
“ครีมกันแดด” หนึ่งในสกินแคร์ที่หลายๆ คน หันมาให้ความสำคัญ เพราะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด รวมถึงรังสี UV และมลภาวะอื่นๆ ที่อาจพบเจอได้ในระหว่างวัน แต่บ่อยครั้งเราอาจรู้สึกว่าทาครีมกันแดดแล้วทำไมยังหน้าหมอง หรือยังมีปัญหาฝ้า กระ และจุดด่างดำเพิ่มขึ้นมา นั่นอาจเป็นเพราะปริมาณในการทาครีมกันแดดของเราไม่เพียงพอ จนทำให้ผิวหน้าไม่ได้รับการปกป้องเท่าที่ควร บทความนี้ไทยรัฐช็อปปิ้งชวนทุกคนมาไขข้อสงสัยไปพร้อมกันว่า กันแดดต้องทาเยอะแค่ไหน ติดตามได้ที่นี่
ปกติแล้วเราอาจทาครีมกันแดดให้ทั่วบริเวณใบหน้าและลำคอ แต่ปริมาณที่ใช้อาจมีความไม่แน่นอนหรือความไม่สม่ำเสมอได้ หากสงสัยว่าครีมกันแดดต้องทาเยอะแค่ไหน สามารถนำเอาทฤษฎีนี้มาใช้เป็นหลักการในการกะปริมาณครีมกันแดดคร่าวๆ ได้ โดยต้องบีบให้เต็ม 2 ข้อนิ้วมือ สำหรับทาทั่วใบหน้าและลำคอต่อการใช้หนึ่งครั้ง
อย่างไรก็ตามทฤษฎีดังกล่าวใช้ได้กับครีมกันแดดที่มีเนื้อแบบครีมหรือเจลเท่านั้น ซึ่งหากเนื้อกันแดดที่เราใช้อยู่เป็นเนื้อสัมผัสแบบน้ำนม หรือเนื้อเซรั่ม แนะนำให้กะปริมาณเทียบเท่ากับขนาดเหรียญสิบแทน ถึงแม้ว่าทฤษฎีนี้จะได้รับความนิยมสูง และมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ยังมีจุดบกพร่องที่ว่าขนาดนิ้วของแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงมีการเทียบปริมาณให้เป็น “ครึ่งช้อนชา” ถือเป็นปริมาณครีมกันแดดที่เพียงพอสำหรับใบหน้าและลำคอ ทั้งยังได้ประสิทธิภาพ SPF สูงสุดตามที่ระบุไว้
ปัจจุบันครีมกันแดดมีให้เลือกใช้ 4 ประเภทหลักได้แก่ ครีมกันแดดเนื้อครีมหรือเจล ครีมกันแดดเนื้อฟลูอิดหรือเนื้อน้ำนม สเปรย์กันแดด และกันแดดแบบแท่ง โดยแต่ละประเภทจะมีปริมาณการทาที่แตกต่างกันไป ไทยรัฐช็อปปิ้งได้รวบรวมปริมาณมาให้แล้วที่นี่
ปัญหาสุดคลาสสิกสำหรับการทาครีมกันแดดในปริมาณ 2 ข้อนิ้ว หากรู้สึกว่าทาแล้วเยอะเกินไป จนทำให้หน้าวอกลอย หรือมันเยิ้มกว่าปกติ สามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายๆ ผ่านทริกเหล่านี้ ที่ไทยรัฐช็อปปิ้งรวบรวมมาให้
1. แบ่งทาทีละครึ่ง: สำหรับใครที่บีบกันแดดแบบ 2 ข้อนิ้ว แนะนำให้ทาทีละ 1 ข้อนิ้ว โดยทาชั้นแรกแล้ว ทิ้งระยะเวลาไว้ประมาณ 2-5 นาที เพื่อให้กันแดดซึมเข้าสู่ผิว จากนั้นให้ทาซ้ำอีกครั้งก็จะให้ฟินิชผิวที่ดูสุขภาพดี ไม่วอกหรือลอยจนเกินไป
2. การเลือกเนื้อกันแดดให้ตรงกับผิว: ครีมกันแดดถูกออกแบบมาให้มีตัวเลือกสำหรับทั้งคนผิวมัน ผิวแห้ง และผิวผสม โดยหากเลือกซื้อครีมกันแดดที่ตรงกับสภาพผิวของตัวเองได้ จะทำให้ลดปัญหาหน้ามันหรือหน้าลอยได้อย่างง่ายดาย
การทาครีมกันแดดซ้ำระหว่างวัน ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยปกป้องผิวหน้าจากรังสีและมลภาวะต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน เนื่องจากทั่วไปแล้วครีมกันแดดสามารถให้ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวได้นานสูงสุดที่ราว 4-6 ชม. สำหรับคนที่นั่งทำงานในออฟฟิศหรือใช้ชีวิตทั่วไปในบ้าน แต่เมื่อต้องออกกลางแจ้ง แดดร้อนจัด กันแดดจะสามารถปกป้องผิวได้เพียง 2 ชม. เท่านั้น และสำหรับคนที่ต้องทำกิจกรรมทางน้ำต่างๆ ประสิทธิภาพของครีมกันแดดก็จะลดลงมาอยู่ที่ราว 40-80 นาที โดยไทยรัฐช็อปปิ้งได้รวบรวมมาให้แล้วว่าระหว่างวันไลฟ์สไตล์แบบไหนต้องเติมกันแดดเท่าไหร่
เนื่องจากในสถานที่นี้ไม่ได้มีแสง UV แรงๆ สาดลงผิวเราโดยตรง ดังนั้นการทาครีมกันแดดในปริมาณที่พอดี จะสามารถปกป้องผิวของเราได้ยาวนานตลอดวันโดยไม่ต้องเติมเพิ่ม แต่หากรู้สึกกังวลใจสามารถเติมเพิ่มโดยการใช้สเปรย์กันแดด หรือกันแดดแบบแท่งเพื่อบูสต์ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวได้
อย่างที่เราได้เกริ่นไปว่าหากอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน หรือต้องอยู่ในที่ที่มีแสง UV โดนผิวเราโดยตรง ประสิทธิภาพจะลดลงเป็นอย่างมาก ดังนั้นใครที่ต้องอยู่กลางแจ้งนานๆ หรือไปเที่ยวแบบเอาต์ดอร์ แนะนำให้เติมครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชม. จะช่วยปกป้องผิวหน้าของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีส่วนช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาผิวไม่พึงประสงค์ได้ในอนาคต
โดยทั่วไปแล้วครีมกันแดดสูตรกันน้ำ (Water Resistant) จะสามารถปกป้องผิวได้ราว 40-80 นาที เพราะความเปียกและแรงเสียดทานที่เกิดจากน้ำ จะทำให้ครีมกันแดดบนใบหน้าหลุดออกได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อทำกิจกรรมทางน้ำเสร็จแล้ว แนะนำให้ทาครีมกันแดดทับทันที หากต้องลงอยู่ในน้ำบ่อยครั้ง ควรทาซ้ำทุก 40-80 นาที ตามระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อน้ำนมสูตรบางเบาที่ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ออกแบบมาเพื่อมอบการปกป้องผิวจากรังสี UV อย่างครอบคลุมด้วยเทคโนโลยี Auto Repair และ Auto Booster ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันเมื่อผิวสัมผัสกับความร้อน เหงื่อ หรือน้ำ ตัวผลิตภัณฑ์เป็นสูตรกันน้ำและกันเหงื่อ จึงรองรับทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและกิจกรรมกลางแจ้ง อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นไพรเมอร์เพื่อเตรียมผิวก่อนแต่งหน้าได้ในขั้นตอนเดียว
กันแดดสูตรใหม่จาก Kiehl's เป็นผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อเซรั่มบางเบาที่ผสานส่วนผสมของคอลลาเจนเปปไทด์ (Collagen Peptide) ออกแบบมาเพื่อช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB พร้อมดูแลผิวจากผลกระทบของแสงแดดและริ้วรอยก่อนวัย เนื้อเซรั่มเกลี่ยง่าย ไม่ทิ้งคราบขาวบนผิว ช่วยปรับสภาพผิวให้ดูเรียบเนียน สีผิวดูสม่ำเสมอ และดูกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ จะใช้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการบำรุงหรือใช้เป็นไพรเมอร์เพื่อเตรียมผิวก่อนแต่งหน้าก็ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกันแดดเนื้อสัมผัสเบาสบายที่ให้ทั้งการปกป้องและการบำรุงควบคู่กัน
ครีมกันแดด Sulwhasoo UV Daily Sunscreen SPF 50+ PA+++ ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าที่ออกแบบมาเพื่อช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ถึง 5 ระดับ โดยผลิตภัณฑ์มีให้เลือกใช้งาน 2 สูตรเพื่อตอบโจทย์สภาพผิวที่แตกต่างกัน ได้แก่ สูตร No. 1 Essential เน้นการมอบความชุ่มชื้นและบำรุงผิว และสูตร No. 2 Tone Up ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยปรับสภาพสีผิวให้ดูสว่างกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เนื้อสัมผัสเกลี่ยง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด มลภาวะ และดูแลผิวหน้าให้ดูสุขภาพดีในขั้นตอนเดียว
ANESSA PERFECT UV SUNSCREEN SKINCARE GEL NB SPF 50+ PA++++ กันแดดเนื้อเจลครีมที่พัฒนาสูตรใหม่สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ให้เนื้อสัมผัสบางเบา สบายผิว และไม่เหนียวเหนอะหนะ มาพร้อมเทคโนโลยี Auto Moisture Balancing ที่ช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนานถึง 24 ชั่วโมง มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำ กันเหงื่อ จะใช้เป็นไพรเมอร์เพื่อเตรียมผิวก่อนแต่งหน้าก็ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อเจลที่ช่วยปกป้องผิวจากความหมองคล้ำและรังสี UV ควบคู่ไปกับการรักษาระดับความชุ่มชื้นอย่างต่อเนื่อง
HER HYNESS MARSHMALLOW GLOWING TINTED SUNSCREEN SPF50+ PA++++ กันแดดเนื้อทินท์ที่ออกแบบมาเพื่อมอบฟินิชผิวแบบ Semi-Matte ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ เนื้อสัมผัสมีความบางเบา เกลี่ยง่าย สามารถช่วยเบลอผิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ พร้อมปกปิดรอยสิวให้ดูจางลง โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Marshmallow Film และ 3X Invisible Shield ทำหน้าที่เสมือนฟิล์มเคลือบผิวบางๆ เพื่อช่วยป้องกันการเกาะติดของฝุ่นละอองและมลภาวะ (PM2.5) พร้อมให้การปกป้องผิวจากรังสี UVA1, UVA2, UVB และแสงสีฟ้าได้อย่างครอบคลุม
ใครที่กำลังสงสัยว่าเราจำเป็นต้องทากันแดดเยอะแค่ไหน บทความนี้ไทยรัฐช็อปปิ้งรวบรวมคำตอบมาให้แล้ว ครบทุกประเภทของครีมกันแดด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเจล เนื้อฟลูอิด สเปรย์กันแดด หรือกันแดดแบบแท่ง ตลอดจนปริมาณในการทาลงบนผิวหน้าต่อครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การปกป้องผิวที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
(ราคาสินค้าอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ)
ปริมาณที่แนะนำเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการปกป้องตามที่ระบุบนฉลากคือ 2 ข้อนิ้วมือ หรือบีบให้ได้ขนาดประมาณเหรียญสิบบาท การทาในปริมาณนี้จะช่วยสร้างชั้นฟิล์มปกป้องรังสี UV ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุด
การทาในปริมาณที่น้อยเกินไปจะทำให้ค่า SPF และ PA ที่ได้รับจริงบนผิวลดลงอย่างมาก ประสิทธิภาพในการป้องกันรังสีจะไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผิวเสี่ยงต่อความหมองคล้ำ การเกิดฝ้า กระ และริ้วรอยก่อนวัยได้ง่ายขึ้น
ควรทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน มีเหงื่อออกมาก หรือหลังว่ายน้ำ เนื่องจากประสิทธิภาพของสารกันแดดจะค่อยๆ ลดลงเมื่อสัมผัสกับความมัน เหงื่อ หรือการเสียดสีบนใบหน้า
ไม่แนะนำให้ใช้ทดแทนกัน เนื่องจากปริมาณรองพื้นหรือแป้งที่ใช้ทาบนใบหน้ามักบางเบาและน้อยเกินกว่าจะให้ระดับการปกป้องที่เพียงพอ ควรทาครีมกันแดดแยกต่างหากในปริมาณที่ถูกต้องเป็นขั้นตอนพื้นฐานก่อนแต่งหน้าเสมอ