“ทหารเกณฑ์” ถูกซ้อมยันสว่าง เจ็บปางตาย ครอบครัวร้องเยียวยา ก่อนปลดประจำการ เผยหลังหายกลับเข้ากรม สติเลื่อนลอย หวั่นใช้ชีวิตทำงานไม่ปกติ

กรณีทหารเกณฑ์ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เสียชีวิต 1 ราย เคส ถ้ำเสือ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ พล พัฒนา2จ.นครราชสีมากลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามถึงกระบวนการดูแลภายในหน่วยและแนวทางการเยียวยา หลังผู้บาดเจ็บมีอาการถึงขั้นไตวายเฉียบพลัน และมีอาการสติเลื่อนลอยหลังจากเหตุการณ์ทำร้ายร่างกาย

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ เปิดใจ แม่ทหารเกณฑ์ ที่ได้รับบาดเจ็บรายแรก ระบุว่า ลูกชายสมัครเข้าประจำการในค่ายทหารในจังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 มีกำหนดปลดประจำการในเดือนพฤศจิกายน 2569 ก่อนจะกลับมาพักที่บ้านในจังหวัดอุบลราชธานีช่วงปลายเดือนธันวาคมประมาณ 10 วัน และเดินทางกลับเข้าค่ายอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2569


ต่อมาในช่วงบ่ายของวันที่ 11 ม.ค. แม่ของทหารเกณฑ์ได้รับโทรศัพท์แจ้งจากทางหน่วยว่า ลูกชายมีอาการไตวายเฉียบพลัน และถูกนำตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวหรืออาการผิดปกติใด

...

แม่นายทหารเปิดเผยว่า เมื่อเดินทางไปถึงโรงพยาบาลช่วงเที่ยงคืน พบว่าลูกชายไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว แม้แพทย์จะระบุว่า อาการปลอดภัยแล้วก็ตาม จนกระทั่งเช้าวันถัดมา ผู้บาดเจ็บเริ่มมีอาการดีขึ้น สามารถพยักหน้า และสามารถสื่อสารตอบคำถามได้บางส่วน

ระหว่างนั้น ทางหน่วยได้เชิญแม่นายทหารไปพูดคุย โดยยังไม่มีการชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริงของอาการ กระทั่งทราบภายหลังว่า มีทหารกองประจำการอีกนายหนึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกัน


“แม่แทบช็อก คงรับไม่ได้ถ้าเป็นลูกของแม่โดน” เธอกล่าวพร้อมระบุว่ามีการมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจำนวน 10,000 บาท รวมถึงการให้เงินเพิ่มเติมเป็นครั้งคราว ครั้งละประมาณ 1,000-2,000 บาท แต่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการเยียวยาอย่างเป็นทางการ

หลังผู้บาดเจ็บมีอาการดีขึ้น ได้ให้ข้อมูลว่า คืนวันที่ 9 ม.ค. เวลาประมาณ 21.00 น. ถูกเรียกรวมพลพร้อมเพื่อนอีก 2 คน ก่อนถูกปิดตา มัดมือ และพาไปยังสถานที่ภายในค่าย จากนั้นถูกสั่งให้นั่งคุกเข่าและถูกทำร้ายร่างกาย โดยถูกเตะบริเวณหน้าอกต่อเนื่อง และใช้ท่อนเหล็กตีบริเวณแผ่นหลัง เหตุการณ์เกิดขึ้นลากยาวจนถึงประมาณ 05.00 น. ของวันถัดไป โดยมีการพักเป็นช่วงสั้น ๆ

สาเหตุของการถูกทำร้ายมาจากการตรวจพบปัสสาวะเป็นสีม่วงของทหารทั้ง 3 นาย ขณะเดียวกันผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นนายทหารมีอาการมึนเมา

ผู้บาดเจ็บระบุว่า หลังเหตุการณ์ไม่สามารถลุกขึ้นได้ มีอาการอ่อนแรง อาเจียน เหนื่อย และหน้ามืด แต่ไม่ได้ถูกส่งตัวไปรักษาในทันที กระทั่งวันที่ 11 ม.ค. 69 จึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และแพทย์วินิจฉัยว่ามีภาวะไตวายเฉียบพลัน

 แม่ของนายทหารกล่าวว่า เมื่อได้เห็นบาดแผลตามร่างกายของบุตรชาย โดยเฉพาะบริเวณหลังและแขน ทำให้เชื่อว่าอาการดังกล่าวเป็นผลจากการถูกทำร้ายร่างกาย ไม่ใช่การเจ็บป่วยตามปกติ ผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ โดยระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยเข้าเยี่ยมเป็นระยะ

ด้านการเยียวยา แม่ทหารเกณฑ์ ระบุว่า ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจน แม้มีการรับปากจากผู้บังคับบัญชาว่าจะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม ด้วยการมอบวัวเนื้อ 3 ตัว เพื่อใช้ประกอบอาชีพ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

แม่นายทหารยืนยันว่า ต้องการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการกฎหมาย และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงกำหนดแนวทางเยียวยาอย่างชัดเจน พร้อมระบุว่า ไม่ต้องการให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวอื่น เนื่องจากทหารเกณฑ์จำนวนมากเป็นกำลังหลักของครอบครัว

...


ทหารเกณฑ์ถูกซ้อมจนสติไม่เหมือนเดิม


ส่วนครอบครัวของทหารเกณฑ์ผู้บาดเจ็บอีกราย ให้ข้อมูลว่า เดิมมีฐานะยากจน ลูกชายกำลังศึกษาในระบบการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ก่อนเข้ารับราชการทหาร ในวันที่ทราบข่าว ครูฝึกได้โทรศัพท์แจ้งว่าลูกชายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยระบุเพียงว่ามีอาการไตวาย

เมื่อครอบครัวเดินทางไปถึงโรงพยาบาล กลับพบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพต้องใส่สายยางและเข้ารับการฟอกไต มีรอยช้ำปรากฏชัดบริเวณลำตัว ตั้งแต่ช่วงท้อง เอว ไล่ขึ้นไปจนถึงช่วงไหล่ โดยในช่วงแรกสามารถตอบสนองได้เพียงการสะบัดศีรษะเล็กน้อยเท่านั้น ต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน จึงเริ่มสามารถพูดสื่อสารได้

 

ภายหลังผู้บาดเจ็บให้ข้อมูลกับครอบครัวว่า ถูกทำร้ายร่างกายภายในค่าย โดยเริ่มจากการถูกตบบริเวณหูจนหมดสติ เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งพบว่าตนเองอยู่ในท่าคุกเข่า ก่อนที่นายทหารประทวนและทหารกองประจำการจะทยอยเข้ามาทำร้ายร่างกาย โดยมีการเตะซ้ำ หากเตะไม่แรงจะถูกสั่งให้กลับมาเตะใหม่ อีกทั้งเมื่อหมดสติจะถูกสาดน้ำเพื่อให้ฟื้น ก่อนถูกสั่งให้นอนคว่ำและถูกเหล็กตีบริเวณแผ่นหลัง

...

 

ในส่วนของการเยียวยา ครอบครัวเปิดเผยว่า ได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจำนวน 10,000 บาท จำนวน 2ครั้ง แต่ยังไม่เห็นความชัดเจนเกี่ยวกับการช่วยเหลือในระยะยาว หรือแนวทางการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยระบุว่ายังไม่กล้าเรียกร้อง และรอความชัดเจนจากทางหน่วยว่ามีแนวทางอย่างไร

 

ครอบครัวยังสะท้อนความต้องการว่า อยากให้มีการช่วยเหลือในลักษณะที่เป็นรูปธรรม เช่น การซ่อมแซมหรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ เนื่องจากกังวลว่าหลังปลดประจำการแล้ว ผู้บาดเจ็บอาจไม่ได้รับการดูแลต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ครอบครัวกล่าวว่า ภายหลังเหตุการณ์ ผู้บาดเจ็บยังคงมีอาการทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งอาการสติเลื่อนลอย เหม่อลอย สับสน นอนสะดุ้งผวา ฝันร้าย และตกใจง่าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน

 

“อยากให้มีความชัดเจนในเรื่องการเยียวยา มารักษาตัวลูกชาย ไม่รู้จะทำมาหากินอะไร เหมือนเขาเสียศูนย์” ครอบครัวระบุ

 

ครอบครัวจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางการเยียวยาอย่างชัดเจน ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลและการฟื้นฟูในระยะยาว โดยระบุว่า ปัจจุบันผู้บาดเจ็บยังอยู่ระหว่างการรักษาตัว และครอบครัวยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะสามารถกลับไปประกอบอาชีพได้หรือไม่ในอนาคต


...

ล่าสุด พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กรณีดังกล่าวกองทัพบก ไม่ได้มีนโยบายส่งเสริมให้กระทำการดังกล่าว ซึ่งในทางกลับกันกองทัพบกก็ถือว่าเป็นผู้เสียหายร่วม และพร้อมจะร่วมมือกับญาติผู้เสียหายทั้งหมดในการฟ้องร้องคดีในทางแพ่งต่อไป