เจาะปม 33 ประเทศ แนะประชาชนตุนเสบียง 72 ชม. “ดร.ปฏิธาน” มองโลกยกระดับรับมือ 3 ภัยคุกคาม “ธรรมชาติ-ไซเบอร์-สงคราม” ให้ประชาชนพึ่งตนเองได้มากขึ้น ผสานความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แนะภาครัฐจัดระบบเตือนภัยให้ชัดเจน
จากกรณีหลายประเทศทั่วโลก ออกประกาศเตือนให้ประชาชนเตรียมสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับ 72 ชั่วโมง หากเกิดกรณีฉุกเฉิน ทำให้เกิดข้อสงสัยและความกังวลว่านี่เป็นสัญญาณว่าโลกของเรากำลังจะเกิดภัยอันตรายใดหรือไม่ หรือเป็นเพียงการเตือนตามแนวทางมาตรฐานด้านความมั่นคงของแต่ละประเทศ
ในส่วนของประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2569 ที่ผ่านมา ถึงกรณีที่หลายประเทศทั่วโลกออกมาประกาศให้ประชาชนจัดเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินว่า “ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้”
เมื่อถามย้ำว่า ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกกับสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกประกาศใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “เราควรตระหนักตลอดเวลา แต่ก็ต้องไม่ตระหนก”
ขณะเดียวกัน เพจ NSC Insight ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่า การที่ต่างประเทศประกาศตุนเสบียง 72 ชม.ไม่ใช่เรื่องสงคราม แต่เป็นการรับมือภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินทั่วไป เช่น ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นการปฏิบัติตามปกติเพื่อรับมือแผ่นดินไหวและภัยพิบัติเพื่อลดภาระเจ้าหน้าที่ในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางก่อน หรือที่ฟินแลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ เป็นการเน้นให้ประชาชนดูแลตัวเองได้ 72 ชั่วโมง - 1 สัปดาห์ เพื่อรับมือภัยหนาวรุนแรงและภัยคุกคามไซเบอร์ ที่อาจกระทบโครงข่ายไฟฟ้า การชำระเงิน เป็นต้น
คำแนะนำสำหรับคนไทย คือ สามารถเตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติทั่วไป เช่น น้ำท่วมฉับพลัน ไฟดับ ได้ตามความเหมาะสม แต่ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือกักตุนสินค้าจำนวนมาก
ล่าสุดวันนี้ (30 ต.ค.2569) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย หลังหลายประเทศเตือนประชาชนให้สำรองอาหาร-สิ่งของจำเป็น ให้เพียงพอ 72 ชั่วโมงว่า ในวันที่ 4 พ.ย.นี้ สมช. เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการ เพื่อร่วมประชุมหารือวิเคราะห์แนวทางรับมือในสถานการณ์ระดับต่างๆ ร่วมกัน และจะจัดเตรียมข้อมูลเพื่อแจ้งประชาชนในห้วงเวลาที่เหมาะสม
33 ประเทศเตือนประชาชน สำรองอาหาร-สิ่งของ รับมือเหตุฉุกเฉิน
ข้อมูลจากสำนักข่าว Newsweek รายงาน อย่างน้อย 33 ประเทศทั่วโลกที่มีคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับ 3-7 วัน ดังนี้
ยุโรป : สหราชอาณาจักร, ไอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฟินแลนด์, เอสโตเนีย, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, โปแลนด์, สาธารณรัฐเช็ก, ออสเตรีย, สวิตเซอร์แลนด์ และโครเอเชีย
อเมริกาเหนือ : แคนาดา, เม็กซิโก, สหรัฐฯ
อเมริกาใต้ : ชิลี, โคลอมเบีย, อาร์เจนตินา และบราซิล
แอฟริกา : แอฟริกาใต้
เอเชีย : ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, อิสราเอล, อินเดีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์
ออสเตรเลียและโอเชียเนีย : ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์
ทั้งนี้แต่ละประเทศก็มีการประกาศเตือนหรือมาตรการที่แตกต่างกันไป เช่น สหภาพยุโรปได้เริ่มใช้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งสหภาพยุโรป (EU Preparedness Union Strategy) ตั้งแต่ 26 มีนาคม 2025 เพื่อออกแบบระบบให้พร้อมรับมือล่วงหน้า ต่อภัยคุกคามรอบด้านทั้งภัยธรรมชาติ ภัยคุกคามไซเบอร์ ไปจนถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือสงคราม ซึ่งได้แนะนำให้ประชาชนในประเทศสมาชิกสามารถพึ่งพาตนเองเบื้องต้นได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง โดยบางประเทศอาจแนะนำให้เตรียมตัวยาวนานกว่านั้น เช่น สวีเดนและนอร์เวย์แนะนำให้มีเสบียงสำหรับ 1 สัปดาห์ เยอรมนีแนะนำให้เตรียมเสบียงไว้รองรับสูงสุด 10 วัน
ด้านสหราชอาณาจักร มีโครงการ Be Ready แนะนำสำรองอาหารและน้ำดื่มประมาณ 9 ลิตร/คน อาหารแห้ง ยา ไฟฉาย เพื่อรอความช่วยเหลือยามฉุกเฉินเพียงพอสำหรับ 3 วัน
ญี่ปุ่น และ เม็กซิโก และเนเธอร์แลนด์ก็แนะนำให้เตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินสำหรับระยะเวลา 72 ชั่วโมงเช่นกัน หรือบางประเทศให้คำแนะนำแบบไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่แน่ชัด เช่น สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอินเดีย แนะนำให้ทุกครัวเรือนมีชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินสำหรับรับมือภัยพิบัติ แต่ไม่ได้กำหนดช่วงเวลาไว้อย่างเฉพาะเจาะจง
บางประเทศมีคำแนะนำเฉพาะเจาะจงตามพื้นที่เช่น ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย มีคำแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยไซโคลนเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินซึ่งประกอบด้วยอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค, เมืองเคปทาวน์ในแอฟริกาใต้ที่บอกให้ทุกครัวเรือนสำรองเสบียงให้เพียงพอสำหรับอย่างน้อย 3 วัน
วิเคราะห์สาเหตุ หลายประเทศยกระดับเตรียมความพร้อม
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ สอบถามเรื่องนี้กับ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เปิดเผยว่า การประกาศยกระดับมาตรฐานการเตรียมความพร้อม มาจากการประเมินความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นใน 3 ด้าน คือ ภัยธรรมชาติที่จะรุนแรงมากขึ้น ภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั้งจากผลกระทบทางธรรมชาติหรือฝีมือมนุษย์ และภัยสงคราม ที่แนวโน้มการเกิดสงครามใหญ่ในยุโรปหรือเอเชียเพิ่มสูงขึ้น โดยอาจเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis)
“โดยเฉพาะทางฝั่งยุโรป มองว่าภัยคุกคามใหญ่เหล่านี้ รวมไปถึงประเด็นของรัสเซีย จีนจะมีมากขึ้น เลยปรับให้การเตือนภัย การป้องกันภัยให้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งทั้ง 3 ภัยคุกคามจะเกิดควบคู่พร้อมๆ กันไป เป็น Polycrisis ทำให้มีความเร่งด่วนในการยกระดับ”
รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า สืบเนื่องจากการประกาศของสหภาพยุโรป เรื่องยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งสหภาพยุโรป (EU Preparedness Union Strategy) จากนั้นหลายๆ ประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกก็ได้เริ่มยกระดับมาตรฐานรับมือตาม เช่น อังกฤษ ลักเซมเบิร์ก ในเอเชียก็อย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เพื่อให้สอดคล้องกัน เพราะอาจต้องมีความร่วมมือกันในเรื่องการกู้ภัย
ทั้งนี้มาตรฐานใหม่ของยุโรปได้มีการอนุมัติตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 แต่เริ่มมีการทยอยดำเนินการและบังคับใช้ตามบริบทของแต่ละประเทศ และหลายประเทศได้ประกาศมาตรฐานฉบับใหม่ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าหนึ่งในปัจจัยที่หลายประเทศออกประกาศในเวลาใกล้เคียงกัน อาจเป็นการเร่งจัดทำให้ทันก่อนฤดูหนาวที่อาจเกิดภัยธรรมชาติด้วย
รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า จากยุทธศาสตร์ใหม่นี้ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงใน 3 ด้านหลักๆ คือ ด้านโครงสร้างในการบริหารจัดการวิกฤตของรัฐ ที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการเตือนภัย กู้ภัย, ด้านที่สองคือการประสานงานกับเอกชน ต้องดึงขีดความสามารถของภาคเอกชนในการบรรเทาสาธารณภัยให้มากขึ้น
ด้านสุดท้ายที่กลายเป็นข่าวมากที่สุด คือ การยกระดับให้ประชาชนเตรียมความพร้อมให้สามารถยืนระยะการพึ่งพาตนเองให้นานขึ้น เป็นอย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือบางประเทศประกาศเพิ่มจาก 3 วันเป็น 7 วัน, จาก 7 วันเป็น 10-14 วัน เป็นต้น
ประเทศไทยเอง ซึ่งอยู่ระหว่างการสมัครเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ก็ต้องมีการยกระดับการรับมือภัยคุกคามเหล่านี้ เพื่อให้ระบบสอดคล้องกัน เนื่องจากหลายภัยคุกคามที่ไทยเผชิญก็เป็นภัยพิบัติข้ามพรมแดน ทั้ง ไฟป่า หมอกควัน
อย่างไรก็ดีการที่ข่าวดังกล่าวทำให้เกิดความตื่นตระหนกนั้น อาจเกิดจากการที่ประเทศในสหภาพยุโรปขยับพร้อมๆ กัน ผสมกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หรือการเลือกตั้งในอิสราเอล ที่มีกระแสข่าวว่าหลังเลือกตั้งอาจมีการเผชิญหน้ากันในตะวันออกกลางอีกครั้ง รวมไปถึงข่าวที่มีการโจมตีทางเครือข่ายไซเบอร์ในห้วงที่ผ่านมา
จึงอาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกได้โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่คุ้นเคยกับภัยคุกคามเหล่านี้ หรือการประชาชนไม่ได้อยู่ในสถานะที่ได้รับการแจ้งเตือนอย่างเป็นระบบ อย่างเช่น ประเทศไทย แม้ สมช.จะมีการเตรียมความพร้อม มีแผนรับมือ แต่การสื่อสารหรือการเตรียมความพร้อมในภาคประชาชน อาจยังไม่เพียงพอ
“สหภาพยุโรปมี 32 ประเทศ พอหลายประเทศขยับตัวพร้อมๆ กันเลยดูเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งเมื่อสมทบกับความเคลื่อนไหวของประเทศนอกอียูอีก อย่างสหรัฐฯ เองก็มีระบบเตรียมพร้อมของตนเอง ล่าสุดรัฐมนตรีกลาโหมสั่งวางระบบสำรองอาหารสำหรับ 3 เดือน ยิ่งทำให้คนตกใจ แม้ว่าแท้จริงจะหมายถึงการเตรียมพร้อมในระบบกองทัพ แต่คนอาจไม่ได้ดูรายละเอียดขนาดนั้น”
เจาะภัยคุกคามประเทศไทย แนะแจ้งเตือนให้เป็นรูปธรรม
รศ.ดร.ปณิธาน เผยว่า ในส่วนของภัยคุกคามต่อประเทศไทย ทาง สมช.มีการประชุมต่อเนื่องเพื่อรับมือภัยระดับต่างๆ ส่วนแรกคือ สาธารณภัย ภัยพิบัติตามฤดูกาลเฉพาะในประเทศไทยที่มีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง เช่น อุทกภัย วาตภัย ไฟป่า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับพื้นที่แนวชายแดนบ้าง
ส่วนที่สอง คือภัยนอกประเทศ ภัยสงคราม ในระดับภูมิภาค ซึ่งฝั่งกัมพูชาก็เริ่มมีเสถียรภาพ แต่ฝั่งเมียนมาก็ยังมีความแปรปรวนสูง และกระทบประเทศไทยในด้านของพลังงานหรือปัญหาแรงงาน
ส่วนสาม คือภัยสงคราม ภัยคุกคามระดับโลก เช่น ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ที่จะกระทบเส้นทางการขนส่งพลังงาน การท่องเที่ยว
ในส่วนความขัดแย้งในตะวันออกกลางเอง ล่าสุดมีทั้งความเคลื่อนทางบวกและลบ ทางบวกคืออิหร่านเริ่มเจรจากับหลายประเทศมากขึ้น มีตัวกลางจากทั้งตะวันออกกลางและยุโรป ขณะเดียวกันก็มีการคาดการณ์ว่าหลังการเลือกตั้งกลางเทอม สหรัฐฯ อาจใช้แรงกดดันทางการทหารเพื่อผลักดันให้อิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจาเร็วขึ้น จึงยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
การที่ทางกระทรวงต่างประเทศและกองทัพไทย ยืนยันเตรียมแผนอพยพคนไทยออกพื้นที่เสี่ยงตะวันออกกลาง แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับใด ทำให้เกิดความสับสนได้
“ควรต้องบอกระดับความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงไต่ระดับจากสีเหลือง มาเป็นสีแสด เพื่อให้คนเข้าใจ การพูดของรัฐมนตรีที่บอกว่าให้ตระหนักแต่ไม่ตระหนก อาจยังเป็นนามธรรมอยู่ ไม่สามารถห้ามความตื่นตระหนกได้ สมช.อาจต้องพิจารณาการแจ้งเตือนที่ชัดเจน เป็นรูปธรรมมากขึ้น ประชาชนจะได้ไม่ต้องไปพึ่งการเตือนภัยจากเพจหรือภาคเอกชนที่อาจมีมาตรฐานแตกต่างกัน”
ในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติหรือภัยคุกคามต่างๆ ภาครัฐควรเข้ามาจัดระบบการสื่อสารให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องยกระดับการประสานงาน เพราะในปัจจุบันการทำงานยังมีลักษณะแยกหน่วยกันอยู่ ซึ่งหากยกระดับได้ก็จะสอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของยุโรป
ส่วนที่สำคัญที่สุด การเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลตนเอง ซึ่งประชาชนอาจมองว่ามีภาระส่วนตัวมากอยู่แล้ว ภาครัฐอาจต้องหาแรงจูงใจให้ประชาชนดูแลตนเองมากขึ้น อย่างกรณีน้ำท่วมที่ผ่านมา เมื่อการช่วยเหลือจากภาครัฐเข้าถึงช้า สามารถดูแลตนเองได้ก่อนอย่างไรบ้าง ซึ่งหากทำได้สำเร็จประชาชนก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้นหากประชาชนอยากจะเตรียมสำรองอาหารหรือสิ่งของจำเป็น ก็สามารถเตรียมได้ เน้นเสบียงทั่วไป อาหารแห้ง ยารักษาโรค สำหรับ 2-3 วัน แต่อาจไม่ต้องกักตุนถึงขั้นเป็นสัปดาห์


