ย้อนบทเรียน “เลือกตั้งโมฆะ” 2 ครั้งในการเมืองไทย และจะเกิดอะไร หากประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในการเลือกตั้ง 2569  

ปัญหาวิกฤตศรัทธาต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และข้อกล่าวหาต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ยังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตั้งข้อสงสัยว่ามี “บัตรเขย่ง” จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ สส.บัญชีรายชื่อไม่เท่ากัน ทั้งที่ทุกคนต่างได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ, ปัญหาการนับคะแนนรายหน่วย จำนวนบนใบขีดคะแนนไม่ตรงกับใบรายงานที่แปะบนบอร์ด

รวมไปถึงการปรากฏ “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่วางหลักไว้ว่า การลงคะแนนเลือกตั้งต้องเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับ ไม่สามารถรู้ได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร หรือไม่

เหตุการณ์เหล่านี้ นำมาสู่การที่ฝ่ายการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาชน เดินหน้ายื่นเรื่องร้องเรียน-ฟ้องร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเอาผิด กกต. รวมถึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ นับคะแนนใหม่ ไปจนถึงวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ”

หากย้อนประวัติศาสตร์การเมืองไทย เคยมี “การเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ” เกิดขึ้น 2 ครั้ง คือการเลือกตั้งปี 2549 และการเลือกตั้งปี 2557 ซึ่งเป็นอย่างไร และจะเกิดอะไรขึ้นหากการเลือกตั้ง 2569 ซ้ำรอย?

...

การเลือกตั้ง 2549 :  หันคูหาออก เลือกตั้งไม่ลับ - เลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม  

ในการเลือกตั้ง 2549 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่นายทักษิณ ชินวัตร นายกฯ ประกาศยุบสภาฯ เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2549 เพื่อแก้ปัญหาจากการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนเกือบเกิดเหตุการณ์ม็อบชนม็อบ โดยกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็นวันที่ 2 เมษายน 2549 ท่ามกลางการ “คว่ำบาตร” จากพรรคฝ่ายค้าน คือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยแย้งว่ากำหนดวันเลือกตั้งกระชั้นชิดเกินไป

เมื่อถึงวันเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549  มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 29 ล้านคน จากมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดราว 44.5 ล้านคน โดยไทยรักไทยได้รับคะแนนเสียงเกินครึ่งที่ 16.43 ล้านเสียง แต่มีผู้ไม่ออกเสียง (no vote) จำนวนมาก ทำให้ นายทักษิณ ประกาศยังไม่รับตำแหน่งนายกฯ ขณะเดียวกันมีตั้งคำถามถึงการจัดพื้นที่คูหาเลือกตั้ง เพราะมีหันคูหาออก ทำให้คนที่สังเกตการณ์ภายนอกสามารถเห็นการลงคะแนนได้ และยังเกิดการต่อต้าน ฉีกบัตรเลือกตั้งหลายแห่ง และคณะกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นบางแห่ง ยื่นหนังสือลาออก

ต่อมา นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประธานมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการเลือกตั้งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยได้ส่งคำร้องมา 4 ประเด็นคือ 
1. การกำหนดวันเลือกตั้งไม่เหมาะสมและไม่เที่ยงธรรม ห่างจากการยุบสภาเพียง 35 วัน
2. การจัดคูหาเลือกตั้งให้ผู้เลือกตั้งหันหลังออก ละเมิดหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับหรือไม่
3. ให้ตรวจสอบกรณีพรรคการเมืองใหญ่ว่าจ้างพรรคการเมืองเล็กลงสมัครการเลือกตั้ง
4. กกต.พิจารณารับรองผลการเลือกตั้ง โดยไม่ได้ประชุมหารือครบองค์ประชุม เป็นการขัดต่อกฎหมายหรือไม่

การหันคูหาเลือกตั้งออก ในการเลือกตั้ง 2549
การหันคูหาเลือกตั้งออก ในการเลือกตั้ง 2549

วันที่ 8 พ.ค.2549 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 9/2549 วินิจฉัยว่า การจัดรูปแบบคูหาเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปโดยลับ อยู่ในวิสัยของผู้ กปน.และผู้สังเกตการณ์ซึ่งเป็นผู้แทนพรรคการเมืองที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และการกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปกระชั้นชิดเกินไปเพียง 37 วัน แม้เป็นไปตามกรอบเวลาตามกฎหมาย แต่เมื่อศาลพิจารณพบว่า จำนวนบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนมีสัดส่วนสูง และในหลายเขตมีผู้สมัครเพียงคนเดียวจากพรรคการเมืองเดียว ส่งผลให้กระบวนการเลือกตั้งไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน 

จากกรณีนี้ นายถาวร เสนเนียม จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นฟ้องเอาผิด กกต.ว่าจัดเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง  มีจำเลย 3 คน คือ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต., นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร ซึ่งศาลได้ตัดสินพิพากษาจำคุก กกต.ทั้ง 3 คนเป็นเวลา 2 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 มาตรา 24 และ 42 

...

ทั้งนี้มีการกำหนดเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง วันที่ 15 ต.ค. 2549 แต่เกิดการรัฐประหารขึ้นในวันที่ 19 ก.ย.2549 ทำให้การเลือกตั้งใหม่ไม่เกิดขึ้น

การเลือกตั้ง 2557 ไม่ได้จัดเลือกตั้งวันเดียวทั่วราชอาณาจักร

การเลือกตั้ง 2557 เกิดขึ้นหลังจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภาในวันที่ 9 ธ.ค.2556 เนื่องจากแรงกดดันจากการชุมนุมของ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ที่ออกมาต่อต้านประเด็นพ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย และชุมนุมกันยาวนานกว่า 40 วัน

หลังยุบสภา ได้มีการกำหนดเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 ก.พ.2557 แต่กลุ่ม กปปส.ซึ่งนำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังออกมาคัดค้าน ระบุต้องมีการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ตามมาด้วยการรับลูกของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศบอยคอต ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งในการรับสมัคร สส.พบว่า 28 เขต ใน 8 จังหวัดไม่มีผู้สมัครเลย ขณะที่ 22 เขตใน 12 จังหวัด มีผู้สมัครเพียงคนเดียว

เมื่อถึงวันเลือกตั้ง กลุ่ม กปปส.ได้ปิดคูหาหลายแห่ง จนประชาชนไม่สามารถเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ โดยหลังปิดหีบพบว่าหน่วยเลือกตั้งสามารถเปิดให้ลงคะแนนได้ราว 90% มีการประกาศงดลงคะแนน 69 หน่วยใน 18 จังหวัด  กกต.ไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ และต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในบางเขต

กกต.​ชุมพร ยุติ​เลือกตั้ง​ล่วงหน้า หลัง​โดน กปปส.​ปิด​ล้อม
กกต.​ชุมพร ยุติ​เลือกตั้ง​ล่วงหน้า หลัง​โดน กปปส.​ปิด​ล้อม

...

ต่อมา 18 ก.พ.2557 นายกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทุกเขตทั่วประเทศในวันเดียวกันได้ ซึ่งวันที่ 24 มี.ค. 2557 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ต่อมาในปี 2560 กกต.ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก 2 กลุ่มหลัก กลุ่มละ 2,400 ล้านบาท คือ

1. แกนนำ กปปส.และพวก รวม 234 ราย ในข้อหาขัดขวางการเลือกตั้ง

2. อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตาม พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เนื่องจากปล่อยให้มีการจัดการเลือกตั้ง ทั้งที่มีการทักท้วงกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว

ศาลอาญาได้มีคำพิพากษา ในวันที่ 24 ก.พ.2564 ให้จำคุกแกนนำ กปปส. รวม 26 คน ซึ่ง 5 คนในนั้น มีสถานภาพรัฐมนตรี และ สส.ในขณะนั้น ได้แก่ ชุมพล จุลใส สส.ชุมพร, อิสสระ สมชัย สส.บัญชีรายชื่อ, ถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม และ สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สส.บัญชีรายชื่อ และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ต้องพ้นสภาพรัฐมนตรีและ สส. นอกจากนี้ศาลชั้นต้นยังสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ชุมพล จุลใส, อิสสระ สมชัย และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็นเวลา 5 ปี

...

หลากความเห็น เลือกตั้ง 69 ลับ หรือ ไม่ลับ

นักกฎหมายหลายคนก็ออกมาให้ความเห็นต่อกรณีอย่างต่อเนื่อง อาทิ ศ.พิเศษ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ  ก็ได้ออกมาให้ความเห็นเรื่องดังกล่าว ว่าการตีความกฎหมายเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ 2 แนวทาง คือ 1 ผลการลงคะแนนเลือกตั้ง “ไม่ลับ” กกต. ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ และ 2 ผลการลงคะแนนยังเป็นไปในทาง “ลับ” เพราะลับหรือไม่ลับ พิจารณาจากตอนกากบาทลงคะแนนในคูหา ไม่ได้ไปดูกันภายหลัง ซึ่งกรณีบาร์โค้ดจะไม่เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2549 ซึ่งตั้งหีบหันไปในทิศทางที่ทำให้บุคคลที่ผ่านไปมาเห็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนน

ทั้งนี้ ศ.พิเศษ วิษณุ กล่าวว่า หากถามความเห็นส่วนตัว ตนเห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 ว่า “ไม่ลับ” เพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถ้าจะทำ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่ต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย

ขณะที่ ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวในรายการคมชัดลึกตอนหนึ่ง ว่า ถ้าทฤษฎีพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ทางวิทยาศาสตร์ ออกมาแล้วว่าสามารถเช็กย้อนหลังได้จำนวนเกือบทุกบัตร ถ้าอย่างนี้มีโอกาสที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่ามันไม่ลับเสียแล้ว แม้ว่ายังไม่ได้มีการเช็กย้อนหลัง เอาทฤษฎีแค่นี้ก็อันตรายแล้ว ยิ่งหากมีตัวอย่างว่า เขาถูกข่มขู่จากคนจ่ายเงินว่าคุณเลือกอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้ามีเรื่องนี้เข้าไปเสริมแค่ 1-2 เคส ตนว่าไม่ลับ แต่เวลานี้กรณีที่จะเกิดขึ้นจริงยังไม่มีแม้แต่เคสเดียว จึงต้องมาสู้กันที่ทฤษฎี เอาหลักวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลชั้นสูงมาสู้กัน 

ด้าน รศ.มานิตย์ จุมปา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ในรายการคมชัดลึกเช่นกัน โดยมองว่าการปรากฏบาร์โค้ด ในทางทฤษฎีถือว่า “ไม่ลับ” แต่ยังไม่ถึงสัดส่วนที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เนื่องจากยังไม่เกิดกรณีที่คนย้อนกลับไปตรวจสอบจนรู้ได้ ซึ่งหากการเลือกตั้งเป็นโมฆะก็จะกระทบกับความเชื่อมั่น และผู้ที่จะดำเนินจัดการเลือกตั้งใหม่ก็เป็น กกต.ชุดเดิม เสี่ยงที่จะเกิดปัญหาอื่นตามมา จนไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้อีก ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสบางประการหรือไม่ โดยมองว่ามีความจำเป็นที่จะต้องนับใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ในบางเขต 

รศ.มานิตย์ ยังได้ยกกรณีเลือกตั้งโมฆะ 2549 ว่าในคำวินิจฉัย ศาลให้น้ำหนักเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งที่กระชั้นชิด ไม่เที่ยงธรรม ทำให้มีการบอยคอตไม่ส่งผู้สมัคร และมีข้อครหาเรื่องการจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง มากกว่าเรื่องหันคูหาออกและทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ 

ศ.พิเศษ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ
ศ.พิเศษ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ

จะเกิดอะไรต่อไป หากเลือกตั้ง 2569 เป็นโมฆะ

ทั้งนี้หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ เท่ากับยกเลิกผลการเลือกตั้งเดิมทั้งหมด การรับรอง สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ จะถือว่าเป็นโมฆะตามไปด้วย 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี จะทูลเกล้าพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป และกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ตามกรอบเวลา 45-60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานั้นมีผลใช้บังคับ 

ในส่วนของผู้รับผิดชอบนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการร้องเรียนและศาลจะมีคำสั่งเช่นไร โดยหากเทียบเคียงกรณีในอดีต ผู้ที่ต้องรับผิดชอบทั้งทางอาญาและแพ่ง มีทั้ง กกต. หัวหน้ารัฐบาล หรือผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เช่น กลุ่มผู้ที่ไปปิดคูหาขัดขวางการเลือกตั้งในปี 2557 เป็นต้น

จุดสิ้นสุด 5 เส้นทาง การฟ้องร้อง กกต.

วันนี้ (20 ก.พ.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ให้ความเห็นในเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่ฝ่ายต่างๆ ได้ออกมายื่นเรื่องฟ้องร้อง กกต.ว่า คดีความที่ กกต.ถูกร้อง มีอย่างน้อย 5 เส้นทาง โดยคาดว่าตอนนี้น่าจะมีผู้ร้องมากกว่า 40 รายแล้ว น่าจะเป็น กกต.ชุดที่มีคดีร้อง กกต. ในไม่กี่วันหลังเลือกตั้งสูงที่สุด ซึ่งแต่ละเส้นทางมีจุดสิ้นสุดดังนี้

1. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอาจไม่รับคำร้อง หรือรับแล้ววินิจฉัยว่า การเลือกตั้งยังเป็นความลับ หรือ อาจวินิจฉัยในทางตรงข้าม ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะขัดรัฐธรรมนูญ โอกาสขณะนี้ 25% เพราะยังไม่เข้าสู่กระบวนการ เรื่องยังอยู่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่หากผ่านผู้ตรวจการ โอกาสจะเพิ่มเป็น 50%

2. ศาลปกครอง ให้ระงับยับยั้งการกระทำ เช่น ยังไม่ประกาศผล หรือให้ทำลายบัตร น่าจะเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

3. ศาลอาญาทุจริต กรณี ประพฤติมิชอบ ม.157 อาจใช้เวลาหลายปี แต่จบด้วยโทษทางอาญา คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหากบอกว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญจะเป็นคุณ แต่หากบอกว่าขัด คดี 157 จะมีน้ำหนักในด้านโทษที่ตามมา

4. ปปช. ร้องในเรื่องจริยธรรมของ กกต. และการประพฤติมิชอบ มีการกระทำขัดกับกฎหมาย ใช้เวลาเกินกว่า 1 ปีในขั้น ปปช. หากผิดต้องส่งศาลฎีกาต่อ หากศาลฎีกาบอกว่าผิด ต้องพ้นจากตำแหน่งและตัดสิทธิทางการเมือง

5. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ร้องประเด็นการปล่อยปละให้ข้อมูลส่วนบุคคลปรากฏต่อสาธารณะ สั่งให้หยุดการกระทำ และมีโทษปรับค่อนข้างแพง เช่น ในอดีต กกต.เคยทำข้อมูลผู้สมัคร สว.หลุดเป็นชุด มีผู้ร้องแค่รายเดียว กกต.โดนปรับไป 350,000 บาท