• STYLE
  • BEAUTY+
  • LIFE
  • VIDEO

5 อาการปวดหัว บ่งบอก "โรค" ร้าย

24 ก.พ. 2563 10:29 น.

อาการปวดหัว หรือ "ปวดศีรษะ" อาการที่หลายคนพบบ่อยๆ และ Lady MIRROR เคยสงสัยมั้ยคะ? ว่าทำไมคนเราถึงมีอาการปวดหัวเกิดขึ้นได้ และอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากอะไร? มันสามารถบ่งบอกถึงโรคภัย หรือปัญหาสุขภาพที่ตามมาได้จริงหรือ?

วันนี้ MIRROR มีคำตอบ เพราะเราไม่อยากให้ทุกคนประมาทในเรื่องของการดูแลสุขภาพ ทุกอาการที่ร่างกายส่งสัญญาณ นั่นแสดงว่า อวัยวะของเรากำลังฟ้องว่าอาจมีศัตรูอย่างโรคภัยต่างๆ มาโจมตี หรืออาจตรวจพบความผิดปกติเกิดขึ้น ถ้าไม่อยากต้องล้มหมอนนอนเสื่อ จากอาการ ปวดหัว ไม่ว่าจะปวดหัวจากความเครียด ปวดหัวไมเกรน หรือบางทีก็ปวดหัวโดยไม่ทราบสาเหตุ และอาการปวดหัวในแต่ละจุดแตกต่างหรือใกล้เคียงกันนั้นก็สามารถบ่งบอก โรค ได้เช่นกัน ดังนั้นจงอย่าชะล่าใจและนิ่งนอนใจไป ก่อนที่จะแก้ไขปัญหานั้นๆ ไม่ทัน

5 อาการปวดหัว และโรคที่เกิดจากการปวดหัว

1. ปวดหัวรอบศีรษะ-โรคเครียด

อาการ "ปวดหัว" รอบศีรษะ เป็นอาการปวดหัวที่พบบ่อยมากที่สุด โดยอาการปวดหัวแบบนี้ เกิดจากการที่กล้ามเนื้อรอบศีรษะเกิดอาการเกร็ง โดยจะเกิดที่ตำแหน่งบริเวณหน้าผากและขมับทั้ง 2 ข้าง สำหรับบางคนในบางครั้งอาจรู้สึกร้าวมาถึงด้านหลังของศีรษะ และบริเวณต้นคอ รวมถึงบ่าและไหล่ด้วย ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความเครียด หรือเป็น "โรคเครียด" นั่นเอง เพราะเมื่อเวลาที่เรารู้สึกเครียดร่างกายจะหลั่งสารเคมีบางอย่าง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณ ขมับ ศีรษะ บ่า ไหล่ มีการหดตัวและทำให้ปวดศีรษะได้ แนะนำให้สาวๆ ผ่อนคลาย หรือหยุดคิดหรือหยุดทำในเรื่องนั้นๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดเสียก่อน รับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการปวดหัวให้ดีขึ้น

2. ปวดหัวที่ขมับ ปวดหัวข้างเดียว-โรคไมเกรน

หากสาวๆ มีอาการ "ปวดหัว" บริเวณขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า ปวดหัวข้างเดียว หรืออาจจะปวดสลับกันได้ระหว่างข้างซ้ายหรือข้างขวา โดยมีอาการปวดหัวตุ๊บๆ และเวลาปวดบางครั้งอาจจะมีปวดร้าวเข้ามาที่กระบอกตาร่วมด้วย บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ นั่นคืออาการปวดหัว แบบปวด "ไมเกรน" ทั้งนี้เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าในผิวสมอง ทำให้กระทบกับการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการขยายต่อและอักเสบ จึงทำให้เรารู้สึกปวดหัว การบรรเทาอาการปวดหัวของไมเกรน สามารถรับประทานยาแอสไพริน หรือไอบูโพรเฟน รวมไปถึงยาพารา เพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้นได้

3. ปวดหัว ณ จุดกลางใบหน้า-ไซนัสอักเสบ

อาการ "ปวดหัว" ที่บริเวณจุด "ไซนัส" โดยจะรู้สึกปวดบ่อยๆ ตั้งแต่บริเวณโหนกแก้มทั้ง 2 ข้างลงมา จนถึงบริเวณหน้าผากด้วย รวมถึงปวดบริเวณดั้งจมูก ตรงระหว่างคิ้วและหัวตา พร้อมทั้งมีอาการหายใจติดๆ ขัด ปวดฟัน ไอ เจ็บคอ มีไข้ และอ่อนเพลีย มีน้ำมูกสีเขียวหรือเหลือง เนื่องจาก "ไซนัสอักเสบ" โดยมีสาเหตุจากการที่เยื่อบุไซนัสติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย จนทำให้เกิดอาการบวมของเนื้อเยื่อ คัดจมูก น้ำมูกไหล ร่วมด้วย การรักษาเบื้องต้น คือ การล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ ที่สะอาด กินยา และพ่นยาเพื่อลดอาการบวม แต่ถ้าหากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย ก็ต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย แต่ถ้ามีอาการรุนแรง แนะนำให้พบแพทย์ดีกว่านะคะ

4. ปวดหัวบริเวณกราม ขากรรไกร-โรคข้อต่อขากรรไกรและกล้ามเนื้อบดเคี้ยว

สำหรับอาการ "ปวดหัว" ที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าใบหู ศีรษะ ขมับ กกหู หน้าหู ในหู ขากรรไกร และฟัน ร่วมกับการเคี้ยวอาหาร เป็นอาการปวดหัวของ "โรคข้อต่อขากรรไกรและกล้ามเนื้อบดเคี้ยว" โดยจะมีอาการอ้าปากไม่ขึ้น ส่วนใหญ่โรคนี้มักเกิดกับคนที่มีการบาดเจ็บที่ข้อต่อ ขากรรไกร และกล้ามเนื้อบดเคี้ยว แนะนำการรักษาเบื้องต้น คือพยายามรับประทานอาหารอ่อนๆ หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือกัดของแข็งๆ และสามารถใช้น้ำอุ่นประคบบริเวณที่ปวด 10-20 นาที ประมาณ 3-5 ครั้งต่อวัน และการรับประทานยาแก้ปวด ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการ "ปวดหัว" ได้

5. ปวดหัวรุนแรง-โรคหลอดเลือดสมอง โรคเนื้องอกสมอง

การ "ปวดหัว" ลักษณะนี้ จะมีอาการปวดที่มีลักษณะรุนแรง และเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยจะมีอาการปวดหัวข้างเดียว ปวดบริเวณดวงตา ซึ่งอาจเกิดต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง และมีการมองเห็นที่ผิดปกติ มองเห็นไม่ชัด เกิดภาพซ้อน กล้ามเนื้อชาหรืออ่อนแรง ชัก มีไข้ คอแข็ง น้ำหมูกไหล ตาแดง เวียนหัว สาเหตุเกิดจากการทำงานผิดปกติของสมองส่วนไฮโบทาลามัส ที่ทำหน้าที่ควบคุมฮอร์โมนการนอนหลัง รวมถึงอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้เส้นเลือดบริเวณใบหน้าขยายใหญ่ จนทำให้เกิดทับเส้นประสาทบนใบหน้า ซึ่งหากเกิดอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิด "โรคหลอดเลือดสมอง โรคเนื้องอกสมอง" หรือเยื่อหุ้มสมองอาจเกิดการอักเสบได้

by มัทนียา โสวณะปรีชา (กิ๊ฟ)

เพราะ “ชีวิต” คือเรื่องง่าย จงทำทุกวันให้มีความสุข เลือกทุกอย่างอย่างมีสติ แล้วไปหยุดที่ “ไลฟ์สไตล์” สุดคูลในแบบที่เราเป็น!