สมาคมพยาบาลฯ ล่ารายชื่อค้าน “อาสาพยาบาลชุมชน” เตือนเสี่ยงความปลอดภัยประชาชน ชี้ “ชีวิตคนไม่ใช่พื้นที่ทดลองนโยบาย” เปิด 3 ข้อถึงรัฐบาล

สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ โพสต์บนเพจ The Nurses' Association of Thailand : สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ฯ ระบุว่า ขอเชิญพยาบาลวิชาชีพ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนประชาชนทั่วไป ร่วมลงชื่อแสดงเจตนารมณ์ คัดค้านนโยบาย “อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.)”ภายในวันที่ 23 ต.ค.69 เพื่อพิทักษ์มาตรฐานวิชาชีพการพยาบาล คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และรักษาคุณภาพระบบบริการสุขภาพไทย

จึงขอร่วมแสดงเจตนารมณ์คัดค้านการดำเนินนโยบายอาสาพยาบาลชุมชน

โดยแนบเอกสารลงชื่อคัดค้านดังนี้ คลิก


ขณะเดียวกันก็ระบุว่า เกิดกระแสคัดค้านอย่างหนักในวงการสาธารณสุขไทย เมื่อสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ รณรงค์เชิญชวนพยาบาลวิชาชีพ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมลงชื่อแสดงเจตนารมณ์คัดค้านนโยบาย “อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.)” ภายในวันที่ 23 ตุลาคม 2569 พร้อมออกแถลงการณ์ฉบับเต็ม เตือนถึงผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพระบบบริการสุขภาพและความปลอดภัยของชีวิตประชาชน


อบรม 240 ชั่วโมง แทนพยาบาลวิชาชีพ 4 ปี ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม


ต้นเหตุของข้อทักท้วงเกิดจากการที่นโยบายดังกล่าว นำผู้ผ่านการอบรมระยะสั้นเพียง 240 ชั่วโมง เข้ามาทำหน้าที่ดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง หญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด เด็ก ผู้ป่วยจิตเวช ตลอดจนผู้ป่วยหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาล


สมาคมพยาบาลฯ ชี้ให้เห็นว่า ตามมาตรฐานสากล การดูแลกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ต้องอาศัย สมรรถนะทางคลินิกและการตัดสินใจที่แม่นยำของพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งผ่านการศึกษาอบรมเข้มข้นถึง 4 ปี (หรือกว่า3,000 ชั่วโมง) เพื่อประเมินสัญญาณเตือนภัย วิเคราะห์ความรุนแรงของโรค และส่งต่อผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที


“การอบรมระยะสั้นไม่อาจใช้แทนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ ความล่าช้าหรือความผิดพลาดในการประเมินอาการเพียงเสี้ยวนาที อาจนำไปสู่ความพิการ ความเจ็บป่วยรุนแรง หรือการสูญเสียชีวิต” แถลงการณ์ระบุ


ช่องโหว่ทางกฎหมาย และความเสี่ยงตกอยู่กับ “อสพ.”


นอกจากความเสี่ยงต่อผู้ป่วยแล้ว สมาคมพยาบาลฯ ยังแสดงความห่วงใยถึงตัวอาสาพยาบาลชุมชนเอง โดยระบุว่าการมอบหมายงานเกินขอบเขตความรู้และสมรรถนะที่กฎหมายรองรับ อาจทำให้ อสพ. รวมถึงผู้จัดอบรม ผู้ฝึกสอน และผู้มอบหมายงาน ต้องรับภาระความเสี่ยงสูงทางกฎหมาย หากเกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติงานขึ้นจริง


สมาคมฯ ย้ำชัดเจนว่า งานจิตอาสาสมัครมีคุณค่าในฐานะ “กำลังสนับสนุน” แต่ไม่อาจก้าวล้ำเส้นแบ่งมาทำหน้าที่แทนผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาตได้


แนะแก้ปัญหาขาดแคลนให้ตรงจุด บรรจุพยาบาลตกค้างกว่า 7,000 อัตรา


ต่อข้ออ้างเรื่องการขาดแคลนกำลังคน สมาคมพยาบาลฯ เสนอทางออกว่า หากรัฐบาลมีงบประมาณ ควรนำไปใช้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการ เพิ่มอัตราจ้างพยาบาลวิชาชีพที่ยังรอการบรรจุอีกกว่า 7,000 คน เข้าสู่ระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างแท้จริง


ข้อเรียกร้อง 3 ข้อถึงรัฐบาล


เพื่อพิทักษ์มาตรฐานวิชาชีพคุ้มครองความปลอดภัยของสังคม สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อต่อรัฐบาล ดังนี้


1. ทบทวนนโยบายทันที ชะลอการขยายผล ประเมินความเสี่ยงต่อผู้ป่วย และเปิดเผยหลักเกณฑ์การกำกับดูแลอย่างโปร่งใส


2. ขีดเส้นขอบเขตงานให้ชัดเจน แยกงานสนับสนุนออกจากงานวิชาชีพอย่างเด็ดขาด โดยเชิญสภาการพยาบาลและองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดมาตรฐาน


3. ตรวจสอบหลักสูตรและความรับผิดชอบ ตรวจสอบผู้จัดอบรม ผู้ฝึกสอน และผู้กำกับดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฝึกหรือปฏิบัติงานที่ขัดต่อกฎหมายและมาตรฐานวิชาชีพ


บทสรุปสะท้อนเจตนารมณ์



สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ประชาชนกลุ่มเสี่ยงไม่ได้ต้องการเพียงคนมาเยี่ยมบ้าน แต่วางใจในระบบการประเมินและช่วยเหลือที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน


“ชีวิตและสุขภาพของประชาชนไม่ใช่พื้นที่ทดลองนโยบาย ความปลอดภัยต้องเป็นเงื่อนไขแรกของทุกนโยบายสุขภาพ”

จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมลงชื่อคัดค้านนโยบาย อสพ. เพื่อร่วมกันรักษามาตรฐานสาธารณสุขไทยให้ยั่งยืนต่อไป