ถอดรหัสรับมือวิกฤต เปิดคู่มือเอาตัวรอด “72 ชั่วโมงแรก” ระบบสื่อสารล่ม-ภัยพิบัติ ไม่ทันตั้งตัว “สมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ” ชี้น้ำควรมีติดบ้าน ผ้าห่มฟอยล์ ขนมปังที่เก็บไว้ได้นาน ประเมินแผ่นดินไหวมีความเสี่ยงสุด

ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งจากภัยธรรมชาติที่นับวันจะรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้น รวมถึงกระแสข่าวความขัดแย้งและวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ทั่วโลก คำถามสำคัญที่ทุกคนต้องกลับมาคิดคือ "หากเกิดวิกฤตหรือภัยพิบัติใหญ่ขึ้นมาจริง ๆ เราจะเอาชีวิตรอดอย่างไรในวันที่ไฟดับและสัญญาณโทรศัพท์ตัดขาด?"


ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง อัศวิน โรมประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ (ประเทศไทย) หรือ DRAT กล่าวว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติรุนแรง เช่น แผ่นดินไหว หรือน้ำท่วมฉับพลัน ระบบสื่อสารมักจะตัดขาดใน "วันแรก" เสมอ แต่ค่ายโทรศัพท์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีระบบรองรับ ในการนำรถโมบายล์ หรือระบบดาวเทียม เช่น Starlink เข้าพื้นที่เพื่อกู้ระบบภายในวันที่สอง


แต่ปัญหาที่แท้จริงกลับไม่ใช่เรื่องสัญญาณ แต่เป็นแบตเตอรี่โทรศัพท์ของผู้ประสบภัยหมด โดยสิ่งที่ประชาชนต้องเตรียมพร้อมคือ แบตเตอรี่สำรอง หรือ Power Bank / Power Box ควรมีสำรองไว้สำหรับชาร์จมือถือโดยเฉพาะ รวมถึงแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก สำหรับพกพาเพื่อกำเนิดพลังงานฉุกเฉิน ซึ่งอุปกรณ์สื่อสารสำรอง สำหรับหน่วยงานหรือระดับพื้นที่ การใช้อุปกรณ์ดาวเทียมยังคงเป็นสิ่งจำเป็น

เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน มนุษย์สามารถขาดอาหารได้หลายวัน แต่ "ขาดน้ำไม่ได้" ในช่วง 72 ชั่วโมงแรก การตระเตรียมเสบียงฉุกเฉินจึงเป็นหัวใจสำคัญ

โดยเฉพาะน้ำดื่ม ทุกบ้านและสถานประกอบการ เช่น โรงแรม รีสอร์ต ควรมีน้ำดื่มบรรจุแพ็ก สำรองแยกไว้ต่างหากอย่างน้อย 1–2 แพ็กต่อห้อง สำหรับใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น

ผ้าห่มฟอยล์ อุปกรณ์ชิ้นเล็กแต่สำคัญมาก ช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกาย น้ำหนักเบา พกพาง่าย และไม่กินพื้นที่

อาหารฉุกเฉิน ควรเน้นอาหารที่เปิดทานได้ทันที เช่น ขนมปังที่เก็บได้นาน ขนมปี๊บ หรือขนมที่มีน้ำตาลสูง เพื่อให้พลังงานทันทีโดยไม่ต้องใช้น้ำร้อน หรืออุปกรณ์ต้มเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป


แผ่นดินไหว-สภาพอากาศแปรปรวน ภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุด


เมื่อถามถึงภัยที่น่ากลัวที่สุดในปัจจุบัน อัศวิน ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็น "แผ่นดินไหว" เนื่องจากเป็นภัยพิบัติที่ไม่สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ รองลงมาคือ "สภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว" เช่น ฝนตกหนักฉับพลันแบบไม่หยุดยั้ง


ในประเด็นผลกระทบจากสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ปะทะโดยตรง แต่สิ่งที่กระทบแน่นอนคือ "วิกฤตพลังงานและราคาสินค้า" การตุนพลังงานและเช็กความพร้อมเรื่องการขนส่งจึงเป็นเรื่องที่ภาคส่วนต่าง ๆ ต้องวางแผนล่วงหน้า


แก้ตื่นตระหนกด้วย "การซ้อม" และ "งบป้องกันก่อนเกิดเหตุ"


หลายคนมองว่ากระแสสังคมในปัจจุบันมีความ "ตื่นตูม" กับข่าวภัยพิบัติ แต่อัศวิน มองว่า "การตื่นตัวดีกว่าการไม่ป้องกันเลย" เพราะความสูญเสียจะน้อยลงหากคนในสังคมมีความตระหนักรู้


ข้อเสนอแนะถึงภาครัฐและท้องถิ่น


1. ปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณ ปัจจุบันงบส่วนใหญ่มักถูกใช้หลังเกิดภัย แต่ขาดงบประมาณในการป้องกันก่อนเกิดภัย เช่น การทำแผนที่ 3 มิติ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ระบายน้ำ

2. ฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างจริงจัง ภาครัฐและท้องถิ่น อบต./เทศบาล ควรสนับสนุนงบประมาณให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร และกู้ภัย ได้มีการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุระดับชาติอย่างสม่ำเสมอ