3 ทหารเกณฑ์ถูกซ้อมยันเช้า รับเงินชดเชยกระทรวงยุติธรรม รายละ 500,000 บาท จับตาความคืบหน้าคดี หวังมีระบบกลางร้องเรียนที่เป็นระบบ

เพจเฟซบุ๊ก น้ำ-นิชนันท์ วังคะฮาต-Nitchanan Wangkahat ได้โพสต์เมื่อวาน 31 มี.ค.69 ว่า “Update: เคสถ้ำเสือ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ ขอบคุณ คณะอนุกรรมการฯ มีมติเห็นชอบเข้าข่าย พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน พลทหารจะได้รับเงินเยียวยาคนละ 500,000 บาท บาดเจ็บ 2 นาย และเสียชีวิต 1 นาย รับจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม


ก่อนหน้านี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้นำเสนอประเด็น “ทหารเกณฑ์” ถูกซ้อมยันสว่าง เจ็บปางตาย ครอบครัวร้องเยียวยา ก่อนปลดประจำการ โดยกรณีทหารเกณฑ์ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เสียชีวิต 1นาย เคส ถ้ำเสือ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ พล.พัฒนา 2 จ.นครราชสีมา กลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามถึงกระบวนการดูแลภายในหน่วยและแนวทางการเยียวยา หลังผู้บาดเจ็บมีอาการถึงขั้นไตวายเฉียบพลัน และมีอาการสติเลื่อนลอยหลังจากเหตุการณ์ทำร้ายร่างกาย

...

โดยวันนี้ 1 เม.ย.69 ได้สอบถามไปยัง “นิชนันท์ วังคะฮาต” อดีตผู้สมัคร สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ได้ให้ข้อมูลว่า 3 เคสนี้เข้าข่าย พ.ร.บ. อุ้มหาย ที่มีความชัดเจนว่าจูงไปซ้อมทรมานยันสว่าง เนื่องจากที่ผ่านมาสายการบังคับบัญชา หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชา แทบไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดอะไร เหมือนกับระบบวัฒนธรรมที่มีมานานและแก้ได้ยาก จึงทำให้ผู้น้อย หรือผู้ใต้บังคับบัญชาถูกกระทำความรุนแรง จนไม่กล้าที่จะร้องเรียน

ทั้งหมดที่ชดเชยรายละ 500,000 บาท โดยพลทหารที่บาดเจ็บ เนื่องจากว่าเขายังมีชีวิตอยู่หลังจากที่เอกสารทุกอย่างอนุมัติมาแล้วเขาก็จะจ่ายเงินให้ในนามชื่อของพลทหารเลย เป็นสิทธิ์ของเขา เพราะเขายังไม่ได้เสียชีวิต แต่เคสของพลทหารที่เสียชีวิต อันนั้นเขาจะแบ่งให้พ่อแม่คนละครึ่ง คือ เขาจะให้ในนามชื่อของแม่ 250,000 บาท และพ่อ 250,000 บาท


ในด้านของคดีของพลทหารทั้ง 3 ราย ยังไม่ได้คุยกับตำรวจจริงจัง เพราะเราก็มามุ่งเน้นเรื่องการเยียวยา ที่กระทรวงยุติธรรมให้เขาอยู่ แต่ก็มีการประสานกับทางทนายมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

สิ่งที่มุ่งหวังและอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของกองทัพ คือ กรณีนี้มันไม่ใช่ พลทหารไปตีกัน มันมีครูฝึกเป็นคนทำโทษ ซึ่งครูฝึกสั่งซ้อม ผู้บังคับบัญชาคนไหนที่ยินดีก็เปิดเผยแบบให้ความร่วมมือดีมาก แต่ถ้าแบบเป็นค่ายไหนหน่วยไหนที่ไม่ค่อยอยากให้ข้อมูล หรือว่าไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควรก็เป็นอุปสรรคต่อการสืบสวนของตำรวจพอสมควรในการที่จะไปสืบสวนสอบสวนต่อ ยิ่งแบบเคสผู้ถูกกระทำเป็นชาวบ้านตาสีตาสา ยากจนอยู่แล้ว ความรู้ไม่มี แล้วใครจะช่วยเขา

ดังนั้น กองทัพบกควรมีช่องทางกลางที่ให้กำลังพล หรือ ญาติของทหารที่ถูกทำร้ายได้ร้องเรียน และควรมีการเปิดเผยด้วยความโปร่งใส เพราะปัญหาเหล่านี้มันไม่ได้รับการแก้ไข หรือยังได้รับการแก้ไขที่ไม่ถูกต้อง แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณกองทัพเหมือนกันว่าบางอย่างก็ดีขึ้นเยอะ

“ความจริง อันไหนที่เราก็ชื่นชม เราก็ให้เครดิต และกองทัพเองก็ พี่ก็เชื่อว่าเขาพยายามที่จะปรับปรุง พยายามที่จะทำระบบให้มันดีขึ้น แต่ว่ามันยังมีวัฒนธรรมความเชื่อของคนที่เป็นทหารบางคน ที่ยังมองเรื่องความรุนแรงกับการลงโทษเป็นเส้นคาบเกี่ยวกันอยู่”

...