35 ปีจาก “เสือตัวที่ 5” สู่ สังคมสูงวัย เทียบเศรษฐกิจไทยในเวที IMF–World Bank สองยุคสมัยที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม สะท้อนมุมมองเศรษฐกิจไทย หนี้ครัวเรือนโตแบบก้าวกระโดด
ไทยเปิดบ้านต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจ และผู้ว่าการธนาคารกลางจากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ในการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ฉากทัศน์นี้เคยเกิดขึ้นเมื่อ 35 ปีก่อน ภาพสะท้อนของเศรษฐกิจไทยในยุค นายอานันท์ ปัญยารชุน ปี พ.ศ. 2534 และยุค นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปี พ.ศ. 2569 กลับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในมิติของปัจจัยขับเคลื่อน บริบทโลก และความท้าทายเชิงโครงสร้าง
ยุคอานันท์ ปัญยารชุน พ.ศ. 2534 ยุคทอง “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย”
ในการประชุม IMF–World Bank ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2534 เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วง “โตกระฉูด”
อัตราการเติบโต พุ่งทะยานแตะระดับ 8–10% ต่อปี จากการทะลักเข้ามาของเงินทุนเคลื่อนย้ายและทุนต่างชาติ (FDI) โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น
โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่ภาคอุตสาหกรรมส่งออกและการท่องเที่ยว
จุดเด่นทางนโยบาย รัฐบาลอานันท์เน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เช่น การนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ การลดภาษีศุลกากร และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อสร้างเสรีทางการเงิน
โจทย์ในขณะนั้น คือการจัดการกับความร้อนแรงของปัญหาราคาสินค้าแพง โครงสร้างพื้นฐานโตไม่ทันการเติบโตของเมือง และปัญหาช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่เริ่มขยายกว้าง
ยุคอนุทิน ชาญวีรกูล พ.ศ. 2569 ยุคฟื้นฟูเสถียรภาพและเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี ไทยต้องเผชิญกับบริบทโลกและโครงสร้างภายในที่ซับซ้อนกว่าเดิมมาก
อัตราการเติบโต อยู่ในภาวะขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ร้อนแรงเหมือนอดีต แต่เน้นเสถียรภาพมากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณ
โครงสร้างเศรษฐกิจ ไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล/AI รวมถึงการยกระดับเศรษฐกิจเขียว (Green Economy)
จุดเด่นทางนโยบาย รัฐบาลอนุทินมุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนไฮเทค การปรับโครงสร้างระบบโลจิสติกส์ และการผลักดันประเทศเข้าสู่สมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและการค้า
โจทย์ในขณะนั้น การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสม การติดดักรายได้ปานกลาง ความท้าทายด้าน Geopolitics และการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
หากปี 2534 คือการเปิดประตูต้อนรับทุนนิยมโลกในฐานะ “โรงงานแห่งเอเชีย” การประชุม IMF–World Bank ในปี 2569 ยุครัฐบาลอนุทิน ก็คือการพิสูจน์บทบาทของไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการพัฒนาที่ยั่งยืนและนวัตกรรมของภูมิภาค” ชี้ให้เห็นว่าแม้แรงขับทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนจากความเร็ว มาเป็นความยั่งยืน แต่ประเทศไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกเสมอมา
ที่มา : wits.worldbank.org, worldbank.org, worldbank.org, data.worldbank, สภาพัฒน์


