถือเป็นประเด็นเพราะเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมตัดสินว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมโดยสงบ สามารถทำได้โดยมีรัฐธรรมนูญรองรับ จึงเป็นห่วงว่าจากคำพิพากษานี้จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ ส่งผลทำให้ตำรวจมีความย่ามใจว่าสามารถใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมได้ และจะกระทบต่อการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนทุกกลุ่มในอนาคต อีกทั้งการไปพิสูจน์ว่าผู้ชุมนุม มีปืน เลยเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบนั้น ดูไม่เป็นธรรมกับผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ได้ ส่วนจะมีการยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่นั้น ป.ป.ช.ในฐานะโจทก์ต้องทำการบ้านให้หนักขึ้นกว่านี้

ไม่ฝากความหวังกับ ป.ป.ช.ชุดนี้

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า คดีนี้กลุ่มพันธมิตรฯไม่มีโอกาสใช้ทนายของตัวเอง และไม่มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมต่อสู้ในชั้นศาล เพราะ ป.ป.ช.ใช้ทนายจากสภาทนายความดำเนินการ จึงไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในเหตุการณ์เท่าทนายของพันธมิตรฯ ส่งผลให้การต่อสู้ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ขณะที่ท่าทีฝ่ายอัยการกลับจะเป็นทนายแก้ต่างให้นายสมชายและพวก ส่วน ป.ป.ช.ก็มีความ ต้องการถอนคดีนี้ออกจากการพิจารณาในศาลฎีกาฯ แม้รัฐธรรมนูญปี 2560 จะเปิดโอกาสให้คู่ความยื่นอุทธรณ์ได้ ดังนั้นจากท่าทีของ ป.ป.ช.ที่ผ่านมา จึงไม่ทราบว่าเขาจะยื่นอุทธรณ์ และฝากความหวังได้หรือไม่ ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้อยู่เหนือการควบคุม และไม่ใช่เรื่องง่าย ดูจากสภาพที่ ป.ป.ช.มีความโน้มเอียงไปในทางจะถอนคดี และมีสายสัมพันธ์กับคู่กรณีมาก่อนด้วย

“วีระ” ทิ้งปมใครได้ประโยชน์

นายวีระ สมความคิด แนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า คาดไว้แล้วว่าคำพิพากษาจะออกมาแนวทางนี้ ส่วนตัวเห็นว่าจะถือเป็นหลักปฏิบัติต่อไป ให้ประชาชนใช้วิจารณญาณกันเอาเอง ส่วนตนไม่เห็นด้วยกับ คำพิพากษา หลังจากนี้ต้องกลับไปดูว่าควรทำอะไรได้อีกต่อไป แต่คิดว่าคงทำอะไรได้ยาก ส่วนเรื่องการอุทธรณ์นั้น คู่ความคือ ป.ป.ช. ตนเป็นเพียงผู้นำคดีเข้าสู่ ป.ป.ช. ต้องดูว่าหลังจากนี้ ป.ป.ช.จะดำเนินการต่อไปอย่างไร ส่วนจะกระทบต่อสิทธิการชุมนุมของประชาชนหรือไม่ อยากให้ดูว่าสุดท้ายใครได้ประโยชน์จากคำพิพากษานี้

“วิชา” ไม่ติดใจพิพากษายกฟ้อง

ด้านนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ส่วนตัวไม่รู้สึกใดๆกับคำตัดสิน เพราะเป็นดุลพินิจของศาลฎีกาฯ เรื่องนี้เราทำเสร็จและผ่านไปแล้ว ไม่กังวลใดๆทำตามหน้าที่อย่างดีที่สุด เมื่อถามว่า เมื่อศาลยกฟ้อง ป.ป.ช.ในฐานะโจทก์ฟ้องคดีนี้ จะอุทธรณ์คำพิพากษาได้หรือไม่ นายวิชาตอบว่า ตามรัฐธรรมนูญปี 60 ป.ป.ช.สามารถอุทธรณ์ได้ ขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช.ปัจจุบันจะดำเนินการหรือไม่ ตนไม่ยุ่งเกี่ยวเพราะพ้นตำแหน่งมาแล้ว

ป.ป.ช.นัดถกยื่นอุทธรณ์คดี

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า ในการประชุม ป.ป.ช. วันที่ 3 ส.ค. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.จะรายงานคำพิพากษาศาลฎีกาฯที่ยกฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ โดยที่ประชุมจะหารือกันอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องข้อกฎหมายที่ต้องศึกษาคำพิพากษาโดยละเอียด เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์คดีต่อไปหรือไม่

นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.จะรายงานคำพิพากษาคดีดังกล่าวให้ที่ประชุม ป.ป.ช.รับทราบโดยเร็ว ส่วน ป.ป.ช.จะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ ยังไม่แน่ใจต้องนำคำพิพากษามาดูให้ละเอียดก่อน ทั้งข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน และเหตุผลที่ศาลฎีกาฯยกฟ้อง จากนั้นจึงจะมีมติว่าจะอุทธรณ์หรือไม่

กรธ.ชี้ช่อง ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์ได้

นายอุดม รัฐอมฤต กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า ป.ป.ช. ในฐานะโจทก์สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 195 และสามารถทำได้ทันทีแม้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังไม่มีผลบังคับใช้ก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา สามารถใช้วิธีพิจารณาตามร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2542 ได้ เพราะมีหลักการไม่แตกต่างกันมากนัก ส่วนถ้า ป.ป.ช.ไม่ดำเนินการยื่นอุทธรณ์จะมีความผิดทางกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นหลักการเดียวกับอัยการ คงไปบังคับ ป.ป.ช.ไม่ได้ เพราะการมีช่องทางในการอุทธรณ์คดี ไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือจำเลย ถือเป็นเรื่องการใช้สิทธิ

สมช.เตือนให้เคารพคำตัดสิน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า เมื่อศาลตัดสินออกมาแล้วทุกคนต้องเคารพคำตัดสิน เมื่อถามว่าสังคมตั้งข้อสังเกตที่ยกฟ้องคดีนี้เพราะมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นจำเลยร่วมด้วย พล.อ.ทวีปตอบว่า แต่ละคนคิดกันไปได้ แต่ศาลฯพิจารณาตามพยานหลักฐาน ทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมบ้านเรามีประสิทธิภาพ พิจารณาด้วยความยุติธรรม ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯจะออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่นั้น เราไม่ประมาท ประชาคมข่าวกรองจะช่วยกันติดตาม ขณะนี้ยังไม่มีเหตุบ่งชี้อะไร ส่วนการนัดฟังคำพิพากษาคดีรับจำนำข้าว วันที่ 25 ส.ค. อยาก ให้ทุกคนเคารพกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครไปแทรกแซงได้

พท.ปัดเร็วไปพูดถึงคนนำพรรค

ด้านนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวการพูดถึงผู้มาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย หลังศาลฎีกาฯพิพากษายกฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่า ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้ พรรคยังไม่สามารถหารือกันได้ วันนี้เรามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาก ทั้ง พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสมชาย และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก่อนถึงวันเลือกตั้งอาจมีคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาอีก ยังไม่อยากพูดอะไรตอนนี้ ที่สุดแล้วต้องขึ้นอยู่กับสมาชิกและแกนนำพรรคทุกคน ไม่ว่าพรรคจะเลือกใครจะไม่มีปัญหาความแตกแยกเกิดขึ้นแน่ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวหัวหน้าพรรค คือนโยบายที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และความเดือดร้อนประชาชนทั้งประเทศ

กลุ่มอีสานไม่ขวาง “เชนคัมแบ็ก”

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เชื่อว่าศาลฎีกาฯตัดสินตามข้อเท็จจริง เมื่อไม่ได้ทำผิดก็ไม่ผิด เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการคุ้มครอง เท่ากับว่านายสมชายไม่มีความผิด ใสสะอาด หรือคลีนในทางการเมือง ส่วนจะมีการผลักดันให้นายสมชายเป็นนายกฯอีกครั้งหรือไม่ ต้องมองเชื่อมโยงไปถึงการเลือกตั้ง ซึ่งยังอีกไกล นายสมชายเองยังไม่ได้บอกอะไรอดีต ส.ส. แต่หากจะกลับมาจริงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเคยเป็นมาแล้ว ตอนนี้ถือว่าคลีน หมดแล้ว เราไม่มีปัญหาและยินดีหากจะกลับมาทำงานอีกครั้ง หลังฟังคำพิพากษาแล้ว กลุ่มอดีต ส.ส.อีสาน ได้แสดงความยินดีกับท่านแล้ว

แต่ “สงวน” ไม่เชื่อจะกลับมาอีก

นายสงวน พงษ์มณี อดีต ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้ไปร่วมให้กำลังใจ และแสดงความยินดีกับนายสมชายแล้ว ส่วนตัวคิดว่าท่านคงไม่กลับมาเป็นนายกฯอีก เพราะเคยประกาศไปก่อนหน้านี้ ก่อนจะมีการตัดสินคดี ว่าครอบครัวของท่านจะพักไม่เล่นการเมือง เชื่อว่าท่านเป็นผู้ใหญ่เคยบอกว่าจะไม่เล่นการเมืองอีก จึงยังเชื่อเช่นนั้น การจะให้กลับมาคงเป็นไปได้ยาก แต่คงไปตอบแทนไม่ได้

“วิษณุ” ดักคอสื่อถามนำอันตราย

วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงปิดคดีรับจำนำข้าวด้วยวาจา ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าไม่ได้ฟังคำแถลงปิดคดีจึงไม่มีความเห็น ส่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่านายกฯ ชี้นำคดีนั้นไม่ทราบ เมื่อถามว่าตามรัฐธรรมนูญใหม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถอุทธรณ์คดีได้หรือไม่ นายวิษณุย้อนถามสื่อว่า แบบนี้แหละที่เรียกว่าคำถามชี้นำ ถ้าตนไปเผลอตอบว่าสามารถอุทธรณ์ได้ เท่ากับไปชี้นำว่าผิด ไม่ควรพูด เรื่องนี้อยู่ในศาลพูดแบบนี้มันอันตราย ถือว่าอันตรายโดยไม่ต้องไปชุมนุมเลยด้วยซ้ำ

ย้ำยึดทรัพย์คดีข้าวไม่ใช่ครั้งแรก

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรมบังคับคดีได้ตอบศาลปกครอง เรื่องการขอทุเลาการยึดทรัพย์หรือยัง นายวิษณุตอบว่า ไม่ทราบแต่เขาต้องตอบอยู่แล้ว ไม่ตอบไม่ได้ เมื่อถามว่านายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ระบุว่าบัญชีของภรรยาถูกอายัดไปด้วยนายวิษณุตอบว่า ไม่แปลกอะไร เมื่อใช้คำสั่งทางปกครองก็สามารถดำเนินการได้ คำสั่งทางการปกครองมีมานานแล้วไม่ได้เพิ่งใช้กับคดีนี้เป็นคดีแรก และการยึดหรืออายัดทรัพย์ที่พูดกัน ไม่ได้ยึดตามมาตรา 44 แต่เป็นการยึดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดเพียงแต่มาตรา 44 เข้ามาเกี่ยวนิดเดียว คือให้กรมบังคับคดีเป็นคนทำหน้าที่ ถ้าไม่ออกมาตรา 44 กระทรวงการคลังก็ต้องทำอยู่ดี ทรัพย์จำนวนมากต้องให้หน่วยงานที่เป็นมืออาชีพคือกรมบังคับคดีทำ และทำตามที่ศาลสั่ง ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ฟรีซบัญชีเมีย “บุญทรง” กลิ่นทะแม่ง

นายวิษณุกล่าวว่า ส่วนกรณียึดทรัพย์ของภรรยา เข้าใจว่าเป็นการสืบทรัพย์ด้วยเหตุข้อสันนิษฐานอะไรบางอย่าง ว่ามีการยักย้ายถ่ายเทหรืออย่างไรจึงต้องยึดเพื่อฟรีซเอาไว้ก่อน แต่กรรมสิทธิ์ยังไม่เปลี่ยนมือจนกว่าจะมีประกาศว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของหลวงแล้วนำขายทอดตลาด เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้มีข่าวว่านายบุญทรงขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นชื่อของตัวเองไปหมดแล้ว รองนายกฯ ว่าขนาดสื่อยังได้ข่าวนับประสาอะไรกับกระทรวงการคลังผู้นำสืบทรัพย์จะไม่ได้ข่าว เขาได้มากกว่าพวกคุณอีก

เจ้าตัวฮึ่มจ่อฟ้องดะ 2 กรมใหญ่

ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยในคดีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี กล่าวว่า ตามที่ศาลฎีกาฯ นัดอ่านคำพิพากษาพร้อม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ 25 ส.ค. นั้น ยังมีกำลังใจดี เตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว และเตรียมยื่นฟ้องกรมบังคับคดีและกรมการค้าต่างประเทศ ที่อายัดบัญชีของตนกับภรรยา รวม 8 บัญชี ถือว่าเป็นการกระทำ เกินกว่าเหตุ ส่วนผลคำพิพากษายังไม่ได้คิดถึง แต่ให้ฝ่ายกฎหมายศึกษาการยื่นอุทธรณ์ไว้แล้ว

ศาล รธน.ตีตกไม่รับคำร้อง กกต.

ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 27 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก ไม่รับคำร้อง กกต.ไว้พิจารณา เนื่องจากการยื่นคำร้องไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ขณะนี้ยังเป็นเพียงร่างกฎหมาย จึงเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (1) มาตรา 232 ประกอบมาตรา 148 และมาตรา 263 กำหนดให้สนช. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 เสนอความเห็นต่อประธาน สนช. หรือให้นายกรัฐมนตรีส่งความเห็นมายังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยเท่านั้น หากกฎหมายประกาศใช้แล้ว หน่วยงานหรือองค์กรที่เห็นว่าอำนาจหน้าที่ของตนมีปัญหา สามารถใช้สิทธิยื่นตรงได้

“วิษณุ” ใส่ชื่อลงเข่งให้นายกฯจิ้ม

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ภายใน 30 วัน หลัง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการการปฏิรูปประเทศ มีผลบังคับใช้ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้แนวทางว่าส่วนหนึ่งจะดูบุคคลที่เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และผู้ที่ได้รับการเสนอชื่ออีกส่วนหนึ่ง ซึ่งคนทั่วไป พรรคการเมือง องค์กรต่างๆ สามารถเสนอชื่อเข้ามาได้ รายชื่อทั้งหมดนอกจากจะเป็นคณะกรรมการปฏิรูปแล้ว ยังอาจพิจารณาไปเป็นคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และอาจไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ด้วย เพราะนายกฯถือหลักว่าคนหนึ่งไม่ควรเป็นคณะกรรมการหลายชุด จึงนำรายชื่อมาใช้ในหลายโอกาส ตนจะเป็นผู้รวบรวมรายชื่อ ทำเป็นบัญชีอาชีพเสนอนายกฯต่อไป

ห้ามใช้ซองตราครุฑก็เว่อร์ไป

นายวิษณุยังกล่าวถึง กรณีที่ประชุม ครม.ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม ว่า กรณีการรับสิ่งของระหว่างดำรงตำแหน่ง ให้ครอบคลุมถึงคู่สมรส บุพการี ลูก ลูกเขย ลูกสะใภ้ เพื่อป้องกันการรับผลประโยชน์โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ใช้กับข้าราชการทุกระดับ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. นักการเมืองท้องถิ่น เรื่องรับสิ่งของไม่ใช่ห้ามโดยเด็ดขาด แต่ต้องดูเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ถ้าปฏิเสธสิ่งของที่มูลค่าเกินเกณฑ์กำหนดไม่ได้ ต้องนำกลับมาไว้ยังส่วนราชการ ที่บอกว่าห้ามใช้ซองตราครุฑ ตรงนั้นเว่อร์ไป จริงๆแล้วของหลวงใช้ได้ แต่กระทรวงและหน่วยงาน จะกำหนดหลักเกณฑ์ของตัวเองว่าใช้ของหลวงได้อย่างไรบ้าง

ขู่ ขรก.คนไหนอยากเสี่ยงลองดู

นายวิษณุกล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ต่างจากกฎหมายของ ป.ป.ช. ที่เน้นเอาผิดการทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่เรื่องของผลประโยชน์ขัดกันยังไม่มีกฎหมายรองรับ ที่ผ่านมาเรารู้สึกด้วยตัวเอง ดังนั้น จึงทำให้เรื่องที่เป็นสีเทากลายเป็นสีดำ และตามกฎหมายฉบับนี้ ป.ป.ช.ต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อตอบข้อหารือ หรือข้อสงสัยในกฎหมาย เพื่อสร้างความสบายใจแก่เจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นบรรทัดฐานในการรับรู้ เมื่อถามว่า กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมภาคเอกชนที่เข้ามาเป็นบอร์ดหน่วยงานรัฐ จะทำให้เอกชนไม่อยากเข้ามาหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า กฎหมาย ป.ป.ช.มีข้อห้ามอยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่า การเอาผิดข้าราชการรับสิ่งของเกินเกณฑ์กฎหมายกำหนด ถือเป็นเรื่องยาก นายวิษณุตอบว่า “ถ้าคิดว่าจับยาก ก็ลองเสี่ยงดู กฎหมายฉบับนี้จะทำให้ระวังขึ้น”

เปิดตำแหน่งไม่ใช่ที่รวมคนอกหัก

นายวิษณุกล่าวถึงคำสั่งหัวหน้า คสช. กำหนดตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิประจำส่วนราชการ 10 ตำแหน่ง สำหรับคนที่ไม่ได้เติบโตในหน่วยงานของตัวเอง ว่า เรื่องแบบนี้มีตลอด แต่สมัยก่อนจะขอคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) เป็นครั้งๆไป คราวนี้ตั้งตำแหน่งไว้ก่อนแล้วค่อยบรรจุ โดยคำสั่งนี้จะหมดอายุไปพร้อมกับ คสช. เมื่อถามว่าจะเป็นที่รวมคนอกหักจากตำแหน่งหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่เหมือน เพราะชมรมคนอกหักจะปรับไปตำแหน่งที่เท่าเดิม แต่ตรงนี้ซี 9 ที่ควรขึ้นซี 10 และมีคุณสมบัติครบ แต่ยังติดอะไรบางอย่างจึงให้มาขึ้นซี 10 ตรงนี้ก่อน วันหนึ่งหากตำแหน่งว่าง และมีความเหมาะสมก็ได้กลับไป ตำแหน่งนี้จึงเป็นตำแหน่งเฉพาะตัว แต่ใช้หมุนเวียนสำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทางกระทรวงเกษตรฯเสนอรายชื่อมาที่ตนแล้ว แต่ติดกระบวนการอะไรบางอย่าง ที่ประชุม ครม.จึงยังไม่ได้พิจารณา แต่จะเอาเข้าพิจารณาในสัปดาห์หน้า

ลูกหม้อไม่น้อยใจชวดเลขาฯ สมช.

นายสมเกียรติ ศรีประเสริฐ รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุม ครม.เห็นชอบโอนย้าย พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม มาเป็นเลขาธิการสมช.ว่า มีคำสั่งหัวหน้า คสช.กำหนดตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิประจำส่วนราชการ 10 ตำแหน่ง โดยผู้บังคับบัญชาจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. แต่งตั้งให้ตนดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิประจำ สมช. การทำงานจะใกล้เคียงกับตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนขอบเขตการทำงานต้องคุยกับ พล.อ.วัลลภ เบื้องต้นได้คุยกันบ้างแล้ว สามารถทำงานด้วยกันได้ไม่มีปัญหาเพราะเป็นเพื่อนกัน สำหรับสภาพจิตใจเวลานี้เข้มแข็ง ไม่ได้น้อยใจอะไร สบายใจขึ้นด้วยซ้ำ

“วัฒนา” เย้ยรัฐบาลผวาช่วงขาลง

อีกเรื่อง นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “กลับบ้านแล้วครับ” ได้ไปมอบตัวที่ บก.ปอท. ในคดีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง โดยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา จากนั้นได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับโดยไม่ต้องประกันตัว เพราะไม่มีเจตนาหลบหนี ทั้งนี้ รัฐบาลเผด็จการต้องการปิดหูปิดตาประชาชน จึงใช้วิธีตั้งข้อหาฝ่ายตรงข้ามที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน แสดงถึงการกลัวความจริง อันเป็นอาการขั้นสุดท้ายใกล้หมดอำนาจ จึงพยายามทุกทางที่ยื้ออำนาจให้นานที่สุด โดยใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ ที่น่าเห็นใจคือพนักงานสอบสวนที่ถูกใช้ทำงาน มีโอกาสถูกฟ้องกลับ ในขณะที่นายตนเองรอรับความดีความชอบจากผู้มีอำนาจ ปัญหาและผู้คนเหล่านี้จะต้องได้รับการสะสางเมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ

โวยถูกเรียกปรับทัศนคติไม่เลิก

ด้านนายพิชัย นริพทะพันธู์ อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ช่วงค่ำวันที่ 1 ส.ค. ได้รับแจ้งจาก บก.ปอท. ให้เข้าไปพบวันที่ 4 ส.ค.นี้ ก่อนหน้านี้ถูกเรียกไปปรับทัศนคติครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ไม่ทราบว่าถูกเรียกอีกเพราะเหตุใด อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ปรากฏภาพตนในคลิปงานฉลองเซอร์ไพรส์ปาร์ตี้วันเกิด นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน และได้รับเชิญให้เยี่ยมชมสำนักข่าวและสถานีโทรทัศน์ BBC และได้รับเชิญทานอาหารและพูดคุยกับผู้บริหารหนังสือพิมพ์ อาซาฮี ชิมบุน ที่บินมาจากประเทศญี่ปุ่น

“บิ๊กตู่” ขอคนไทยลืมขัดแย้งให้หมด

วันเดียวกันที่ค่ายกฤษณ์สีวะรา จ.สกลนคร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวระหว่างลงพื้นที่เยี่ยมประชาชน และติดตามการแก้ไขปัญหาและสถานการณ์น้ำท่วม จ.สกลนคร ว่า รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มเต็มที่ ไม่ได้ทิ้งคนจน แต่จะดูแลคนจนทั้งประเทศ ดังนั้น ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาประเทศ ลืมและลดความขัดแย้งให้เร็วที่สุด อย่าไปปลุกให้เกิดขึ้นอีก ผ่านมาแล้วให้ผ่านไป คนอีสานเป็นคนจิตใจดี ซื่อ รักทุกคนที่มาช่วยกัน ขอร้องอย่าเอาวัฒนธรรมของคนอีสานมาใช้เป็นเครื่องมือ ใครที่มาช่วยเหลืออย่างจริงใจก็รักทุกคน แม้ตนจะเกิดที่โคราช แต่ก็รักคนอีสานและคนทั้งประเทศ

เลขาฯ สมช.ชี้อุ้ม “โกตี๋” ข่าวปล่อย

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปี 51 ว่า ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เบื้องต้นยังไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆที่ผิดสังเกตหรือจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย หรือรุนแรงอะไร ส่วนความคืบหน้าการหายตัวไปของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) นั้น ทางการ สปป.ลาวยังไม่มีการแจ้งข่าวใดๆมา และยังไม่มีการยืนยันมาว่าจริงหรือไม่ หรือพบเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับนายโกตี๋ ตอนนี้จึงพูดได้เลยว่าเป็นการปล่อยข่าวเพื่อหวังผล

“วิลาศ” ยื่นท้วงตั้งรองเลขาฯสภา

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ได้ไปยื่นหนังสือต่อสำนักราชเลขาธิการ และเลขาธิการองคมนตรี ขอให้ตรวจสอบการนำความกราบบังคมทูล พระกรุณาขอพระราชทานให้ข้าราชการรัฐสภาสามัญ ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กรณีการแต่งตั้ง น.ส.สุนทร รักเมือง เป็นรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เนื่องจาก น.ส.สุนทรถูกตรวจสอบปัญหาการทุจริตในรัฐสภาอยู่กว่า 10 คดี รวมถึงการสรรหาครั้งแรกคุณสมบัติไม่ผ่าน ตามมติของคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (กร.) แต่ปรากฏว่า การสรรหาครั้งที่สองกลับผ่าน โดยคณะกรรมการ กร.ให้เหตุผลว่าตรวจสอบไม่พบมีความผิดทางวินัย แต่ถ้าผลสอบภายหลังพบมีมูลความผิด ใครจะรับผิดชอบ แต่แน่นอนคนที่ต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.

สรส.จี้ทบทวนปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ

ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล นายมานพ เกื้อรัตน์ รองเลขาสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) พร้อมสมาชิก เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ให้ทบทวนมติ ครม. และนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ นายสาวิทย์กล่าวว่า เหตุผลที่รัฐบาลระบุจำเป็นต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากที่ผ่านมามีการแทรกแซงแสวงหาประโยชน์จากนักการเมือง ทำให้งานรัฐวิสาหกิจไม่ตรงต่อความต้องการประชาชนนั้น จากที่ สรส.ติดตามพบว่าการดำเนินงานของรัฐไม่เป็นไปตามที่ได้กล่าวไว้ อาจเป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อเอื้อประโยชน์ เช่น การออกร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง เพื่อจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง ที่ไม่ได้รับฟังเสียงประชาชน หรือสหภาพแรงงาน ไม่ต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมา อาจทำให้เกิดวิกฤติ ประชาชนขับไล่รัฐบาลได้