7 ข้อหาทำผิดกฎจราจรพุ่งสูงขึ้น เทียบปี 2567 – 2568 แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด รวบรวมพบอันดับ 1.ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ กระทำผิดพุ่งสูงถึง 66.68% ขณะที่การขับขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ปลอดภัย แซงในที่คับขัน และไม่มีใบขับขี่ เป็นการกระทำผิดในอันดับรองลงมา แต่อุบัติเหตุในภาพรวมกลับรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลให้ผู้ใช้ถนนรายอื่น ได้รับผลกระทบร้ายแรงกว่าในอดีต

แม้ภาพรวมตัวเลขการดำเนินคดีจราจรตาม 10 ข้อหาหลักในปี 2568 จะดูเหมือนลดลงถึง 13.28% จากปีก่อนหน้า ลดลงจาก 10,673,230 ราย เหลือ 9,255,765 ราย จนอาจทำให้หลายคนเข้าใจไปว่า คนไทยเคารพกฎจราจรมากขึ้น แต่หากดูรายละเอียดในแต่ละความผิด กลับพบความจริงอีกด้านว่า การกระทำผิดบางประเภทกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ


ความผิดพุ่งสูง พฤติกรรมเสี่ยงใกล้ตัวที่ยังแก้ไม่ตก

สถิติการจับกุมในกลุ่ม 7 ข้อหาที่มีสถิติเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังบนท้องถนน


  1. ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ (พุ่งสูงที่สุด +66.68%) เพิ่มขึ้นจาก 14,182 ราย เป็น 23,638 ราย สะท้อนถึงสังคมก้มหน้าที่ลามมาถึงคนหลังพวงมาลัย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการละสายตาและขาดสมาธิ


  2. มอเตอร์ไซค์ไม่ปลอดภัย (+59.07%) พุ่งสูงถึง 420,389 ราย (จากเดิม 264,277 ราย) ชี้ให้เห็นถึงดัดแปลงสภาพรถ หรือการใช้งานยานพาหนะที่ไม่พร้อมใช้งาน


  3. แซงในที่คับขัน (+55.55%) เพิ่มขึ้นเป็น 22,872 ราย เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุประสานงาอย่างรุนแรง


  4. ไม่มีใบขับขี่ (+16.63%) ทะลุ 1,534,924 ราย สะท้อนถึงผู้ใช้รถใช้ถนนจำนวนมากที่ยังขาดการรับรองความรู้ความสามารถตามมาตรฐาน


  5. ไม่สวมหมวกนิรภัย (+15.30%) สูงถึง 713,270 ราย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะ


  6. ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร (+13.24%) ยอดจับกุมสูงถึง 1,933,533 ราย ซึ่งเป็นข้อหาที่มีจำนวนผู้กระทำผิดมากที่สุดในบรรดาข้อหาที่เพิ่มขึ้น


  7. ขับย้อนศร (+4.10%) เพิ่มขึ้นเป็น 71,022 ราย มักง่ายจนสร้างความเสี่ยงให้เพื่อนร่วมทาง



สวนทางความผิดลดลง การจับกุมที่น้อยลง หรือคนทำผิดลดลงจริง

ในทางกลับกัน ข้อหาที่มีสถิติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ความเร็วเกินกำหนด ที่ลดลงราว 1 ใน 3 (-32.25%) เหลือ 4.36ล้านราย, ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย (-23.75%) เหลือ 9.08 หมื่นราย และ เมาแล้วขับ ที่ลดลงราว 1 ใน 4 (-25.54%) เหลือ7.86 หมื่นราย


ทว่า ยอดจับกุมที่ลดลงนี้ อาจไม่ได้แปลว่าถนนปลอดภัยขึ้นเสมอไป เพราะสถิติเหล่านี้เป็นเพียง "จำนวนกรณีที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมได้" ซึ่งผันแปรตามความเข้มงวดของการตั้งด่าน จำนวนกล้องตรวจจับ และทรัพยากรการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่จำนวนผู้กระทำผิดจริงทั้งหมดบนท้องถนน


สะท้อนอะไรจากการบังคับใช้กฎหมายจราจร?

การที่ตัวเลขบางข้อหาลดลงแต่บางข้อหากลับพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นว่า


ความเสี่ยงย้ายรูปแบบ พฤติกรรมมักง่ายอย่างการใช้โทรศัพท์ หรือการละเลยกฎพื้นฐานอย่างหมวกกันน็อกและใบขับขี่ ยังคงแพร่หลายและเพิ่มจำนวนขึ้น


ตัวเลขจับกุมไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความปลอดภัย การจะประเมินว่าถนนปลอดภัยขึ้นจริงหรือไม่ ไม่อาจพึ่งพาเพียงแค่ยอดใบสั่ง แต่ต้องมองไปถึง "จำนวนอุบัติเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิต และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่จริง"


เป้าหมายสูงสุดของการบังคับใช้กฎหมายจราจร จึงไม่ใช่เรื่องของการทำยอดจับกุมให้ได้มากหรือน้อยลง แต่คือทำอย่างไรให้สามารถลดอุบัติเหตุและป้องกันการสูญเสียชีวิตบนท้องถนนได้อย่างแท้จริง


ที่มา: เอกสาร สรุปรายงานสถิติการเสียชีวิตบนถนน ปี 2568