
Amazfit มีสมาร์ทวอทช์ให้เลือกหลายซีรีส์ ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับสายวิ่ง ออกกำลังกาย และกิจกรรมกลางแจ้งโดยเฉพาะ โดยแต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นและระดับราคาที่แตกต่างกัน
สำหรับใครที่กำลังแพลนจะซื้อสมาร์ทวอทช์ ไทยรัฐช็อปปิ้งได้รวบรวม นาฬิกา Amazfit รุ่นน่าสนใจ มาให้แล้วติดตามได้ที่นี่
Amazfit Bip 6 สมาร์ทวอทช์ที่เหมาะสำหรับใส่ออกกำลังกายและใช้งานในชีวิตประจำวัน ตัวเรือนมาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.97 นิ้ว แสดงผลได้ชัดเจน รองรับโหมดออกกำลังกายมากกว่า 140 รูปแบบ พร้อม GPS ในตัวสำหรับติดตามเส้นทางการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังฟีเจอร์ติดตามข้อมูลสุขภาพมากมาย เช่น อัตราการเต้นของหัวใจและการนอนหลับ นอกจากนี้ยังกันน้ำระดับ 5 ATM ใส่ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว
นาฬิกา Amazfit รุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 2.07 นิ้ว ความสว่างสูงสุด 3,000 nits ช่วยให้มองเห็นข้อมูลได้ชัดแม้อยู่กลางแจ้ง พร้อม GPS และแผนที่ออฟไลน์สำหรับดูเส้นทาง โดยไม่ต้องพึ่งสมาร์ทโฟน มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 550 mAh และพื้นที่เก็บข้อมูล 4GB สำหรับจัดเก็บแผนที่ออฟไลน์และเพลง พร้อมเซนเซอร์ 5PD + 2LED สำหรับติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและข้อมูลสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง
Amazfit T-Rex 3 สมาร์ทวอทช์ที่เกิดมาเพื่อสายลุยโดยเฉพาะ รองรับการดำน้ำลึกได้ถึง 45 เมตร และการใช้งานในอุณหภูมิ -30°C รุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความสว่างสูงสุด 2,000 nits มองเห็นหน้าจอได้ชัดแม้อยู่กลางแจ้ง และสัมผัสหน้าจอได้ขณะใส่ถุงมือ รองรับการใช้งานแผนที่ออฟไลน์ มีโหมดกีฬา 170+ รูปแบบ พร้อมติดตามการออกกำลังกายแบบเรียลไทม์
Amazfit Active 2 Round ดีไซน์พรีเมียม มาพร้อมตัวเรือนทรงกลม ขนาดหน้าจอ 1.32 นิ้ว มีโหมดกีฬาถึง 164 รูปแบบ และฟีเจอร์ติดตามสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ ค่าออกซิเจนในเลือด ระดับความเครียด และการนอนหลับ และสามารถกันน้ำระดับ 5 ATM เหมาะทั้งใส่ออกกำลังกายและใส่ในชีวิตประจำวัน
สำหรับสายวิ่งออกกำลังกาย ขอแนะนำ Amazfit Active 3 Premium เพราะรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อนักวิ่งมือใหม่และมือโปรโดยเฉพาะ มีโปรแกรมโค้ชส่วนตัว Zepp Coach™ ช่วยวางแผนการซ้อมวิ่งได้หลายระยะ ตั้งแต่ 5K, 10K และวิ่งมาราธอนพร้อมวิเคราะห์การวิ่งเชิงลึก เพื่อช่วยปรับปรุงฟอร์มการวิ่ง นอกจากนี้ยังมีโหมดกีฬาอื่นๆ ให้เลือกถึง 170 รูปแบบ พร้อมติดตามสุขภาพได้แบบครบวงจร
Amazfit Active Max เด่นเรื่องหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความสว่างสูงสุด 3,000 nits มองเห็นหน้าจอได้คมชัดทุกสภาพแสง รองรับโหมดกีฬามากกว่า 170 รูปแบบ พร้อม Zepp Coach™ สำหรับวางแผนการฝึกซ้อม และ BioCharge™ สำหรับติดตามระดับพลังงานร่างกาย นอกจากนี้ยังติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ SpO₂ ความเครียด และการนอนหลับได้ตลอดวัน และกันน้ำระดับ 5 ATM
Amazfit Balance 2 รุ่นนี้เด่นทั้งเรื่องความทนทานและระบบนำทาง ตัวเรือนอะลูมิเนียมอัลลอยมาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความสว่างสูงสุด 2,000 nits พร้อม GPS แบบ Dual-band และแผนที่นำทางในตัว รองรับโหมดกีฬามากกว่า 170 รูปแบบ รวมถึงกิจกรรมทางน้ำอย่าง Freediving และ Scuba Diving ด้วยมาตรฐานกันน้ำ 10 ATM ส่วนด้านสุขภาพรองรับทั้งการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ SpO₂ ความเครียด และการนอนหลับ นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟนและลำโพงคู่ สามารถโทรออกและรับสายผ่านบลูทูธได้
นาฬิกา Amazfit T-Rex Ultra เหมาะกับสายกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องการสมาร์ทวอทช์ซึ่งรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมหลากหลาย ทนต่ออุณหภูมิสูง 70°C และอุณหภูมิต่ำถึง -30°C รุ่นนี้ตัวเรือนเป็นสแตนเลส 316L แข็งแรงทนทาน มีระบบ GPS แบบ Dual-band รองรับ 6 ระบบดาวเทียม และแผนที่ออฟไลน์สำหรับนำทางระหว่างเดินป่าหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง มี Zepp Coach™ พร้อมโหมดกีฬาให้เลือกกว่า 160 โหมด ทั้งการกระโดดร่ม เดินป่า ไตรกีฬา รวมถึงการดำน้ำ Freediving ได้ถึง 30 เมตร
Amazfit Cheetah 2 Ultra โดดเด่นด้วยตัวเรือนไทเทเนียม Grade 5 ที่แข็งแรง แต่น้ำหนักเพียง 52 กรัม พร้อมหน้าจอ AMOLED ครอบด้วยกระจก Sapphire และความสว่างสูงสุด 3,000 nits ช่วยให้มองข้อมูลได้ชัดแม้อยู่กลางแจ้ง สำหรับสายวิ่งและกิจกรรม Outdoor รุ่นนี้มี GPS แบบ Dual-band รองรับ 6 ระบบดาวเทียม พร้อมแผนที่เส้นชั้นความสูงและระบบนำทางออฟไลน์ รวมถึงโหมดกีฬามากกว่า 180 รูปแบบ และฟีเจอร์วิเคราะห์การฝึกซ้อมอย่าง Zepp Coach™, BioCharge™ และ HRV แบตเตอรี่ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 30 วัน และกันน้ำระดับ 5 ATM
การเลือกนาฬิกา Amazfit แนะนำให้ดูการใช้งานและฟังก์ชันที่ต้องการเป็นหลัก หากเน้นใส่ในชีวิตประจำวันและติดตามสุขภาพ รุ่นเริ่มต้นอย่าง Bip 6 ก็มีฟีเจอร์ให้ใช้งานครบในราคาจับต้องได้ ส่วนคนที่ออกกำลังกายหรือวิ่งเป็นประจำ สามารถเลือกรุ่นที่มี GPS และฟีเจอร์วิเคราะห์การออกกำลังกายที่ละเอียดขึ้น ขณะที่สายลุยหรือชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ควรให้ความสำคัญกับความทนทาน แบตเตอรี่ และความสามารถด้าน GPS รวมถึงแผนที่ออฟไลน์ เพื่อใช้งานได้คล่องตัวในทุกสถานการณ์