สตง. ชี้ผลสอบ “ไทยพีบีเอส” ประเมินคุณภาพรายการไม่รัดกุม ตัววัดคุณภาพบางส่วนบ่งชี้ว่า ยังขาดความต่อเนื่อง พบผู้บริหารได้ค่าตอบแทนการใช้รถ แต่ยังใช้รถส่วนกลาง คาดส่งเรื่องภายในอาทิตย์หน้า

กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อ สตง. แถลงข่าว "ผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียง และเผยแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)" ขณะที่ ไทยพีบีเอส ก็เตรียมแถลงข่าวตอบโต้วันนี้ 14 ต.ค.69เวลา 14.00 น.

สุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่า สตง. กล่าวว่า เป็นการแถลงผลการตรวจสอบ ประมาณปลายปี 68 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้รับการร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ภายในองค์กร โดยมีการร้องเรียนในเรื่องการใช้จ่ายเงินว่าไม่เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับมติ ครม. หรือมติทางราชการ มีเจตนาทำให้องค์กรเสียหายในหลายประเด็น โดยประเด็นหลักจะเป็นเรื่องการจัดหาทำข่าว รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้ทรัพย์สินขององค์กรไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย และการทำงานที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพ โดย สตง.มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ เลยได้ทำการตรวจสอบ


โดยมีการแบ่งทีมในการตรวจสอบ โดยแยกเป็นชุดที่ตรวจสอบความผิดเฉพาะบุคคล ซึ่งถ้ามีพฤติการณ์น่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิดจะส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. และผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กร โดยมีการออกรายงานแล้ว 2 ฉบับ โดยออกรายงานไปแล้วเมื่อ 2 ต.ค.69 และตอนนี้อยู่ในขั้นตอนพัฒนาตามข้อเสนอแนะ และต่อมาวันที่ 9 ต.ค.69 ได้ออกรายงานตรวจสอบด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนความผิดเฉพาะเจาะจงเฉพาะเจ้าหน้าที่ยังไม่มีการออกรายงาน ซึ่งจะมีการออกรายงานเร็วๆ นี้

นางสาวสินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3กล่าวว่า การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน เนื่องจากไทพีบีเอส ได้รับงบประมาณปีละกว่า 2 พันล้านบาท งบประมาณร้อยละ 50 เป็นการจัดหาและผลิตสื่อ จึงประเมินถึงความคุ้มค่าเพื่อสังคมที่แท้จริง โดยผลการตรวจสอบพบดังนี้

1.การบรรลุตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ยังไม่สะท้อนผลสัมฤทธิ์บางตัวยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างแท้จริง ซึ่งในภาพรวมบรรลุเป้าหมาย เคพีไอขององค์กร แต่ตัวชี้วัดบางส่วนบ่งชี้ว่ายังขาดความต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนกลับไปหลายครั้ง แม้จะเป็นผู้บริหารชุดเดิม

ขณะที่การบริหารจัดการรายการ ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามความมุ่งหวัง เช่น สำนักข่าว สำนักเนื้อหา สาเหตุมาจากขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ด้วยโครงการส่วนใหญ่ดำเนินการเป็นปีต่อปี ถ้าปีไหนไม่ได้ดำเนินการก็ไม่มีการวิเคราะห์หาสาเหตุ และปรับปรุง แต่ใช้การปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ซึ่งทางหน่วยงานแจ้งว่ามีการประเมินผู้ชมมาใช้ แต่ไม่ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีความสอดคล้องกับการทำงานของผู้ชม



2.ระบบบริหารจัดการรายการยังไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถนำข้อมูลตัวชี้วัดไปดำเนินการว่าเป็นไปตามแผนที่เสนอขออนุมัติไปหรือไม่ นอกจากนี้ยังพบว่าการจัดเก็บไฟล์แต่ละสำนักแยกกัน ซึ่งไม่สามารถรองรับรายการที่ออกทางออนไลน์

การประเมินคุณภาพรายการยังไม่รัดกุม และยังไม่มีการประเมินเป็นแนวทางที่ชัดเจน รวมถึงผู้ตอบแบบสอบถามว่าไม่รับชมรายการ ไม่มีการสัมภาษณ์ต่อ เพื่อให้เกิดข้อเสนอแนะ สาเหตุของการตรวจพบฝ่ายยุทธศาสตร์ยังไม่มีการรายงานผลที่ถี่ถ้วน จึงมีการเสนอแนะว่าควรมีการบูรณาการทั้งระบบ และยกระดับการเผยแพร่ทั้งโทรทัศน์และออนไลน์ โดยทบทวนทั้งระบบ เพื่อประเมินผู้ที่ไม่รับชมให้มีการพัฒนาเนื้อหาต่อไป


นางสาวมธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.2) กล่าวว่า การตรวจสอบข้อปฏิบัติทางกฎหมายในเรื่องการเบิกจ่ายเงิน โดยมีการตั้งการตรวจสอบไว้ 2 ประเด็นดังนี้

1.การจ้างทำรายการข่าวเจาะย่อโลก โดยเฉพาะเจาะจง เป็นไปตามระเบียบหรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่า มีการจ้างผลิตตั้งแต่ปี 2560 – 2568 กับบริษัทแห่งหนึ่งด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง โดยมุ่งผ่านกระบวนการคัดเลือกของไทยพีบีเอส ว่าด้วยวิธีการคัดสรรผลิตรายการ ที่ใช้เพียงอุปกรณ์ที่ใช้เพียงตัวสนับสนุนการผลิต และไม่มีการประเมินเรตติ้ง ซึ่งอาจขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการจัดซื้อพัสดุของภาครัฐ พ.ศ.2560 ในเรื่องการเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม กรณีการจัดจ้างหน่วยงานเอกชนแบบเฉพาะเจาะจง โดยไม่มีเหตุอันสมควร

2.การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญปีงบประมาณ 2566 – 2568 เป็นไปตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพฯ พ.ศ.2561 ข้อ 20 ประกอบข้อ 21 หรือไม่อย่างไร

จากการตรวจสอบพบว่าในปีงบประมาณ 2566 – 2568 มีการใช้จ่ายค่าพิธีกรและแขกรับเชิญ โดยไม่ปรากฏว่ามีระเบียบกฎหมายและข้อบังคับที่ให้อำนาจการเบิกจ่ายไว้ แต่มีเพียงแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในเชิงการบริหาร โดยไม่มีการกำหนดระเบียบเฉพาะในเรื่องของอัตราค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญอาศัยอนุมัติตามคำสั่งมอบอำนาจเป็นการชั่วคราว ต่อมามีการบังคับใช้ระเบียบองค์การสาธารณะว่าด้วยการเงิน การบัญชี พ.ศ.2567 จึงทำให้การเบิกจ่ายก่อนหน้าไม่สามารถดำเนินการได้อีก จึงกล่าวได้ว่าการเบิกจ่ายค่าพิธีกร ผู้รวมรายการ และค่าพิธีกร ที่มีการเบิกจ่ายในปีงบประมาณปี 2568 เป็นการใช้จ่ายเงินที่ไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์ จึงมีการเสนอให้ดำเนินการเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1 กล่าวว่า จากการตรวจสอบการใช้รถของผู้บริหาร เดิมจะมีการตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งพบว่าตั้งแต่ปี 2562 ไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้อง ซึ่งไทยพีบีเอสก็ทราบว่าการใช้รถส่วนกลางมีระเบียบในการเบิกจ่ายรถประจำตำแหน่ง แต่ในกรณีรถส่วนกลางทางไทยพีบีเอส ไม่มีการออกระเบียบ ซึ่งพบว่ามีผู้บริหารได้ค่าตอบแทนการใช้รถมาใช้รถส่วนกลางด้วย โดยหลักการถ้าผู้บริหารได้ค่ารถประจำตำแหน่งแล้ว จะไม่สามารถมาใช้รถส่วนกลางได้ โดยตอนนี้ทีมตรวจสอบได้มีการสรุปความเห็นเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะนำเสนอต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และแจ้งไทยพีบีเอสภายในอาทิตย์หน้า


สุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่า สตง. กล่าวว่า ในรายงานที่มีการตรวจสอบ เป็นรายงานเฉพาะบุคคล แต่ไม่ได้ตีความว่าไทยพีบีเอส ดีไม่ดีอย่างไรในภาพรวม แต่ตรวจเพียงข้อเรียกร้องที่ส่งมา

ส่วนเรื่องเอกสารหลุด คนที่เอาเอกสารของ สตง.ออกมาเผยแพร่เอาออกมาได้อย่างไร และเรื่องนี้ไม่ได้ปล่อยผ่าน โดยไทยพีบีเอสส่งเอกสารมายังประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และมีการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว ซึ่งใครนำเอกสารลับไปเปิดเผยจะต้องรับผิดชอบ

โดยข้อดำเนินการของเราเป็นไปตามข้อเสนอแนะตามกฎหมาย ยังไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง