“ไทยพีบีเอส” โต้ สตง.แจงยิบปมตัววัดผล-การจัดซื้อจัดจ้าง ย้ำจุดยืนสื่อสาธารณะต้องมีอิสระการเงิน พร้อมเดินหน้าปฏิรูปองค์กร “รอง ผอ.ส.ส.ท.” ตั้งข้อสงสัย สตง.เร่งแถลง-ผลรับฟังความคิดเห็นรื้อภาษีบาป 

จากกรณีประเด็นร้อนระหว่าง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ “สตง.” และ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ “ไทยพีบีเอส” หลังมีการปรากฏเอกสารลับ ที่ สตง.ส่งไปยัง ผอ.ส.ส.ท.แจ้งผลตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณ ว่าพบข้อบกพร่องและความผิดพลาดในการปฏิบัติงานอย่างร้ายแรงหลายประการ โดยแบ่งความผิดเป็น 2 กรณีหลัก คือการจัดจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจง และการอนุมัติจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการโดยไม่มีหลักเกณฑ์และอัตราที่แน่ชัด พร้อมเสนอให้มีการลงโทษทางวินัยกับผู้บริหารและพนักงานรวม 10 ราย สั่งชดใช้ค่าเสียหายรวม 85 ล้านบาท

ซึ่งหลังจากมีเอกสารดังกล่าวปรากฏออกมา ไทยพีบีเอส ได้มีการแถลงโต้ตอบเบื้องต้นว่าได้มีการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการที่ข้อมูลลับเหล่านี้ถูกเปิดเผยได้อย่างไร ทั้งที่กระบวนการทางกฎหมายยังไม่เป็นข้อยุติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์กร

นำมาสู่การที่ล่าสุดวันนี้ (14 ต.ค.69) เวลา 11.00 น. นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการ สตง.ได้แถลงผลสอบไทยพีบีเอส ชี้ว่าประเมินคุณภาพรายการไม่รัดกุม ตัววัดคุณภาพบางส่วนบ่งชี้ว่า ยังขาดความต่อเนื่อง พบผู้บริหารได้ค่าตอบแทนการใช้รถ แต่ยังใช้รถส่วนกลาง คาดส่งเรื่องภายในสัปดาห์หน้า (อ่านรายละเอียดได้ที่ : สตง. ชี้ผลสอบ “ไทยพีบีเอส” พบผู้บริหารใช้รถผิด ประเมินคุณภาพรายการไม่รัดกุม)

ขณะที่เวลา 14.00 น. ไทยพีบีเอส ก็ได้แถลงชี้แจงกรณีการตรวจสอบของ สตง.นำโดยนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ และ นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.

นายพิเศษ กล่าวว่า สาเหตุที่ทางไทยพีบีเอสได้ยื่นจดหมายร้องเรียนกระบวนการการตรวจสอบของ สตง.เนื่องจากเป็นมาตรฐานทางวิชาชีพ ที่ สตง.ต้องทำตามจากการเป็นสมาชิกภายใต้ องค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดระหว่างประเทศ (INTOSAI) โดยหลักการสำคัญในกระบวนการทำงาน คือเรื่องของ ความเป็นอิสระ (Independence) ปราศจากการถูกแทรกแซงทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มทุน การทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (Integrity) รวมถึงการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสชี้แจง (Fair Presentation) จากนั้นจะเป็นการชั่งน้ำหนัก ให้โอกาสในการโต้แย้งและชี้แจง

อีกสิ่งที่สำคัญคือ การรักษาข้อมูลความลับ (Confidentiality) โดยเฉพาะการเปิดเผยต่อสาธารณชนก่อนเวลาอันสมควร ทำให้ทางไทยพีบีเอส ต้องยื่นตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการเผยแพร่ข้อมูลก่อนเวลาอันควร และทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งก็ต้องขอบคุณ สตง.ที่รับปากว่าจะดำเนินการติดตามผู้ปล่อยข้อมูล ในส่วนของการเยียวยาก็จะมีการดำเนินการตามกรอบกฎหมายที่มีอยู่ต่อไป

ในส่วนของข้อเสนอแนะลงโทษทางวินัยต่อผู้บริหารและพนักงาน 10 รายและชดใช้ค่าเสียหายนั้น นายพิเศษ มองว่าแบ่งออกเป็น 3 ประเด็น คือ 1.เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ระเบียบ หรือแนวทางที่ผู้บังคับบัญชาได้ใช้อำนาจในการอนุมัติหรือไม่ 2.มีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่ และ 3.มีความเสียหายต่อหน่วยงานเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพราะหากพิจารณาเพียงการทำผิดหลักเกณฑ์โดยไม่ดูองค์ประกอบอื่น ๆ ก็อาจไม่ยุติธรรม บางเรื่องที่กฎเกณฑ์ยังไม่ชัดเจน แต่ไม่เกิดการทุจริตและไม่สร้างความเสียหายให้องค์กร ตรงกันข้ามอาจสร้างประโยชน์ให้องค์กรเสียด้วยซ้ำ ก็อยากสอบถามว่าเช่นนี้ยังสมควรดำเนินการทางวินัยหรือให้เรียกเงินคืนอยู่หรือไม่

นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.
นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.

แจงปมผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ในส่วนของการตรวจสอบของ สตง. ใน 3 ประเด็นนั้น ในเรื่องที่ 1 การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน นายพิเศษ ได้กล่าวชื่นชมชุดสอบสวนที่ทำตามขั้นตอนตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ก่อนการปิดตรวจมีการชี้แจงถึงสภาพปัญหา ชี้จุดเสี่ยง พร้อมข้อแนะนำ พร้อมเปิดให้ไทยพีบีเอสสอบถามและชี้แจง จึงไม่มีประเด็นในส่วนนี้

ทาง สตง.ยังได้ระบุชัดเจนในเรื่องการดำเนินงานในเรื่องความคุ้มค่า และประเมินผลสัมฤทธิ์ของทาง ส.ส.ท.ว่าส่วนใหญ่บรรลุตามวัตถุประสงค์ ยกเว้นเพียงเรื่องของ KPI, เรื่องการเปลี่ยนตัวชี้วัดไปมาระหว่าง PSI Ranking และ PSI Market Share, ระบบ One Thai PBS และระบบบริหารจัดการการออกอากาศ (Broadcasting Management System) ระบบจัดเก็บไฟล์รายการแยกตามสำนักต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามฐานข้อมูลเดียวกัน

นายพิเศษ ชี้แจงว่า ในกรณีของ PSI Rating ซึ่งเป็นการวัดจากเรตติ้งของรายการโทรทัศน์ อาจสวนทางกับสถานการณ์ปัจจุบันที่คนหันไปดูทางออนไลน์มากขึ้น ก็ควรเปลี่ยนไปใช้ตัวชี้วัดพื้นที่ทางออนไลน์แทน เพราะหนึ่งในภารกิจของไทยพีบีเอสคือการกระจายเนื้อหาให้เข้าถึงคนมากที่สุดในมิติเชิงพื้นที่

ในส่วนของระบบ One Thai PBS อยู่ในช่วงของการดำเนินการ ที่หากมีประเด็นไม่เหมาะสมก็สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ หรือในส่วน BMS  ซึ่งแต่ละหน่วยก็อาจเก็บข้อมูลแยกส่วนกัน ปัจจุบันก็มีแนวคิดที่จะเก็บรวบรวมไว้แหล่งเดียว โดยยอมรับว่ากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระบบและอยู่ระหว่างการดำเนินการ 

นายอดิศักดิ์ เสริมว่า เป็นความจริงที่ระบบเป็นเช่นนั้นมายาวนาน แต่ผู้บริหารชุดปัจจุบันได้เข้ามาและทำการศึกษาเรียบร้อย กำลังดำเนินการในการแก้ไขระบบใหญ่ๆ 3-4 ระบบ โดยระบบหลักที่เป็นแกนขององค์กร เรียกว่า ERP จะทำให้ทุกสำนักเชื่อมต่อกันได้ คาดว่าเริ่มดำเนินการลงระบบในช่วงต้นปีหน้า และเริ่มใช้งานในเวลา 2 ปี

ระบบที่ 2 คือระบบจัดเก็บข้อมูลรวม One Archive System ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการแล้ว คาดใช้เวลา 1 ปีครึ่ง โดยมีเป้าหมายให้คอนเทนต์ของไทยพีบีเอสทั้งหมดเป็นระบบเดียวกันและในอนาคตสามารถให้บริการกับสาธารณะได้ อาจถึงในระดับที่เป็นห้องสมุดสาธารณะให้คนภายนอกหรือสื่อพลเมืองเข้ามาเอาข้อมูลหรือฟุตเทจไปใช้งาน

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.


แจงปมค่าตอบแทน-จัดซื้อจัดจ้าง 

ในส่วนของประเด็นเรื่องค่าตอบแทนพิธีกร-แขกรับเชิญนั้น นายพิเศษ เผยว่า ทาง สตง.เข้ามาตรวจสอบและยังไม่มีการปิดตรวจ ซึ่งทางไทยพีบีเอสก็รอว่าจะมีระบบปิดตรวจเมื่อไร แต่ปรากฏว่าไม่มีและมีเอกสารหลุดออกไป จึงเกิดเป็นข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง

ทั้งนี้ ค่าตอบแทนคนนอก เป็นผลตรวจย้อนหลังปี 2566-2568 และส่วนใหญ่เป็นค่ารถ 1,000-2,000 บาท/ครั้ง แต่เนื่องจากเป็นตัวเลขรวม 3 ปีของทุกรายการจึงออกมาเป็นตัวเลขที่สูง โดย สตง. ระบุว่าเป็นตัวเลขที่ไม่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา แต่อย่างไรก็ดียังอยู่ในอำนาจการอนุมัติของผู้อำนวยการตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ซึ่งทางผู้อำนวยการได้อนุมัติ และให้แต่ละสำนักได้พิจารณาเองได้

ส่วนประเด็นที่ 3 ผู้บริหารได้ค่าตอบแทนการใช้รถนั้น ทาง สตง. ยังไม่เปิดเผย และแจ้งมา ทางไทยพีบีเอสจึงไม่ขอชี้แจงในเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี นายพิเศษ ตั้งข้อสงสัยเป็นการส่วนตัวถึงจังหวะเวลาในการเร่งแถลงข่าวของ สตง. ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เกี่ยวกับการจัดการที่มารายได้จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญคือการยกเลิกการจัดสรรเงินบำรุง จากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือ “ภาษีบาป” (Earmarked Tax) ให้กับ 4 องค์กร ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ส.ส.ท.

นอกจากนี้ยังพบความไม่ชอบมาพากลในการเปิดรับฟังความคิดเห็น ที่ผลโหวต "เห็นด้วย" เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรวมกับจังหวะการแถลงข่าวของ สตง.ในช่วงนี้ จึงตั้งข้อสงสัยว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่

ทั้งนี้ ส.ส.ท. ยืนยันความจำเป็นเรื่อง “หลักประกันความเป็นอิสระทางการเงิน” (Financial Independence Guarantee) ในการมีแหล่งรายได้ที่ไม่ผูกโยงกับงบประมาณแผ่นดินประจำปี ซึ่งเป็นหลักการสากลของสื่อสาธารณะทั่วโลก เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มทุน ทำให้สามารถเสนอข่าวสารได้อย่างเที่ยงตรง ปราศจากอคติ และเป็นอิสระตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ส.ส.ท. พ.ศ. 2551

ปัจจุบัน รายได้หลักของ ส.ส.ท. มาจาก “เงินบำรุงองค์การ” ตามมาตรา 11 จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 วงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปีงบประมาณ โดยกฎหมายกำหนดชัดเจนว่าไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน หากมีการปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรากฐานความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ

ส่วนกรณีข้อกังวลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ส.ส.ท. ชี้แจงว่าได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยวิธีเฉพาะเจาะจงใช้เฉพาะกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย เช่น พัสดุที่มีผู้ประกอบการเฉพาะรายเดียว มีความจำเป็นเร่งด่วน ดำเนินการต่อเนื่อง หรือวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ตามที่กฎกระทรวงกำหนด

ส่วนการกำหนดราคากลางได้สืบราคาจากท้องตลาดอย่างเป็นธรรม มีการประกาศข้อมูลราคากลางและผลการจัดซื้อจัดจ้างในระบบของกรมบัญชีกลางอย่างเปิดเผย ตลอดจนมีการตรวจสอบคุณสมบัติคู่สัญญา คณะกรรมการตรวจรับงาน และปฏิบัติตามหลักการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ หากตรวจพบการทุจริตหรือความผิดพลาด พร้อมดำเนินการตามกฎหมายและวินัยทันที

นายอดิศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ไทยพีบีเอสได้รับจัดสรรจำนวนเงินเท่าเดิมมาตลอดและไม่เคยขอเพิ่ม แต่ที่ผ่านมามีภารกิจที่นอกเหนือจากสถานีโทรทัศน์เพิ่มขึ้นหลายเท่า เช่น งานโครงข่ายทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน 63 สถานีทั่วประเทศ ซึ่งมีพนักงานประจำทุกแห่ง 

ดังนั้นเมื่อมีการรายงานตัวเลขพนักงาน 1,300 คน ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า เหตุใดพนักงานเยอะแต่ยังมีความจำเป็นต้องจ้างบริษัทภายนอกผลิตรายการ แต่ในความเป็นจริงพนักงานไม่ได้ทำข่าวหรือรายการเพียงอย่างเดียวแต่มีภารกิจอื่น ๆ ในฐานะ “สื่อสาธารณะ” ที่สื่อเชิงพาณิชย์ไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่สร้างผลกำไร เช่น การตรวจสอบข่าวปลอม ทำสื่อสำหรับเด็ก ผู้พิการ เป็นต้น

ในส่วนของข้อกล่าวหาเรื่องใช้กระบวนการเฉพาะเจาะจงเป็นการเล่นพรรคพวกหรือไม่ นายอดิศักดิ์ ชี้ว่าก่อนจะถึงกระบวนการเฉพาะเจาะจงนั้น มีกระบวนการที่เรียกว่า Content Commissioning ที่ให้ผู้ผลิตนำเสนอรายการ ก่อนมีการคัดเลือกหลายขั้นตอนจนได้ผู้ชนะ ซึ่งตามกฎหมายไม่มีแต่เป็นกระบวนการที่ไทยพีบีเอสได้ออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายเล็ก หรือรายใหม่ ๆ

เมื่อได้ผู้ชนะก็จะมีการพัฒนาผู้ผลิต ปรับให้เข้ากับสถานีหรือผังรายการ ซึ่งบางครั้งกรณีที่ต้นทุนถูกเกินไปก็มีการเพิ่มให้เพื่อให้ได้คุณภาพมากขึ้น หรือหากมีการเสนอเข้ามาแพงมากเกินไปก็มีการลดลงได้เช่นกัน สุดท้ายตอนทำสัญญาจึงเรียกว่าการทำสัญญาแบบเฉพาะเจาะจง เพราะเหลือเพียงรายเดียว

นอกจากนี้ทาง ส.ส.ท.ยืนยันว่า จะเร่งเดินหน้าปฏิรูปองค์กร ยึดหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) โดยทีมผู้บริหารชุดปัจจุบันซึ่งเข้ามาทำงานได้ 1 ปี ยอมรับว่ามีข้อจำกัดและปัญหาบางประการในการบริหารจัดการที่ผ่านมา จึงได้พยายามแก้ไขมาโดยตลอด และอยู่ระหว่างเตรียมการปฏิรูปองค์กรเพื่อยกระดับความโปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้ ตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และประชาชน เพื่อพัฒนาให้เป็นสื่อสาธารณะที่ได้รับความไว้วางใจจากสังคมต่อไป

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.