สำรวจสายพันธุ์ “กะเพราไทย” แหล่งข่าวกรมวิชาการเกษตร เผย“กะเพราขาว” ครองตลาด 70% โอกาส “แก้วจุรี” เบียดแย่งเป็นตลาดหลัก-ดันราคาพุ่งสูงในอนาคต?
จากกรณีมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) เปิดเผยข้อมูลว่า บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้จดทะเบียนคุ้มครอง “กะเพราใหม่ 4 พันธุ์” ได้แก่ แก้วจุรี01 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 และแก้วจุรี02 แก้วจุรี03 และแก้วจุรี04 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 โดยมีระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี สิ้นสุดในปี 2579 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ต.ค.2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ชี้แจงถึงข้อกังวลกรณีบริษัทเอกชนจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ “กะเพรา” ว่า กฎหมายเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ สามารถยื่นจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นได้ คล้ายกับการคุ้มครองสิทธิในผลงานวิจัยด้านยา
ยืนยันว่าการจดทะเบียนดังกล่าวไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไป สามารถนำพันธุ์กะเพราที่ได้รับความคุ้มครองมาปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนได้ตามปกติ เพียงแต่ไม่สามารถนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ (อ่านรายละเอียด : “สุริยะ” แจงจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา ไม่กระทบประชาชนปลูกกินเอง)
สำรวจสายพันธุ์ “กะเพราไทย”
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับแหล่งข่าวภายในกรมวิชาการเกษตร ถึงข้อมูลพื้นฐานและสถานการณ์ของกะเพราไทยในปัจจุบัน ได้ข้อมูลว่าโดยทั่วไปแล้ว “กะเพรา” เป็นพืชผัก สมุนไพรที่สามารถแพร่กระจายตัวได้ตามธรรมชาติในพื้นที่เขตร้อนชื้นของทวีปเอเชีย เช่น อินเดีย ศรีลังกา เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้น โดยอินเดียมีการใช้ประโยชน์มายาวนานที่สุด แต่เป็นเพื่อการประกอบพิธีทางศาสนามากกว่า
สำหรับ “กะเพรา” ที่ปลูกและใช้ประโยชน์ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งหมด แล้วแต่คนชอบแบบไหน ได้แก่
1. กะเพราขาว เป็นกะเพราที่มีสีเขียวปกติ ไม่มีสีอื่นแซม โดยเป็นสายพันธุ์ที่มีการปลูกและใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายที่สุด คาดว่ามีสัดส่วนมากกว่า 70% ของกะเพราทั้งหมด
2. กะเพราแดง เป็นกะเพราที่ก้านหรือใบมีสีม่วง-แดง ปะปน มีกลิ่นฉุนมากกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบให้อาหารมีกลิ่นกะเพราชัดเจน คาดว่ามีสัดส่วนประมาณ 20% ของกะเพราทั้งหมด
3. กะเพราป่า เป็นกะเพราที่มีกลิ่นฉุนและมีขนมากกว่ากะเพราขาวและกะเพราแดง ใบมีขนาดเล็ก คาดว่ามีสัดส่วนประมาณ 5% ของกะเพราทั้งหมด
ในกรณีที่บริษัทเอกชน ได้จดทะเบียนคุ้มครอง 4 สายพันธุ์กะเพรานั้น เป็นการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชกับกรมวิชาการเกษตร ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ตั้งแต่ปี 2567 และมีระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี ซึ่งเปรียบเสมือน “การแจ้งเกิด” ว่าเป็นผู้ปรับปรุงสายพันธุ์ โดยทำร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เน้นการเพิ่มขนาดใบ ให้มีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น มีกลิ่นฉุนขึ้นเหมาะสมกับอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น
“การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นการให้สิทธิแก่ผู้ทรงสิทธิ ไม่ได้หมายถึงการครอบครองสิทธิกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศไทย แต่เฉพาะสายพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียน คือ แก้วจุรี01-04 เท่านั้น จากสายพันธุ์กะเพราที่มีอยู่นับพัน”
ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 สายพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง สามารถปลูกเพื่อการบริโภคในครัวเรือนได้ตามปกติ นักวิจัยสามารถนำสายพันธุ์ไปปรับปรุงต่อได้ หรือเกษตรกรก็สามารถซื้อเมล็ดพันธุ์จากผู้ทรงสิทธิมาปลูกเพื่อขายใบกะเพราได้ แต่ไม่สามารถปลูกเพื่อขายเมล็ดให้ผู้อื่นไปปลูกต่อได้
เมื่อสอบถามถึงข้อกังวลของเกษตรกรบางส่วน ว่าหากมีสายพันธุ์แก้วจุรีปะปนมาในการปลูกโดยไม่ตั้งใจ อาจถูกเอาผิดได้นั้น แหล่งข่าวชี้ว่า การจดทะเบียนสายพันธุ์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ไม่ได้เคร่งครัดเหมือนกฎหมาย UPOV 1991 หรือ อนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ที่คุ้มครองสิทธิเด็ดขาดแก่ผู้ที่คิดค้นหรือปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้ลงนามเข้าเป็นสมาชิกของ UPOV ขณะเดียวกันกรณีนี้ยังพิสูจน์ทราบได้ยาก จึงคาดว่าจะไม่มีการดำเนินการเอาผิดกัน
ทั้งนี้มองว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์นั้นก็มีข้อดีในการส่งเสริมนักปรับปรุงพันธุ์ สนับสนุนให้มีการวิจัย คิดค้น พัฒนาสายพันธุ์พืชของไทยให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามหนึ่งในเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ ยังไม่เคยมีเอกชนยื่นขอจดทะเบียนคุ้มครอง “พันธุ์พืชใหม่” สำหรับ "กะเพรา" จึงอาจทำให้เกิดความกังวลได้
ข้อกังวลแย่งตลาด-ดันราคาพุ่งสูง
เมื่อสอบถามถึงข้อกังวลว่าบริษัทเอกชนอาจรับซื้อกะเพราสายพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนในราคาสูงกว่า ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกมากขึ้น และกะเพราสายพันธุ์นี้จะเข้ามากลืนหรือแย่งพื้นที่สายพันธุ์อื่นๆ ในตลาด ทำให้สายพันธุ์อื่นราคาตกและดันให้ภาพรวมราคากะเพราเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ แหล่งข่าวมองว่า อาจมีความเป็นไปได้ เพราะหากบริษัทเอกชนรับซื้อแพง เกษตรกรย่อมอยากหันมาปลูกสายพันธุ์ที่ได้ราคาดี
แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน ยังเป็นการปลูกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารของบริษัทเอกชน ทำให้มีอุปสงค์ (Demand) ที่จำกัดอยู่ และถือว่าน้อยหากเทียบกับปริมาณกะเพราที่มีการใช้งานหรือบริโภคในประเทศในแต่ละวัน จึงไม่อยากให้เกษตรกรกังวลมากจนเกินไป และเดินหน้าปลูกกะเพราต่อได้ตามปกติ


