พูดคุย “เทเรซา เมย์” อดีตนายกฯ อังกฤษ แนะไทยยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน-แก้ปัญหาแรงงานบังคับ ชี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ช่วยให้ผลิตงานดีขึ้น ดันเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

ในห้วงของการประชุม IMF-World Bank 2026 ไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสพูดคุยกับ บารอนเนส “เทเรซา เมย์” อดีตนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2016-2019 โดยหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเธอ คือการผลักดันกฎหมาย “Modern Slavery Act 2015” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในปี 2015 ซึ่งเป็นกฎหมายในการแก้ปัญหา “แรงงานทาส” การใช้แรงงานบังคับ ค้ามนุษย์

โดยมีการเพิ่มโทษสูงสุดเป็นจำคุกตลอดชีวิต และกำหนดให้บริษัทเอกชนที่มีรายได้เกิน 36 ล้านปอนด์ต่อปี (ราว 1.6 พันล้านบาท) ต้องทำรายงานต่อสาธารณะถึงมาตรการป้องกันไม่ให้มีแรงงานทาสในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทตน พร้อมตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เข้ามากำกับดูแล และขับเคลื่อนนโยบายต่อต้านค้ามนุษย์ในระดับชาติ ซึ่งต่อมาหลายประเทศ ก็ได้นำกฎหมายฉบับนี้ไปต่อยอดไปทำเป็นกฎหมายของประเทศตน

ปัจจุบัน เทเรซา เมย์นั่งอยู่คณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยแรงงานทาสและการค้ามนุษย์ (Global Commission on Modern Slavery and Human Trafficking) และในการประชุม IMF-World Bank 2026 เธอได้เรียกร้องให้ ทุกภาคส่วน ตรวจสอบ เช็กข้อมูล และใช้เทคโนโลยี เพื่อตรวจสอบว่าส่วนใดในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มีการค้ามนุษย์ หรือ แรงงานผิดกฎหมายหรือไม่ และหากตรวจพบ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันทำหน้าที่ปราบปราม ปรับปรุง แก้ไข โดยเธอเชื่อมั่นว่าหากแรงงานมีสภาพชีวิตที่ดี จะทำผลงานได้ดี ส่งผลต่อกำไรและความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม

จุดเริ่มต้นกฎหมาย Modern Slavery Act 2015

บารอนเนส เมย์ เปิดเผยว่า การทำงานแก้ปัญหา “แรงงานทาสยุคใหม่” มีจุดเริ่มต้นจากการทำงานเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิง โดยเมื่อศึกษากรณีค้ามนุษย์ข้ามพรมแดนในอังกฤษ เธอพบว่าเหยื่อจำนวนมากเป็นผู้หญิงและเด็กหญิง

ต่อมามีรายงานฉบับหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่าการเป็น “ทาส” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน แต่ยังมีการใช้แรงงานทาสเกิดขึ้นภายในสหราชอาณาจักรเองด้วย มีผู้คนถูกลักพาตัวและถูกบังคับให้อยู่ในสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย ถูกพรากทั้งอิสรภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

จากเรื่องนี้ ทำให้เธอซึ่งอยู่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ได้ผลักดันกฎหมายว่าด้วยทาสยุคใหม่ ปี 2015 จนมีการประกาศบังคับใช้ ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นกฎหมายที่ก้าวหน้าระดับแนวหน้าของโลก และมีประเทศอื่นๆ นำแนวทางดังกล่าวไปออกกฎหมายของตนเองตามมา

“ดิฉันอยากเห็นกฎหมายที่ครอบคลุมในเรื่องนี้เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะหัวใจสำคัญคือการฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราต้องไม่ปฏิบัติต่อผู้อื่นราวกับเป็นพลเมืองชั้นสองที่ไม่สมควรได้รับความเคารพ การให้เกียรติ และศักดิ์ศรีจากการมีงานทำที่เหมาะสม”

ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน คือการยกระดับเศรษฐกิจ

ในกรณีที่ปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการบางส่วน มองว่าการยกระดับสภาพการทำงานของแรงงาน เป็นการเพิ่มต้นทุน และลดความสามารถในการแข่งขัน เมย์ กล่าวว่า จากการทำงานของคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยแรงงานทาสและการค้ามนุษย์ มีกรณีศึกษาที่พบว่า ภาคธุรกิจถูกตรวจพบว่ามีการใช้แรงงานทาสในห่วงโซ่อุปทาน เมื่อลงมือปราบปรามและแก้ไขปัญหา ส่งผลให้แรงงานมีผลิตภาพสูงขึ้น และได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น

“การดำเนินการเรื่องนี้จึงมีความคุ้มค่าทางธุรกิจอย่างแท้จริง และหากรัฐบาลทั่วโลกสามารถกำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องตรวจสอบ การใช้แรงงานทาสตลอดห่วงโซ่อุปทานของตน และลงมือปรับปรุงแก้ไขทันทีเมื่อตรวจพบ ก็จะสามารถยกระดับได้ ไม่ใช่แค่สภาพการทำงานของแรงงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสทางเศรษฐกิจทั่วโลกด้วย”

เมื่อสอบถามว่า หากมีโอกาสในการร่วมร่างกฎหมายว่าด้วยทาสยุคใหม่ ฉบับปี 2026 อยากจะปรับปรุงหรือแก้ไขมาตราหรือข้อบัญญัติใดจากฉบับปี 2015 หรือไม่นั้น บารอนเนสเมย์ เผยว่า มีหนึ่งประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง คือเรื่อง “ห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจ” ที่อยากให้บริษัทตรวจสอบและแก้ไขอย่างเข้มงวดมากขึ้น

ทางคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยแรงงานทาสและการค้ามนุษย์ ได้เผยแพร่รายงานที่สหประชาชาติเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา และหนึ่งในข้อเสนอนอกเหนือจากการมีกฎหมายได้ครอบคลุม คือการกำหนดให้ชัดเจนในกฎหมาย บังคับให้บริษัทต่างๆ ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของตนเองว่ามีการใช้แรงงานบังคับหรือไม่ และถ้ามีต้องดำเนินการแก้ไขทันที

ใช้ “เทคโนโลยี” ช่วยตรวจสอบ

ในยุคปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะอ้างว่าไม่รับรู้ปัญหาแรงงานทาส หรือแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น บารอนเนสเมย์ เผยว่า ในการประชุมครั้งนี้ เธอได้เข้าร่วมการประชุมที่จัดโดยสภาเศรษฐกิจโลก ซึ่งกำลังดำเนินโครงการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงาน และรัฐบาลไทยก็เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย

โครงการดังกล่าวมุ่งนำข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมดมาศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้นภายในบริษัทต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทานมีการใช้แรงงานบังคับที่ไหน หรือไม่ อย่างไร พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้น เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์และใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้

“แม้ขณะนี้โครงการจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่การที่รัฐบาลไทยเข้ามามีส่วนร่วมถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเป็นแบบอย่างที่ดีในประเด็นนี้”

เมื่อสอบถามว่า การยกระดับสวัสดิการโดยรวมให้ดีขึ้น ซึ่งรวมถึง “ระบบประกันสังคมที่ดี” นอกจากจะช่วยปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานแล้ว จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอย่างไรบ้างนั้น บารอนเนสเมย์ ชี้ว่า หากย้อนกลับไปสู่สิ่งที่พูดไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความคุ้มค่าทางธุรกิจของการที่บริษัทต่าง ๆ ว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของแรงงาน และในขณะเดียวกัน ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจด้วย

ในมุมของภาครัฐ หากแรงงานไม่ได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม รัฐบาลก็จะจัดเก็บภาษีได้น้อยลง ส่งผลต่องบประมาณสำหรับใช้จ่ายในบริการสาธารณะก็น้อยลง การยกระดับสวัสดิการจึงส่งผลดีต่อทุกฝ่าย ทั้งช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนงาน ช่วยภาคธุรกิจ ช่วยภาครัฐ และภาพรวมเศรษฐกิจเช่นกัน

ซึ่งการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ลำพัง แม้บทบาทภาครัฐจะสำคัญแต่จะแก้ปัญหานี้เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับเฉพาะภาคธุรกิจ หรือภาคประชาสังคม แต่ทุกภาคส่วนที่จะต้องสามารถมารวมตัวกันแก้ปัญหานี้

“อีกประเด็นสำคัญสำหรับแรงงานก็คือ เมื่อพวกเขาต้องตกอยู่ในสภาพการทำงานที่ยากลำบาก พวกเขาต้องรู้สึกว่ามีช่องทางที่จะสามารถส่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมได้ โดยไม่ต้องกลัวว่า ตนเองหรือครอบครัว จะถูกกลั่นแกล้ง และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลทั่วโลกจะต้องคำนึงถึง”

ประเทศไทยเป็น “ครัวโลก” ได้ ต้องคำนึงถึงแรงงาน

เมื่อสอบถามว่า ประเทศไทย ที่พึ่งพาการผลิตและการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร ควรจัดอันดับความสำคัญของปัญหา การบังคับแรงงานอย่างไรนั้น บารอนเนสเมย์ มองว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญคือข้อกำหนดจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยหลาย ๆ ประเทศกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดการกับปัญหาการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าโดยตรง ดังนั้น สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการค้า จำเป็นจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้

หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2014 - 2015 ซึ่งไทยมีปัญหาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมประมง และสิ่งสำคัญคือการที่รัฐบาลได้เข้ามาดำเนินการ และมีการแก้ไขปัญหาจริง ๆ อย่างไรก็ดี ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่อุตสาหกรรมประมงไทย แต่ในฐานะประเทศผู้ส่งออก ประเทศไทยต้องทำตามข้อตกลงทางการค้า กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้ได้ โดยเฉพาะในปัจจุบัน ที่หลาย ๆ ประเทศ นำประเด็นแรงงานบังคับเหล่านี้มาพิจารณา กำหนดข้อตกลงทางการค้าของตน